
น้าเนาว์ หรือ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นั้น...ท่านคงไม่ได้เป็น กวี ที่มีแต่เฉพาะ คำ หรือมีแต่สำนวน-โวหาร เพื่อเอาไว้ใช้ด่าทอ หรือสรรเสริญ เยินยอ ใครต่อใครไปตาม ความชอบ-ความชัง ตามการ ปรุงแต่ง ทาง อารมณ์-ความรู้สึก ของใคร-ของมันไปตามสภาพ แต่ท่านยังมี ความ หรือมีหลักคิด แนวคิด ที่ออกจะเฉียบขาด แหลมคม ลุ่มลึก-ลึกซึ้งมิใช่น้อย
เอาง่ายๆ...แค่ดูจากการใช้ คำ ใช้ตัวอักษรไม่กี่บรรทัด ในการบรรยาย อรรถาธิบาย ถึงความเป็น อภิมหาพระ ของท่านอาจารย์ พระพุทธทาสภิกขุ แห่งวัดสวนโมกข์ ผู้ตั้งจิตปฏิญาณที่จะรับใช้พระพุทธศาสนาจนตราบวินาทีสุดท้าย ด้วยถ้อยคำเรียบๆ-ง่ายๆ แต่สุดจะลึกซึ้ง
ไปถึง แก่นสาระ ของความเป็น พุทธทาส และ พุทธศาสนา อย่างชนิดมีแต่ต้องค้อมคารวะอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้เลย นั่นคือที่รจนาไว้ว่า... “พุทธทาสนามท่านปานขุนเขา-ทว่า 'เบา' สบายอย่างว่างน้ำหนัก-อีก 'ตัวตน' ของท่านนั้นใหญ่นัก-ใหญ่ด้วยหลักลา-สละ-ละตัวตน”
ดังนั้น...เมื่อเจอกับกลุ่มทะลุวัง ทะลุแก๊ซ และพยายามจะทะลุอะไรต่อมิอะไรทั้งหลาย แห่กันไปแสดงนิทรรศการทางศิลปะด้วยการสาดสี ตีไข่ จุดพลุ โยนพลุ ใส่หน้ากาก ใส่เสื้อยืดประทับตราอักษร ค. โดยมีนิ้วกลางชี้โด่ๆ เด่ๆ ประมาณเดียวกับพวก ม็อบ ค.-ม็อบ ห. หรือพวกที่พร้อมจะแจกกล้วยให้กับใครต่อใครที่ตัวเองไม่ถูกใจ-ไม่ชอบใจ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึง ถึงความหยาบ-ความถ่อย แถมยังถือเป็นการแสดงออกทาง ศิลปะ ในอีกรูปแบบหนึ่ง พร้อมกับเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐบาลอย่างกระทรวงวัฒนธรรม ถอดถอน น้าเนาว์ ออกจากตำแหน่ง ศิลปินแห่งชาติ ซะอีกด้วย
จะด้วย แรงบันดาลใจ ดังกล่าวหรือไม่? อย่างไร? ก็แล้วแต่จะว่ากันไป เลยทำให้ น้าเนาว์ ท่านอดไม่ได้ ที่จะต้องรจนาบทกลอนชื่อว่า รู้ตน เอาไว้ดังนี้คือ... “พรรษาผ้าสามผืน-ให้รู้ตื่นรู้ตัวตน-ตัวเรามีสามคน-ให้คนเห็นและไม่เห็น-ตัวหนึ่งคือตัวตน-คนอื่นคิดว่าเราเป็น-ตัวเราก็โลดเต้น-เป็นตัวนั้นเป็นตัวนี้-ตัวสองคือตัวเรา-ที่เราคิดเป็นนั่นนี่-พยายามไปตามมี-เป็นอย่างนี้เป็นอย่างนั้น-ตัวสามคือตัวจริง-เรานั่งนิ่งอยู่กับมัน-ทั้งคืนและทั้งวัน-แต่ไม่เคยเห็นมันจริง-พรรษาผ้าสามผืน-ให้รู้ตนรู้เตือนติง-รู้คิดรู้จิตนิ่ง-จัดการตนให้ถูกตน...”
นี่...อันนี้ต้องเรียกว่า ใครจะชอบ-ใครจะชัง น้าเนาว์ ด้วยเหตุผลกลใดก็แล้วแต่ แต่เจอเข้ากับ บทกวี ระดับศิลปินแห่งชาติมาเอง ประมาณนี้ ยังไงๆ...คงหนีไม่พ้นต้องค้อมคารวะอย่างมิอาจปฏิเสธและหลีกเลี่ยงได้เลย ไม่ว่าจะมี อัตตา หนาเตอะอยู่เพียงใดก็ตามที เพราะถือเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความ เข้าถึง-เข้าใจ ต่อสิ่งที่มีความลึกซึ้งเอามากๆ อันเป็นสิ่งที่ผู้มีอัตตาหรือยึดมั่น ถือมั่น อยู่ในอัตตาทั้งหลาย มัก มองข้าม ความเป็นจริง ข้อเท็จจริง เหล่านี้อยู่เสมอๆ จนนำมาซึ่งความปั่นป่วน วุ่นวาย ความสับสน ระส่ำระสาย ไม่ว่าต่อ ตัวกูเอง หรือต่อ สังคม ทั้งสังคม
อย่างที่หนัง กังฟู ละครมินิซีรีส์ทางทีวีอันโด่งดัง เมื่อหลายต่อหลายสิบปีที่แล้ว เคยนำเอาความจริงข้อเท็จจริงทำนองนี้มาใช้เป็นบทสนทนา ระหว่าง หลวงจีนวัดเสี่ยวลิ้มยี่ กับพระเอก เดวิด คาร์ราดีน ผู้เป็นลูกศิษย์ ด้วยถ้อยคำคล้ายๆ กันนั่นแหละว่า...คนเรานั้น-เป็นได้แค่ 3 อย่าง!!! คือ หนึ่ง-เป็นอย่างที่คนอื่นเห็นว่าเราเป็น สอง-เป็นอย่างที่เราต้องการเป็น-และสามเป็นอย่างที่เราเป็นจริงๆ ส่วนใครก็ตาม...ที่ยังมองไม่เห็น ความจริง เหล่านี้ย่อมเป็นอะไรที่กระจอก งอกง่อย เอามากๆ เผลอๆ...อาจไม่ต่างอะไรไปจากผู้ร้าย หรือผู้ที่เป็นอุปสรรค ขัดขวาง การบรรลุถึงซึ่งวิชากำลังภายในชั้นสุดยอด หรือการบรรลุถึงซึ่ง สัจธรรม อะไรทำนองนั้น
แต่ก็อย่างว่า...ในบรรดาเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือใน โซเชียลมีเดีย ทั้งหลาย โดยส่วนใหญ่แล้วมักเต็มไปด้วยพวกที่ เป็น อย่างที่หนึ่งและอย่างที่สองนั่นแหละเป็นหลัก คือพวกที่อยากให้ผู้อื่นเห็นว่าตัวเป็นใคร เป็นอะไร ชนิดแม้แต่นั่งขี้ เข้าส้วม เข้าห้องน้ำ กินข้าว-กินปลา ในแต่ละมื้อ ต้องเอามาโพสต์ เอามาแชร์ ว่ากำลังทำอะไร คิดอะไร จนใครต่อใครคิดว่าตัวเองเป็นเช่นนั้น หรือเป็นสิ่งที่ตัวอยากเป็น อันนำไปสู่ปฏิสัมพัทธ์-ปฏิสัมพันธ์ ที่ขัดแย้ง-แตกต่างกัน ระหว่าง โลกแห่งความจริง กับ โลกเสมือนจริง แบบคนละเรื่อง-คนละม้วน การแสดงออกทางศิลปะด้วยการอาศัยความหยาบ ความถ่อย เพื่อให้เกิดการล้างผลาญ ทำลาย ศิลปิน ที่แท้จริง จึงกลายเป็นเรื่องที่น่าอเนจอนาถ เวทนา เอามากๆ ไม่ได้เป็นสิ่งน่ายกย่อง ชื่นชมน่าซี้ดๆ ซ้าดๆ น่า สะใจ ใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย!!!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทำดีย่อมได้ดี
ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม
ระบอบประชาธิปไตย...กำลังทำให้โลกพังพินาศ!!!
มาถึงขั้นนี้...ก็อาจพอถือเป็น ข้อสรุป ได้ ไม่มาก-ก็น้อย ว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะตาม มาตรฐานตะวันตก นั้น น่าจะไม่ใช่ระบอบปกครองที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุดแต่อย่างใด
'เมืองสแกมเมอร์' ฆ่าไม่ตาย?
วงประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะประธาน
อุบัติภัยใหญ่รอบสองปี 69 กำลังจะมา
หลังจากเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนตกใส่รถด่วนพิเศษที่ 21
เลวยันเงา
เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า
สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!
อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์

