
หลังจากที่รัฐบาลได้รับพระราชทาน “พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสละราชสมบัติ” รัฐบาลได้ออก “คำแถลงการณ์ของรัฐบาลเกี่ยวกับการสละราชสมบัติ” ให้ประชาชนได้รับทราบ และคณะรัฐมนตรีได้เสนอเรื่องต่อสภาผู้แทนราษฎร
ก่อนหน้าที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงสละราชสมบัติ พระองค์ได้เสด็จยังต่างประเทศ และได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2477 และเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ทรงยืนยันว่าพระองค์ได้ทรงพ้นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไปพร้อมกับการสละราชสมบัติ และการตั้งผู้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระองค์นั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯทรงได้มีกระแสรับสั่งว่า พระองค์ทรงสละสิทธิ์ที่จะตั้งผู้ครองราชย์สมบัติสืบต่อจากพระองค์
ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ได้มีการอภิปรายเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรต่อกรณีการสละราชสมบัติของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้เขียนได้นำเสนอคำแนะนำที่หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรฯทรงประทานให้แก่ที่ประชุมสภาฯ นั่นคือ สภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจในการรับหรือไม่รับการสละราชสมบัติ เพราะพระบาทสมเด็จพระปกเล้าฯทรงสืบราชสมบัติต่อจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระองค์มีสิทธิ์ที่จะสละราชสมบัติโดยไม่จำเป็นต้องขอการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น สิ่งที่สภาผู้แทนราษฎรจะทำได้คือรับทราบการสละราชสมบัติเท่านั้น ส่วนในกรณีพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไป หม่อมเจ้าวรรณไวทยากรทรงให้ความเห็นว่า “ส่วนพระองค์ต่อไปซึ่งจะขึ้นครองราชสมบัติ ก็ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร”
หลังจากมีการอภิปรายไปพอสมควร เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ รัฐมนตรีกระทรวงวัง กล่าวว่า “ผู้ที่จะสืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาลตามที่สมเด็จกรมพระนริศฯ (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัดติวงศ์ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะสละราชสมบัติ/ผู้เขียน) ได้ทรงสืบสวนแล้ว ได้แก่ สมเด็จเจ้าฟ้า กรมหลวงสงขลาฯ ซึ่งได้สิ้นพระชนม์แล้ว กับมีพระราชโอรส คือ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล นั้นเป็นผู้สืบราชสันตติวงศ์ของพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาล ตามที่ได้แจกไปให้ท่านแล้ว”
หลังจากที่มีการอภิปรายไปสักพัก นายกรัฐมนตรี (พระยาพหลพลพยุหเสนา/ผู้เขียน) ได้กล่าวต่อที่ประชุมสภาฯว่า “ที่รัฐบาลเสนอพระองค์แรก คือ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล สภาฯนี้จะรับหรือไม่รับ”
หลังจากมีการอภิปรายต่อไป ร.ท. ทองดำ คล้ายโอภาส ผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรีได้อภิปรายว่า บุคคลที่สภาผู้แทนราษฎรสมควรจะเลือกให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปควรจะมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ
๑. ทรงเลื่อมใสในระบอบรัฐธรรมนูญ
๒. ทรงเป็นผู้มีวิทยาคุณ รอบรู้ประวัติศาสตร์ในการปกครองมนุษยชาติ
๓. ทรงมีความรู้ในวิชาทหารบกหรือทหารเรืออย่างน้อยในตำแหน่งสัญญาบัตร
๔. ทรงมีพระอุปนิสัยรักใคร่ราษฎร และเป็นที่นิยมนับถือของประชาชนทั่วไป
๕. ทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว
สภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องเลือกกษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาล เพราะสภาผู้แทนราษฎรทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงกว่ากฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ สภาผู้แทนราษฎรจะเลือกเจ้านายพระองค์ใดก็ได้
ต่อจากนั้น ที่ประชุมสภาฯได้มีการอภิปรายโต้แย้งกันในประเด็นที่ว่า สภาผู้แทนราษฎรทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงกว่ากฎมณเฑียรบาล พ.ศ. ๒๔๖๗ หรือไม่ ? บ้างว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่สภาฯมีอำนาจเหนือกว่า แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๔๗๕ กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา ๙ ว่าการสืบสันตติวงศ์ต้องเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล และสภาผู้แทนราษฎรจะต้องให้ความสำคัญสูงสุดต่อรัฐธรรมนูญ
ต่อมา นายมนูญ บริสุทธิ ผู้แทนราษฎรจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่า ควรให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลก่อน แล้วด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรอีกชั้นหนึ่ง ถ้าหากว่าบุคคลนั้นสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว เราจึงจะผ่านเป็นลำดับไป”
หลวงนาถนิติธาดา ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ กล่าวว่า “บัดนี้ต้องตีความมาตรา ๙ คือว่า เป็นปัญหากันขึ้นว่า จะถือตามกฎมณเฑียรบาล คือดังที่รัฐบาลเสนอขึ้นนั้นว่า ทางสภาฯจะต้องเอาลำดับที่ ๑ แน่นอน โดยจะเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้อย่างนั้นหรือ หรือว่าทางสภาฯจะไม่เห็นชอบด้วย แล้วก็จะยกพระองค์อื่นก็ได้ เป็นลำดับลงไปอย่างนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า อย่างที่ท่านสมาชิกผู้หนึ่ง ขอประทานโทษ คือ คุณหลวงรณสิทธิพิชัยว่า เราจะต้องถือแน่นอนนั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นชอบด้วย เพราะเหตุว่า ถ้าเราถือแน่นอนแล้วว่าเป็นอย่างนี้ ถ้าหากว่าสภาฯ เราไม่เห็นชอบแล้ว ทำอย่างไรกันเล่า นี่ ข้าพเจ้าเห็นว่าอย่างนั้น ความขัดข้องมีความนั้น ถ้าไม่เห็นชอบแล้ว จะทำอย่างไรกัน”
นายกรัฐมนตรี (พระยาพหลพลพยุหเสนา/ผู้เขียน) กล่าวว่า “ท่านสมาชิกเข้าใจผิด คือที่ข้าพเจ้ากล่าวว่า ตามกฎมณเฑียรบาลนั้นอย่างไร คือแปลว่า เมื่อนัมเบอร์ ๑ ท่านไม่เห็นด้วย ก็จะเลือกนัมเบอร์ ๒ ตามลำดับลงมาอย่างนั้นต่างหาก”
ด. ยู่เกียง ทองลงยา ผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี กล่าวว่า “ในครั้งแรก ปัญหาที่ข้าพเจ้าทักขึ้นนั้น คือการตีความในมาตรา ๙ ว่า เดี๋ยวนี้ สภาผู้แทนราษฎรจะต้องเลือกพระผู้เป็นประมุขตามกฎมณเฑียรบาลหรือไม่ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ถ้าแม้นว่า เราจะต้องทำตามกฎมณเฑียรบาลแล้วไซร้ เวลาที่สภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถจะอนุมัติให้บุคคลนั้นเป็นพระมหากษัตริย์ได้ สภาผู้แทนราษำรนี้หามีอำนาจที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้นไม่ คือจะต้องปฏิบัติตามกฎมณเฑียรบาล แต่ความจริง สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจเหนือกฎมณเฑียรบาล หาจำต้องทำตามกฎมณเฑียรบาลเสมอไปไม่”
นายมังกร สามเสน กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอเรียนว่า ในการที่จะเลือกพระมหากษัตริย์ตามกฎมณเฑียรบาลนั้น กฎมณเฑียรบาลนี้วางหลักไว้แล้วว่า ดังนี้ ‘อนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงสยามต้องเป็นผู้ที่พลเมืองและประชาชนนับถือทุกสถาน’ นี่ ขอให้ถือหลักนี้”
ร.ต. เนตร พูนวิวัฒน์ กล่าวว่า “เพื่อตีความตามมาตรา ๙ นี้แล้ว ข้าพเจ้าขอเรียนว่าในมาตรา ๙ นี้ มีคำบังคับไว้ชัดว่า ‘ให้เป็นไป’ คำว่า ‘ให้เป็นไป’ นี้มีความเท่ากับต้อง คือบังคับว่าให้เป็นไปโดยนัย ก็แปลว่า โดยข้อความแห่งกฎมณเฑียรบาล ทีนี้ เราก็จำเป็นต้องว่าตามกฎมณเฑียรบาล คือ มาตรา ๙ ให้เลือกองค์ที่ ๑ การเลือกองค์ที่ ๑ นั้น ต้องประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาฯ เมื่อองค์ที่ ๑ ไม่เห็นชอบแล้ว ก็เป็นองค์ที่ ๒ คือต้องประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาฯดุจกัน เมื่อไม่เห็นชอบแล้ว ก็ผ่านไปตามลำดับ ถ้าทำเช่นนี้แล้ว เวลาของสภาฯก็จะเร็วเข้า และความประสงค์ของสมาชิกก็จะสมประสงค์เช่นเดียวกัน
เมื่อเราไม่ชอบองค์ที่ ๑ ก็เป็นองค์ที่ ๒ ที่ ๓ ตามลำดับ แต่ต้องให้เป็นไปตามกฎมณเฑียรบาล ข้าพเจ้าจึงขอเสนอว่า เพื่อตัดเวลาให้เร็วเข้า ขอให้ท่านสำรวมใจ คือ เลือกองค์ที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๓ ตามลำดับ แล้วจะสมประสงค์ของท่านเหมือนกัน ถ้าท่านไม่เอาองค์ที่ ๑ ก็องค์ที่ ๒ ถ้าท่านไม่เอาองค์ที่ ๒ ก็เป็นองค์ที่ ๓ ตามลำดับกันไป”
ผู้ทำการแทนประธานสภาฯ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าของดการโต้ตอบเสียทีเถิด ไม่เห็นมีอยู่ในข้อบังคับอย่างไรเลย”
ร.ต. สอน วงษ์โต ผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท กล่าวว่า
“ตามที่สมาชิกผู้หนึ่งได้กล่าวอภิปรายเมื่อกี้นี้ ข้าพเจ้าขอสนับสนุนว่าเป็นดังนั้น คือ เราไม่ต้องอภิปรายกันมากมาย ทีแรก เราก็ต้องการตามกฎมณเฑียรบาลก่อน คือ พระองค์เจ้าอานันทมหิดลนี้จะสมควรเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือไม่ เราก็โวต ถ้าไม่เห็นด้วย ก็ต่อไปองค์ที่ ๒-๓-๔ เราจะเอาองค์ไหน เราก็โวตให้องค์นั้นก็แล้วกัน ไม่ต้องกล่าวถึงคุณสมบัติของท่าน กล่าวเท่าไร คืนนี้ก็ไม่เสร็จ”
นายไต๋ ปาณิกบุตร ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร กล่าวว่า
“ข้าพเจ้าเห็นว่า การเลือกพระเจ้าแผ่นดินทั้งทีนั้น เป็นการสำคัญอย่างยิ่งของสภาฯนี้ เราไม่ควรจะรีบไปไหน เราจะรีบไปไม่ได้ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญของชาติ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงขอประทานเวลาให้มีเวลาตรึกตรองกันบ้าง ข้าพเจ้าอยากจะใคร่ถามรัฐบาลว่า สำหรับพระองค์เจ้าอานันทฯ ตามที่รัฐบาลได้แจ้งในบันทึกว่า ได้ไปเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสานั้น ได้ผลอย่างไรบ้าง”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)
“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า
ก่อนเกิดรัฐประหาร 24 กันยายน พ.ศ. 2549 (ตอนที่ 2)
พ.ต.ท. ทักษิณถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายหุ้นของครอบครัวโดยไม่เสียภาษี และเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 (ตอนที่ 1)
พ.ต.ท. ทักษิณถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายหุ้นของครอบครัวโดยไม่เสียภาษี และเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น
กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 3)
กล่าวได้ว่า ภายใต้ยุคศักดินา ราชอาณาจักรอยุธยาไม่มีกษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางคนใดกลุ่มใด จะสามารถอ้างการผูกขาดการใช้ความรุนแรงได้ เพราะแม้ว่าบรรดาข้าราชการภายใต้กษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางจะถวายสัตย์ปฏิญาณที่จะรับใช้และจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 22): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19: พลเรือตรีเล็ก สุมิตร
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491)
กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 2)
ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325 มีการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์สำเร็จหรือที่เรียกว่ารัฐประหาร 16 ครั้งใน 32 รัชกาล

