แบ็งก์ชาติกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศและเตือนพรรคการเมืองทั้งหลายว่าต้องระวังการใช้นโยบาย “ประชานิยม” ซึ่งอาจจะไม่ยั่งยืนและไม่ตอบโจทย์ของปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศ
เป็นคำเตือนที่ในฐานะธนาคารกลางของประเทศจะต้องส่งสัญญาณออกมาให้พรรคการเมืองที่รวมตัวกันเป็นรัฐบาลที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศได้รับทราบซึ่งข้อมูลทางวิชาการที่มีผลต่อเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
แต่พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ยังยืนยันจะเดินหน้าทำนโยบายหลัก ๆ ที่ใช้หาเสียงอยู่
แต่ในความเป็นจริงยังไม่สามารถจะบอกได้ว่าเมื่อเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค และต่างพรรคต่างก็มีนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ การจัดสรรงบประมาณเพื่อที่แต่ละพรรคจะสามารถเดินหน้านโยบายของตนจะเกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด
คุณเผ่าภูมิ โรจนสกุล, หัวหน้าทีมนโยบายเศรษฐกิจ, พรรคเพื่อไทยมีความมั่นใจในแวทางของพรรคอย่างมาก
เมื่อมีเสียงเตือนจากแบ็งก์ชาติ คุณเผ่าภูมิก็แสดงจุดยืนที่ขอแย้ง ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศ
Digital Wallet ไม่ประชานิยม แต่พลิกโฉม ศก. ไทย
คุณเผ่าภูมิบอกว่าเขามีความเห็นแลกเปลี่ยนกับผู้ว่าแบงค์ชาติ 5 ประเด็น
- เข้าใจความกังวลของผู้ว่าแบงก์ชาติเรื่อง ประชานิยม ซึ่งหากรัฐบาลใหม่หมายถึงรัฐบาลเพื่อไทย นโยบายนี้ก็คงจะหมายถึง Digital Wallet ซึ่งผมแลกเปลี่ยนดังนี้
1.1. Digital Wallet ไม่ใช่ประชานิยม แต่คือการชุบชีวิต ศก. ครั้งใหญ่ 10,000 บาทสำหรับทุกคน (16 ปีขึ้นไป) สร้างพายุหมุนทาง ศก. กระจายอยู่ทั่วทุกชุมชนทั่วประเทศ Digital Wallet เป็นความจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก ในจังหวะที่ประเทศบอบช้ำ และการสร้างกำลังซื้อตามธรรมชาตินั้นไม่ทันการ
1.2. เทคโนโลยี Blockchain ของ Digital Wallet สร้างเงินหมุนได้รวดเร็ว ตรงเป้า เขียนเงื่อนไขและระยะเวลาได้ จะเกิดเงินหมุนที่พลังสูงกว่าและเป็นตัวจุดกำลังซื้อรวดเร็วแม่นยำกว่าแบบดั้งเดิม
1.3. Digital Wallet นอกจากกระตุ้น ศก. ยังสร้างโครงสร้างพื้นฐานการเงินรองรับโลกยุคใหม่ พลิกโฉมประเทศ การลงทุนที่จะตามมานั้นมีผลตอบแทนมากกว่าเงินที่ลงทุนไป
1.4. ทุกนโยบายของพรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญสูงสุดต่อความมั่นคงทางการคลัง ทุกบาทที่ใช้ต้องมีผลตอบแทนสูง และย้อนกลับมาเป็นความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว
- เห็นตรงกันว่าหนี้ครัวเรือนคือปัญหาใหญ่ แต่เห็นต่างกันที่ต้นตอของหนี้ครัวเรือน
ธปท. มองว่าเกิดจากดอกเบี้ยต่ำ คนจึงก่อหนี้เยอะ แต่ข้อเท็จจริงนั้นเกิดจากประชาชนและภาคเอกชนรายได้ทรุดลงอย่างกะทันหัน (Income Shock) จำเป็นต้องก่อหนี้เพื่อการดำรงชีวิต และความอยู่รอดของธุรกิจ
พรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายเข้าแก้ไขปัญหาใน 2 ขั้นตอนทันที 1.แก้หนี้ทันที ทั้งมาตรการพักหนี้เกษตรกร และหนี้ SME ในรหัส 21 ที่เดือดร้อนจากโควิด และ 2.สร้างงานสร้างรายได้ทันที เริ่มจาก Digital Wallet ตามด้วยการดึงรายได้ใหม่เข้าประเทศจากการดูดการลงทุนใหม่ เปิดประเทศด้วยนโยบายต่างประเทศเชิงรุกทันที เป็นต้น
- เห็นแย้งกับ ธปท. ที่ไม่กังวลกับการตั้งรัฐบาลช้า
การขาดงบลงทุนใหม่หลายแสนล้านบาทไปครึ่งปีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่น่าสบายใจ เสมือนรถใส่เกียร์ว่าง ไร้คันเร่ง ที่กำลังถูกแซงไปครึ่งปี สำคัญกว่านั้นคือส่วนที่ไม่ใช่งบประมาณ ค่าเสียโอกาสของประเทศจากการชะลอการลงทุน การสูญเสียความเชื่อมั่น การย้ายฐานการผลิต ความสูญเสียในตลาดทุน และการขาดทิศทางของประเทศ เหล่านี้ประเมินค่าไม่ได้ คือสุญญากาศทางเศรษฐกิจ
- เสถียรภาพ vs ศักยภาพ ของสถาบันการเงิน
ตรงนี้เห็นต่าง ที่ผ่านมาไทยติดกับดักคำว่าเสถียรภาพ สร้างธนาคารเป็นสถาบันที่แข็งแกร่ง แต่กลับไม่ถูกใช้เป็นกลไกผลักดันทางเศรษฐกิจไปสู่รากหญ้าและ SME เพราะกลัวความเสี่ยง และกันคนเสี่ยงออกนอกระบบ จนการสร้างศักยภาพจากฐานของประเทศยังทำได้ไม่ดีพอ
- พรรคเพื่อไทย หากจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะเดินหน้าพลิกโฉมประเทศสู่ ศก.ยุคใหม่ โดยวิธีคิดแบบใหม่ สร้างรายได้แบบใหม่ ทัศนคติใหม่ แนวทางการบริหารแบบใหม่ สู่การพลิกโฉม ศก.ไทย และสร้างการทำงานประสานระหว่างนโยบายทางการคลังกับนโยบายทางการเงินอย่างไร้รอยต่อ
นอกจากข้อแย้งของคุณเผ่าภูมิแล้ว ช่วงหลังนี้พรรคเพื่อไทยก็ออกแถลงการณ์พี่ ๆ เพื่อตอกย้ำว่าพร้อมจะเข้ามาบริหารประเทศแล้ว
เช่นยืนยันว่าในฐานะพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล มุ่งมั่นที่จะแก้วิกฤตให้พี่น้องประชาชน
โดยเฉพาะปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้จำเป็นต้องเพิ่มรายได้เข้าประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ในกระเป๋าของพี่น้องประชาชน
มุ่งผลักดันการเปิดประตูการท่องเที่ยว อาทิ การแก้ไขกฎระเบียบที่นำมาสู่ความยุ่งยากของนักท่องเที่ยวในการเข้าประเทศ การลดขั้นตอนวีซ่าให้ต่างชาติสามารถเดินทางเข้าประเทศได้สะดวกสบายขึ้นตามความเหมาะสม
ไปจนถึงการสร้างความรับรู้และความประทับใจต่อประเทศไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
และรับปากว่าจะเกิดการกระจายรายได้ไปทุกพื้นที่ ตั้งแต่พี่น้องเกษตรกร จนถึงคนทำงานในโรงแรม ที่พัก ร้านอาหาร กิจการขนส่งต่างๆ ทั่วไทย
รายได้จากการท่องเที่ยวที่พึ่งเริ่มฟื้นตัวหลังการระบาดของ COVID 19 จากประมาณ 7 แสนล้านบาท ในปี 2565
พรรคเพื่อไทยบอกว่ามีเป้าหมายที่จะให้เพิ่มเป็น 3 ล้านล้านบาทในปี 2570
และย้ำว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของพรรคมีความพยายามจะแก้ปัญหาให้ “ตรงเป้า”
ผมเชื่อว่าแบ็งก์เองก็คงจะมีคำอธิบายประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ตามแนวทางของตนที่อาจจะแตกต่างไปจากวิธีคิดและปฏิบัติของพรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารประเทศ
ผมจึงสนใจที่จะฟังการแลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ระหว่างนักวิชาการของแบ็งก์ชาติกับทีมงานเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ที่ให้โอกาสประชาชนและผู้รู้จากฝั่งเอกชนได้เข้ามาแลกเปลี่ยนถกแถลงเพื่อนำไปสู่นโยบายที่ตอบโจทย์ของประเทศได้อย่างแท้จริง.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


