นโยบาย ‘พายุหมุน’ ที่รัฐบาล เศรษฐาจะเริ่มตั้งแต่วันแรก!

รัฐบาล “เศรษฐา 1” บอกว่า ประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกวันไหนก็จะประกาศมาตรการเร่งด่วนเกี่ยวกับการลดค่าใช้จ่ายของประชาชนเรื่องพลังงาน

และเดินหน้าเรื่องแจกเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet ให้ทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปีทันที

คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังคนใหม่ ออกป้ายประกาศนี้ให้ได้รับรู้กันตั้งแต่ปลายสัปดาห์ที่แล้ว มีรายละเอียดอย่างนี้

เตรียมเดินหน้าลดราคาพลังงาน พรรคเพื่อไทยให้คำมั่นไว้จะดำเนินการทันทีใน “การประชุม ครม.ครั้งแรก หลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา” เพื่อลดภาระประชาชน และส่งเสริมการดำเนินการทางเศรษฐกิจ (การผลิตและการขนส่ง)

ลดราคาน้ำมันทันที

- ลดราคาน้ำมันดีเซลทันที โดยใช้กลไกการปรับลดภาษีสรรพสามิต

- ระยะต่อไปจะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อปรับโครงสร้างราคาและภาษี ให้ราคาปรับลดลงอย่างยั่งยืน

- ราคาน้ำมันเบนซินจะมีการพิจารณาช่วยเหลือชดเชยแบบเฉพาะกลุ่ม

ลดค่าไฟทันที

- ใช้กลไกการยืดการชำระหนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไปก่อน ในช่วงที่ต้นทุนไฟฟ้ายังสูงอยู่ เพื่อลดภาระที่ซ้ำเติมต้นทุนไฟฟ้า

โครงการ “เรือธง” ของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจริงๆ คือการแจกเงิน 10,000 บาท ให้ทุกคนที่มีอายุเกิน 16 ปี ผ่าน digital wallet

เรียกมันว่าเป็นเหมือน “พายุหมุน” ที่จะสามารถเพิ่มขนาดเค้กทางเศรษฐกิจอย่างเป็นเรื่องเป็นราวกันเลยทีเดียว

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยบอกเมื่อสัปดาห์ก่อนว่า แอปพลิเคชันสำหรับโครงการนี้ยังไม่ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างเป็นทางการ

จึงขอเตือนว่าแอปพลิเคชันที่อยู่ในปัจจุบันเป็นมิจฉาชีพทั้งสิ้น ดังนั้นประชาชนยังไม่ต้องทำอะไร เงิน 10,000 บาท ยังไม่ได้เริ่ม

จะเริ่มก็คงจะเป็นไตรมาสแรกของปี 2567 โดยตั้งเป้าไว้ว่า

ทำไมจึงไปเป็นสงกรานต์ปีหน้า

คุณเผ่าภูมิบอกว่ามีอยู่ 2 ปัจจัย

ปัจจัยแรกคือเรื่องของระบบ เป็นระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยพัฒนาขึ้นมา จึงต้องใช้เวลาเซตระบบ การเทสต์ระบบ ความปลอดภัย ความมั่นคงและต้องมีเสถียรภาพของระบบ

และปัจจัยที่ 2 ซึ่งสำคัญที่สุดก็คือเรื่องของงบประมาณที่ต้องจัดสรรสำหรับปีงบประมาณใหม่

คุณเผ่าภูมิให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า “เรากล้าสัญากับประชาชนว่า ภายในครึ่งปีแรกของปี 2567 ประชาชนจะได้รับเงินจำนวน 10,000 บาท”

รัฐบาลจะพยายามทำให้เกิดขึ้นก่อนสงกรานต์ เพื่อที่ให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้ในพื้นที่ได้

คุณเผ่าภูมิบอกว่า พรรคเพื่อไทยได้เตรียมตัวมานานตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง ว่าประสิทธิภาพของระบบมีประสิทธิภาพและความเป็นไปได้ที่ประเด็นเงินจะมาจากไหนนั้น มาจากการจัดสรร 3 ก้อนหลักๆ

นั่นคือก้อนแรกมาจากภาษีที่คาดว่าจะเก็บได้เพิ่มขึ้นจากขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น

ก้อนที่ 2 ก็มาจากภาษีที่เกิดขึ้นจากการหมุนเวียนระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีนิติบุคคล

และก้อนที่ 3 เกิดจากการจัดสรรงบประมาณ

คุณเผ่าภูมิยืนยันว่า ได้เข้าไปดูแลเรื่องระบบ งบประมาณ และได้ศึกษากับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องแล้ว 

มีคำถามว่าจะต้องกู้เงินไหม

คุณเผ่าภูมิยืนกรานว่าไม่ต้องกู้ และได้ประกาศชัดว่าไม่มีการกู้เงิน สำหรับโครงการนี้ที่จะใช้เงิน 5 แสน 6 หมื่นล้านบาท โดยประมาณ

ส่วนตัวระบบนั้นมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร ได้รับคำอธิบายว่าไม่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน เป็นระบบที่สร้างโดยรัฐบาล

คุณเผ่าภูมิบอกว่า หากมีการจัดซื้อ จัดจ้าง หรือให้มีหน่วยงานภาครัฐเป็นตัวทำ ก็จะดูความเหมาะสมถึงความเป็นไปได้ มีทีมเทคนิคของเราเข้าไปคุยกับหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจริงๆ เราก็มีการประสานกันพอสมควรแล้วว่าจะใช้ในวิธีไหน

เป้าหมายคือเมื่อเป็นระบบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยรัฐบาลไทย ไม่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชนก็จะเป็นระบบที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ทิ้งไว้ให้กับประเทศในการใช้ต่อ

แล้วเงินที่จะแจกมันเป็นเงินแบบไหน

Digital Wallet เป็น “สิทธิการใช้เงิน” ที่มองข้างหน้าเหมือนเป๋าตัง ไม่แตกต่างกัน

ที่แตกต่างกันคือสำหรับระบบใหม่นี้หลังบ้านคือเทคโนโลยีที่ใช้ระบบบล็อกเชน

ดังนั้น เงินที่ว่าเรียกว่า Utility Token ที่ไม่ใช่คริปโต ไม่ใช่บิตคอยน์

มันคือ “สิทธิการใช้เงิน” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “คูปอง” ที่มีบล็อกเชนอยู่ข้างหลัง

เป็นระบบของสิทธิการใช้เงินที่มูลค่าของมันไม่ขึ้นไม่ลง ไม่มีการทุบ ไม่มีการเทรด ไม่มีการเก็งกำไรใดๆ ทั้งสิ้น

ในระบบนี้มูลค่า 1 ต่อ 1 เท่ากับบาทเสมอ คือเงินบาท ไม่ใช่คริปโต เป็นเงินบาทในรูปแบบดิจิทัล และรันโดยระบบบล็อกเชน

แล้วต้องดาวน์โหลด apps ไหม

คำตอบคือ ประชาชนจะต้องโหลด apps ซึ่งมี 2 แบบ

ใครที่มีมือถือจะต้องโหลดแอปพลิเคชัน พอโหลดแอปพลิเคชันเสร็จจะต้องมีการใส่บัตรประชาชนเข้าไป แล้วก็ต้องลิงก์กับบัตรประชาชน ตัวของจำนวนเงินก็จะขึ้นมาแบบอัตโนมัติ ก็สามารถนำเอาไปใช้จ่ายได้

วิธีที่ 2 ใครไม่มีมือถือก็เข้าถึงระบบนี้ได้ด้วยการใช้บัตรประชาชน ควบคู่กับคิวอาร์โค้ด สามารถนำไปใช้จ่ายได้ โดยในระบบก็จะมีการผูกกับบัตรประชาชนเช่นกัน

คำถามต่อมาก็คือ เงินเข้ามาอย่างไร

คุณเผ่าภูมิบอกว่า หลังจากโครงการนี้เสร็จ คนไทยจะมี 2 บัญชี

คือ 1 บัญชีออมทรัพย์ ซึ่งเป็นระบบธนาคารปกติ

และ 2 คือบัญชีดิจิทัลวอลเลต ซึ่งเป็นเงินดิจิทัล

ดังนั้นพอจะมองเห็นว่า โครงการนี้มีเป้าหมาย 2 อย่าง นั่นคือกระตุ้นเศรษฐกิจ แรงจูงใจให้คน 50 กว่าล้านคน ใช้ระบบนี้พร้อมๆ กัน

และเป้าหมายที่ 2 คือ เพื่อให้มีทั้งระบบที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถนำไปใช้ในการดำเนินนโยบายอื่นๆ ด้วยระบบบล็อกเชน

มีคำถามเพิ่มว่า ในระบบนี้สามารถเติมเงินเข้าแอปพลิเคชันได้หรือไม่

คุณเผ่าภูมิบอกว่า เจตนารมณ์แรกในการทำโครงการนี้ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ใช้เงินให้หมดภายใน 6 เดือน เพื่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รวดเร็วและรุนแรง

แต่ต่อมาก็มีความคิดต่อเนื่อง นั่นคือการสร้างระบบชำระเงินที่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย

ซึ่งก็คงจะเป็นการดำเนินต่อเนื่องไป ด้วยการสร้างแรงจูงใจให้คนนำมาใช้ ก็อาจจะเป็นช่องทางที่เรากระจายเม็ดเงินทางการคลังลงไปให้ประชาชนต่อไป

นั่นแปลว่า ต่อไปข้างหน้าถ้ามีนโยบายเกี่ยวกับภาครัฐก็สามารถใช้ระบบนี้

เพราะเมื่อเป็นบล็อกเชนก็สามารถกำหนดเงื่อนไขลงบนเงินได้ เราสามารถทำการคลังที่เฉพาะเจาะจง มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่เคยเป็นได้ ไม่ใช่การคลังแบบหว่านไปทั่ว

เป็นการคลังแบบพุ่งเป้า เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจ

นั่นคือแนวทางและเป้าหมายของรัฐบาลชุดใหม่นี้ แต่ในทางปฏิบัติ ประชาชนทั้งชาวบ้านและผู้รู้ในแวดวงเอกชนและเทคโนโลยีเขาคิดอย่างไร และมีข้อเสนออย่างไร อ่านต่อพรุ่งนี้ครับ

เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เงินภาษีของเราท่านทั้งนั้น!.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’

ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon  โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!

ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568

นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน