แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะ มีมติเอกฉันท์ตีตกคำร้อง “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีรอบสอง ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 เนื่องจากผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่เข้ามาตรา 213 ในการร้อง ก็เรียกว่าจบข่าว! ไปเปลาะหนึ่ง และยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงทีมกฎหมายจาก “พรรคส้มจืด” ว่ามักออกทะเลเสมอๆ แม้จะมีนักกฎหมายจากค่ายฝรั่งเศสอย่าง “ปิยบุตร แสงกนกกุล” เลขาธิการคณะก้าวหน้าเป็นเงาทาบทับอยู่ก็ตามที ...๐
แล้วที่ขำไม่ออกก็คือ การออกมาชี้แจงของ “รังสิมันต์ โรม” สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกส้มจืด ที่บอกว่าจะไม่ยื่นซ้ำอีกรอบ
เพราะพรรคยืนยันมาตลอดว่ากรณีนี้รัฐสภาควรว่ากันเอง ไม่จำเป็นต้องให้องค์กรภายนอกเช่นศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา สงสัย “ทั่น สส.โรม” คงลืมไปว่า นอกจากนักวิชาการผู้ฝักใฝ่เสื้อส้มจะเป็นผู้นำร่องยื่นแล้ว ก็ยังมี สส.พรรคก้าวไกลอีก 17 คนร่วมยื่นศาลรัฐธรรมนูญนี้ด้วย คำที่บอกว่าไม่ควรให้องค์กรภายนอกเข้ามาจุ้นนั้น ก็เข้าทำนอง “องุ่นเปรี้ยว” นั่นแล ...๐
ไม่ต่างจากอีกคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายเวลาให้ “พิธา-พรรคก้าวไกล” ออกไปอีก 30 วัน ในการชูแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ใช้หาเสียงในการเลือกตั้ง ซึ่งงานนี้ “ทั่นผู้ทรงเกียรติโรม” ก็มั่นใจอีกเช่นกันว่าบริสุทธิ์ใจ ทำทุกอย่างถูกต้อง พร้อมสำทับว่าหากพรรคไม่ได้ชนะเลือกตั้งได้ที่ 1 กระบวนการนิติสงครามก็ไม่เกิดขึ้น พิโธ่! โทษทุกอย่างรอบตัวแต่ไม่เคยโทษตัวเองเลย จึงไม่แปลกที่ “อดิศร เพียงเกษ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ถึงร่ายกลอนล่าสุดที่มีประโยคโดนใจว่า “ส้มจืดไร้เพื่อน” นั่นแล ก็เพราะ “ก้าวไกล” มักคิดตัวเองว่าเป็น “ฮีโร่” ที่จะกอบกู้ประเทศ ทั้งที่ประเทศก็ไม่ได้วินาศสันตะโรตามมโนของบรรดาส้มจืดขนาดนั้น แล้วก็มองพรรคอื่นเป็นพวกสยบต่ออำนาจบ้าง เผด็จการบ้าง นั่งร้านบ้าง เรียกว่าดีอยู่คนเดียว จึงไม่มีใครคบ ...๐
หากดูจริงๆ ก็อาจ มีเพียง “พรรคเป็นธรรม” ที่มี สส.หนึ่งเดียวอย่าง “กัณวีร์ สืบแสง” ที่อาจเป็นพรรคเพื่อนตายกับก้าวไกลบ้าง เพราะอาจต้องเผชิญชะตาเดียวกันในเรื่องการยุบพรรคก็เป็นได้ ในขณะที่พรรคไทยสร้างไทยของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” ที่ตอนนี้ดูเหมือนเป็นเพื่อนตายเช่นกันนั้น แต่อย่าลืมว่า “หญิงหน่อย” ก็ประกาศชัดแจ้งมาตั้งแต่ต้นว่าไม่เอาเรื่องมาตรา 112 เช่นกัน แต่ที่ถูกเหมารวมเป็นพวกเดียวกันในตอนนี้นั้น ก็เพราะพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่าง “เพื่อไทย” นั้นก็มีคำสั่งเด็ดขาดมาทั้งจากคนแดนไกลและบ้านจันทร์ส่องหล้าว่าไม่เอา “ไทยสร้างไทย” นั่นเอง ...๐
พูดถึง “เพื่อไทย” แล้ว ไม่เอ่ยอ้างถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอย่าง “เศรษฐา ทวีสิน” ไม่ได้ เพราะ ดูเหมือน “พ่อค้าขายบ้าน” กำลังถูกทดสอบและตรวจสอบอย่างหนักจากอดีตเจ้าพ่ออ่าง “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” ซึ่งล่าสุดก็มีการฟ้องกันไปมาเรียกค่าเสียหายกันแล้ว 2 คดี โดยเสี่ยนิดฟ้องเรียก 500 ล้านบาท ในขณะที่ “เฮียชู” เรียกแค่ 9 หมื่นบาท ซึ่งมูลค่าบอกเลยว่าเทียบกันไม่ติด แต่ดูเหมือนระเบิดที่ “ชูวิทย์” โยนใส่ลูกที่สอง และอาจมีลูกที่สามและที่สี่นั้น ก็อาจทำให้การโหวตนายกฯ รอบที่ 3 ซึ่งพรรคเพื่อไทย ไล่มาตั้งแต่ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย จะหมายมั่นปั้นมือว่าจะโหวตรอบเดียวจบ อาจต้องสะดุดก็เป็นได้ ...๐
แม้คนไทยจะเป็นคนลืมง่าย แต่คำว่า “บกพร่องโดยสุจริต” เมื่อปี 2544 ที่เกิดขึ้นในยุค “ทักษิณครองเมือง” ในการซุกหุ้นให้แม่บ้านและคนขับรถนั้น ก็กลับมาหลอนในยุค “เศรษฐาดิจิทัล” อีกแล้ว เพราะจากการแฉล่าสุดก็มีตัวละครทั้ง “แม่บ้าน” และ “รปภ.” เข้ามาเกี่ยวข้อง แม้ “เสี่ยนิด” จะออกมาอรรถาธิบาย รวมทั้ง “บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)” จะช่วยกันออกมาชี้แจง แต่ก็ดูเหมือนที่ “ชูวิทย์” ตั้งคำถามไว้นั่นแลว่า ถามช้างตอบม้า เพราะไม่มีการพูดถึงการใช้ “นอมินี” ในการซื้อขายที่ดินแต่ประการใด เพียงแต่บอกว่าการซื้อขายเป็นไปตามราคาตลาดเท่านั้น งานนี้จึง ไม่แปลกที่ “จตุพร พรหมพันธุ์” แห่งคณะหลอมรวมประชาชนจะฟันธงเปรี้ยงว่า “เศรษฐา” น่าจะจอดเหมือน “พิธา” แน่ๆ ซึ่งอย่าลืมว่าหมอดูตุ๊ดตู่นั้นทำนายทายทักมาถูกแล้ว 2 กรณี ทั้งกรณี “ทักษิณ” ไม่กลับมาแน่ในวันที่ 10 สิงหาคม รวมถึงกรณีพรรคเพื่อไทยจะจับมือพรรค 2 ลุง ฉะนั้นหากหมอดูตู่จะทายถูกครั้งที่สามก็ไม่แปลกแต่ประการใด ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ


