นายกฯ ‘เศรษฐา” กับ แรงเสียดทานรอบทิศ

รัฐบาล “เศรษฐา 1” เตรียมจะประกาศมาตรการ “เอาใจประชาชน” หลายเรื่องในการประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกจนเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร, เอาเงินมาจากไหน, และจะยั่งยืนเพียงใด

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลดค่าน้ำค่าไฟทันที

หรือเรื่องแจกเงินคนละ 10,000 บาทผ่าน digital wallet สำหรับคนอายุ 16 ปีขึ้นไปเพื่อใช้ใน 6 เดือนซื้อของในร้านค้าที่ตั้งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 4 กิโลเมตร

และยังมีมาตรการพักหนี้เกษตรกร

และพักหนี้ SMEs รหัส 21 ที่กลายเป็นเอ็นพีแอลเพราะพิษจากโควิด

นั่นเป็นเพียงบางส่วนของคำมั่นสัญญาที่ประกาศเอาไว้ซึ่งต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล

ยังไม่มีคำอธิบายว่าหากไม่ขึ้นภาษีและไม่กู้เงินแล้ว จะบริหารเงินทองให้สามารถทำโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร

มิพักต้องพูดถึงการที่พรรคร่วมรัฐบาลอีก 10 พรรคที่ก็ต้องขอแบ่งงบประมาณไปใช้เพื่อทำนโยบายหลัก ๆ ที่ตนหาเสียงเอาไว้เช่นกัน

เพราะไม่มีพรรคไหนที่เข้าร่วมรัฐบาลแล้วจะไม่หวังว่าจะได้ส่วนแบ่งงบประมาณมาให้กระทรวงทบวงกรมที่ตนดูแลสามารถผลักดันให้มีแนวทางที่จะสร้างความนิยมชมชอบให้กับฐานเสียงของตน

ทุกพรรคกำลังมองไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างปฏิเสธไม่ได้

แต่วันนี้เรายังไม่ได้เห็น “นโยบายร่วม” ของทั้ง 11 พรรคที่จะแถลงต่อรัฐสภาก่อนที่จะเริ่มทำงานอย่างเป็นทางการ

มีความเป็นไปได้ว่าการร่างนโยบายร่วมจะมีเรื่องถกเถียงกันพอสมควร

เพราะแต่ละพรรคไม่ว่าจะมีที่นั่งในสภา 9 หรือ 10 หรือ 36 หรือ 40 ต่างก็ต้องขอ “แบ่งเค้ก” งบประมาณมาจัดสรรในส่วนของตน

ยิ่งพรรคภูมิใจไทยซึ่งมีที่นั่ง 71 ที่นั่ง รองจาก 141 ของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ก็ยิ่งจะต้องต่อรองขอให้ได้งบประมาณที่ตนต้องการอย่างมีนัยสำคัญ

คำแถลงนโยบายร่วมลงท้ายอาจจะเขียนไว้กว้าง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มีความขัดแย้งในแง่ของการทำงาน แต่

ประเด็นที่ต่อรองมากที่สุดน่าจะเป็นเรื่องงบประมาณและการแบ่งสรรปันส่วนอำนาจหน้าที่ในการผลักดันนโยบายของตน

จึงกลายเป็นภารกิจหนักอึ้งสำหรับนายกฯเศรษฐาที่จะทำหน้าที่เป็นผู้นำคณะรัฐมนตรีให้มีความเป็นเอกภาพอย่างแท้จริง

เพราะรัฐบาลชุดนี้ไม่น่าจะมี “ช่วงดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” เหมือนรัฐบาลก่อน ๆ

เนื่องจากปัญหาที่รออยู่มีหลากหลายและหนักหน่วงที่ไม่อาจจะรอให้รัฐบาลใหม่มีเวลาที่จะสร้างความพร้อมให้ไปในทิศทางเดียวกันเสียก่อน

อีกทั้งยังมีคำถามที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือคุณภาพของรัฐมนตรีที่แต่ละพรรคส่งเข้ามาตามโควต้าของตน

โดยไม่เกี่ยวโยงกับคุณสมบัติ, ประสบการณ์หรือความสามารถในการทำหน้าที่ในแต่ละตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย

เมื่อคนไม่ตรงกับงาน และงานยากว่าเดิม อีกทั้งงบประมาณก็มีจำกัด เกิดการยื้อแย่งทรัพยากรที่ขัดสนด้วยแล้ว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคณะรัฐมนตรีจึงเข้าสู่โซนของความไร้เสถียรภาพตั้งแต่ต้น

คำถามใหญ่กว่านั้นก็คือนายกฯเศรษฐาจะมี “ความเป็นตัวของตัวเอง” มากน้อยเพียงใด

ในเมื่อคนจำนวนไม่น้อยมองว่าคุณเศรษฐาไม่ใช่คนเลือกรัฐมนตรีด้วยตนเอง

เพราะคุณเศรษฐาจะพูดเสมอว่าการตั้งคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นหน้าที่ของ “คณะกรรมการเจรจา” มากกว่าที่จะเป็นสิทธิของตนในฐานะนายกฯที่จะเป็นคนคัดเลือกเพื่อให้ได้ “คนที่ถูกกับงาน” อย่างที่มืออาชีพพึงจะทำ

ยิ่งหากมีภาพว่าคุณทักษิณ ชินวัตรยังเป็นผู้กำกับบทบาทของคุณเศรษฐาอยู่ข้างหลัง ก็ยิ่งจะทำให้เกิดความคลางแคลงว่าคนเป็นนายกฯจะมีสิทธิบริหารประเทศอย่างมีอำนาจชัดเจนหรือไม่

คุณเศรษฐาเคยเป็น CEO ของบริษัทเอกชนชั้นนำในประเทศมาก่อนอาจจะทำให้เชื่อได้ว่ามีประสบการณ์ของการบริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จมาแล้วเมื่อประเมินจากผลประกอบการ

แต่การเป็นนายกฯ ในบริบทที่มีพรรคร่วมรัฐบาล 11 พรรคที่ใช้กติกา “โควตา” ที่ห่างจากมาตรฐานการบริหารของเอกชนนั้นจะเป็นข้อจำกัดที่คุณเศรษฐาไม่เคยต้องเผชิญมาก่อนในชีวิต

ยังไม่แน่ชัดว่าคุณแพทองธาร ชินวัตรในฐานะ “หัวหน้าครอบครัวพรรคเพื่อไทย” จะมีบทบาทอะไรในรัฐบาลใหม่นี้หรือไม่อย่างไรก็ยิ่งมีคำถามถึงความไม่แน่นอนในประสิทธิภาพของการบริหารของรัฐบาล “เศรษฐา 1” เพิ่มขึ้นอีก

แรงกดดันจะไม่ได้มาจากภายในพรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเอง

พรรคที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลในฐานะฝ่ายค้านหลักในสภาคือพรรคก้าวไกลซึ่งได้ประกาศแล้วว่าจะสวมบทผู้ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

เพราะบัดนี้ พรรคก้าวไกลและเพื่อไทยได้กลายเป็นคู่แข่งในทุกมิติอย่างเป็นทางการแล้ว

สรุปว่าแรงเสียดทานต่อนายกฯเศรษฐานั้นจะมาจากทุกทิศทุกทาง

ทิศแรกคือตัวปัญหาปัญหาเศรษฐกิจที่หนักหน่วงอันเกิดจากปัจจัยภายในและภายนอก

การส่งออกที่ติดลบติดต่อกันมา 10 เดือนและการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นกลับมาสู่ภาวะปกติเป็นประเด็นหลักที่ท้าทายความสามารถของรัฐบาลใหม่

อีกทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนก็เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของไทยอย่างชัดเจน

ยังไม่นับความซับซ้อนกันเกิดจากการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่ส่งผลกระทบต่อไทยและภูมิภาคนี้อย่างรุนแรง

แรงกดดันต่อมาคือปัญหาการแก่งแย่งบทบาทและผลประโยชน์ในพรรคเพื่อไทยเอง

อีกด้านหนึ่งคือแรงบีบจากฝ่ายค้านที่ต้องแสดงฝีไม้ลายมืออย่างเต็มที่ในสภา

อีกด้านหนึ่งนายกฯเศรษฐาก็ต้องฟังคุณทักษิณและคุณแพทองธารในฐานะคนสำคัญของพรรค

ประกอบกับการที่จะทำให้นโยบายหลัก ๆ ที่รับปากเอาไว้กับประชาชนนั้นจะมีอุปสรรคและระเบิดเวลารออยู่อย่างมากมาย

ที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ “วิกฤตศรัทธา” ที่พรรคเพื่อไทยเองกำลังเผชิญกับฐานเสียงเดิมที่มีความไม่พอใจที่พรรคตัดสินใจ “ข้ามขั้ว” มาตั้งรัฐบาลกับกลุ่มพรรคที่เคยยืนอยู่ตรงกันข้ามกับแนวทางของเพื่อไทยและคนเสื้อแดง

สรุปว่ารัฐบาล “เศรษฐา 1” จะต้องเผชิญกับคลื่นลมรุนแรงที่ภายใน 100 วันแรกก็ชี้ว่าจะรอดปากเหยี่ยวปากกาไปได้กี่น้ำ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน