เฮนรี คิสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯซึ่งเป็นผู้บุกเบิกความสัมพันธ์กับจีนเมื่อกว่า 50 ปีก่อนวันนี้อายุ 100 พอดี
สัปดาห์ก่อน “คุณปู่เฮนรี” ไปเยือนจีนอีกครั้ง สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงคนจีนไม่น้อย
ผู้หลักผู้ใหญ่จีนให้การต้อนรับขับสู้อย่างอบอุ่น มีการรายงานข่าวการมาเยือนอย่างคึกคัก
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงต้อนรับอย่างเอิกเกริก ออกข่าวผ่านสื่อทางการอย่างกว้างขวาง
โดยเฉพาะประโยคที่สี จิ้นผิงบอกกับคิสซิงเจอร์ว่า “ท่านเป็นเพื่อนเก่าของจีน และท่านจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯตลอดไป”
ผู้คนบนโซเชียลมีเดียของจีนก็แสดงความทึ่งและชื่นชมที่คิสซิงเจอร์ในวัยนี้ยังมีสามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำจีนได้อย่างแหลมคม
เพื่อแสดงความสัมพันธ์กันยาวนานระหว่างคิสซิงเจอร์กับจีน ระดับนำเช่นหวัง อี้, ผู้อำนวยการใหญ่ว่าด้วยนโยบายต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนต้อนรับด้วยตนเอง
อีกทั้งรัฐมนตรีกลาโหมของจีนก็ให้เข้าพบอย่างเป็นกันเอง
‘หวัง อี้’แสดงอาการปลื้มเป็นพิเศษที่ ‘เฮนรี คิสซิงเจอร์’ เยือนจีนแบบสร้างเซอร์ไพรส์ครั้งนี้
นักการทูตระดับอาวุโสสูงสุดของจีนคนนี้ยังใช้จังหวะนี้สั่งสอนรัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดนว่าวอชิงตันต้องการ “การทูตอันชาญฉลาด” แบบคิสซิงเจอร์
ความหมายก็คือคิสซิงเจอร์เป็นนักการทูตตัวอย่างที่เข้าใจจีน และพยายามจะสานสัมพันธ์กับจีนด้วยการใช้วิธีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน
แทนที่จะใช้วิธีการก้าวร้าวและขวานผ่าซากกับปักกิ่ง
คิสซิงเจอร์ไปจีนหลายครั้ง แต่ก็ไปในนามส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับทำเนียบขาว
แม้ว่าจีนจะพยายามใช้โอกาสเช่นนี้ส่งสัญญาณให้รัฐบาลสหรัฐฯได้รับรู้ว่าปักกิ่งพร้อมจะคุยกับอดีตนักการทูตสหรัฐฯคนนี้มากกว่าที่จะต่อสายถึงนักการทูตปัจจุบันของอเมริกาที่ยังขาดความเข้าอกเข้าใจจีนเพียงพอ
คิสซิงเจอร์เองก็พยายามจะเล่นบท “นักวิชาการ-นักคิดอิสระ” ที่หวังจะสามารถทลายกำแพงกั้ที่นสัมพันธ์อันตึงเครียดระหว่าง 2 มหาอำนาจขณะนี้
แต่ปัญหาคือโจ ไบเดนจะฟังคิสซิงเจอร์แค่ไหน และคิสซิงเจอร์เองจะสามารถเป็น “กาวใจ” ได้มากน้อยเพียงใด
หวัง อี้ ซึ่งเคยเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนและวันนี้ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเป็นมือขวาด้านนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีสี จิ้นผิงยกย่องบทบาทของคิสซิงเจอร์ ในการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลวอชิงตันและรัฐบาลปักกิ่งในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1970
เพราะ “การทูตราชการลับ” ของคิสซิงเจอร์ที่เชื่อมต่อกับผู้นำจีนยุคประธานเหมาเจ๋อตุงทำให้เกิดฉากประวัติศาสตร์ที่ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันบินมาจีนเพื่อเปิดสัมพันธ์อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1972
อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สหรัฐฯตัดสัมพันธ์กับไต้หวัน หันมารับรองสาธารณรัฐประชาชนจีนภายใต้นโยบาย “จีนเดียว”
แม้วันนี้จะยังมีประเด็นว่าทำไมสหรัฐฯที่ยอมรับว่าโลกนี้มีจีนเดียว แต่ยังคงสนับสนุนไต้หวันด้วยอาวุธ
อันเป็นประเด็นร้อนแรงของความระหองระแหงระหว่างสองมหาอำนาจ
คิสซิงเจอร์เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับจีน และจุดยืนของเขายืนอยู่ข้างจีนในเรื่องนี้มาตลอด
ทำให้ผู้นำจีนมองคิสซิงเจอร์เป็นผู้ที่เข้าใจจีนที่สุดคนหนึ่งในบรรดาปัญญาชนและนักคิดนักเขียนตะวันตก
หวัง อี้เรียกอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ผู้อาวุโสคนนี้ว่าเป็น “เพื่อนเก่า” ผู้ซึ่ง “มีบทบาทที่ไม่สามารถทดแทนได้ในการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างสองประเทศ”
ข้อความนี้ปราฏในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของของกระทรวงต่างประเทศจีนหลังการหารือของทั้งสองที่กรุงปักกิ่ง
หวัง อี้บอกด้วยว่านโยบายสหรัฐฯ ต่อจีนในปัจจุบันนี้ “ต้องการแนวคิดอันเฉียบแหลมทางการทูตสไตล์คิสซิงเจอร์และความกล้าหาญทางการเมืองแบบนิกสัน”
ระดับนำของจีนคนนี้ดูเหมือนจะฝากให้คิสซิงเจอร์นำความไปแจ้งต่อผู้นำสหรัฐฯด้วยว่า
“เป็นไปไม่ได้ที่จะพยายามและเปลี่ยนแปลงจีนและยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จะควบคุมหรือปิดล้อมจีน
อย่างที่สหรัฐฯและโลกตะวันตกกำลังพยายามจะทำอยู่ทุกวันนี้
นี่ไม่ใช่การเยือนในฐานะปัจเจกของคิสซิงเจอร์ เพราะมีการออกแถลงการณ์ร่วมด้วย
ซึ่งเป็นกรณีพิเศษจริง ๆ สำหรับคนที่ไม่มีตำแหน่งแห่งหนทางการที่ผู้นำจีนจะออกแถลงการณ์ร่วมกับอาคันตุกะจากต่างแดน
แต่ “ท่านผู้อาวุโสคิสซิงเจอร์” ย่อมถือได้ว่าเป็น “แขกพิเศษ” ที่ได้รับการต้อนรับที่แตกต่างออกไปจากคนอื่น ๆ
แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศจีนอ้างถึงถ้อยแถลงของคิสซิงเจอร์ในประเด็นนี้ว่า
“ไม่ว่าจะยากเย็นแค่ไหน ทั้งสองฝ่ายควรปฏิบัติต่อกันอย่างเท่าเทียมและรักษาการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน...”
และย้ำว่าเป็นเรื่องที่ไม่อาจยอมรับได้ที่ประเทศใดจะพยายามโดดเดี่ยวอีกฝ่ายหนึ่ง
ถึงวันนี้จีนก็ยังระลึกเสมอว่าคิสซิงเจอร์เป็นผู้มีบทบาทสำคัญด้านความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเมื่อกว่า 50 ปีก่อน
คิสซิงเจอร์แอบเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อปี 1971 ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านความมั่นคงประจำทำเนียบขาว ในยุคอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน
เมื่อปูทางสู่การเยือนกรุงปักกิ่งครั้งประวัติศาสตร์ของนิกสันในปี 1972 แล้วก็นำไปสู่การเปิดสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นปกติในปี 1979
นักข่าวถามโฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าทำเนียบขาวรู้เรื่องเกี่ยวกับการเยือนจีนของคิสซิงเจอร์หรือไม่
ได้รับคำตอบว่าประธานาธิบดีไบเดน รับทราบถึงแผนการเยือนจีนของคิสซิงเจอร์
แต่ไม่ได้ไปในฐานะตัวแทนของรัฐบาลอเมริกัน
แปลว่าจะมีการแสดงความเห็นกันในปักกิ่งอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่สะท้อนจุดยืนของสหรัฐฯแต่อย่างไร
เพื่อตอกย้ำว่าปักกิ่งให้ความสำคัญกับการเยือนครั้งนี้อย่างไร นอกจากการพบปะกับหวัง อี้ คิสซิงเจอร์แล้ว เขายังได้พยปะหารือกับรัฐมนตรีกลาโหมจีน หลี่ ช่างฝู (Li Shangfu) ด้วย
ไม่แต่เท่านั้น ทางการจีนยังย้ำประเด็นที่ว่าคิสซิงเจอร์ได้แสดงความเห็นต่อรัฐมนตรีกลาโหมจีนในประเด็นไต้หวันด้วย
โดยบอกว่าสหรัฐฯ และจีนควรขจัดความไม่เข้าใจกัน อยู่ร่วมกันอย่างสันติ และหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า
นี่คืออีกมิติหนึ่งของ “การทูตไม่เป็นทางการ” ของจีนที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการดำเนินนโยบายของปักกิ่งในเวทีระหว่างประเทศ
แต่สำหรับวอชิงตันแล้ว อะไรที่เป็น “เรื่องส่วนตัว” ย่อมจะเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับทางการอย่างชัดเจน
จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นคนละเรื่องกัน
แต่สำหรับจีนแล้วไม่มีอะไรที่ไม่เชื่อมโยงกันเป็นอันขาด!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


