การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เพิ่งเสร็จสิ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่อินโดนีเซียมีประเด็นร้อน ๆ หลายเรื่องที่รัฐบาลใหม่ของไทยต้องวางยุทธศาสตร์ในทุกมิติให้สอดคล้องกับทิศทางของความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคนี้
นายกฯเศรษฐา ทวีสินพลาดงานนี้เพราะรอถวายสัตย์ฯ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันนี้
แต่ผมก็เชื่อว่าผู้นำอาเซียนอื่น ๆ คงจะตั้งหน้าตั้งตาเฝ้ารอว่านโยบายต่างประเทศของไทยภายใต้รัฐบาลใหม่จะเป็นเช่นไร
บทบาทของคุณปานปรีย์ พหิทธานุกรในฐานะรองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ก็จะเป็นที่จับตาอย่างกว้างขวางไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังจะเป็นเป้าความสนใจของอาเซียนและภูมิภาคนี้...รวมถึงมหาอำนาจจีน, อเมริกา, และยุโรปด้วย
เพราะการเมืองไทยมีความพัวกันกับความเคลื่อนไหวนานาชาติอย่างปฏิเสธไม่ได้
หนึ่งในมติของผู้นำอาเซียนจากการประชุดสุดยอมครั้งนี้คือการจัดตั้ง “กลไกทรอยกา” หรือ Troika Mechanism
อันหมายถึงคณะทำงาน 3 ฝ่ายของอาเซียน
ซึ่งประกอบด้วยประธานอาเซียนหมุนเวียน 3 ประเทศ: อดีต ปัจจุบัน และอนาคต
เพื่อรับมือกับวิกฤติในเมียนมา
โดยฟิลิปปินส์เตรียมที่จะเข้ามาแทนที่เมียนมาในการรับหน้าที่เป็นประธานหมุนเวียนอาเซียนในปี 2026
นั่นแปลว่าอาเซียนเองคาดว่าจากนี้ไปอีก 3 ปี สันติภาพคงจะยังไม่เกิดขึ้นในเมียนมา
และคงยังเชื่อว่าผู้นำทหารอย่างมิน อ่อง หล่ายก็คงจะยังกุมอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในประเทศนั้น
ซึ่งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศและทำให้อาเซียนมีภาพของการเป็นองค์กรภูมิภาคที่มีน้ำยา
การตั้ง “คณะทำงานไตรภาคี” ของอาเซียนครั้งนี้เท่ากับเป็นการยืนยันความเป็นเอกภาพและความต่อเนื่องในการจัดการปัญหาเมียนมา
ในขณะเดียวกันก็ป้องกันไม่เกิดอาการชะงักงันของโครงการและกิจกรรมของกลุ่มสมาชิก 10 ประเทศ
รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เรตโน มาร์ซูดี กล่าวว่าผู้นำอาเซียนย้ำถึงความจำเป็นในการยุติความรุนแรงในเมียนมาให้จงได้
พร้อมตกลงที่จะสร้าง “กลไกทรอยกา” ที่จะช่วยให้ประธานอาเซียนทั้งในอดีต ปัจจุบัน และที่กำลังเข้ามาจัดการวิกฤต แบบประสานเสียงร่วมกันและต่อเนื่อง
“เพราะทุกคนเข้าใจว่าสถานการณ์ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ในหนึ่งปี และเนื่องจากความมุ่งมั่นของอาเซียนที่จะช่วยเหลือประชาชนเมียนมาอย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการดำเนินการแบบทรอยกา (กลไก) ระหว่างประธานในปัจจุบัน อดีต และอนาคต, เธอกล่าว
รัฐมนตรีอินโดฯยังบอกว่าผู้นำอาเซียนยังได้พิจารณาและประเมินผลการดำเนินการตามฉันทามติห้าประการที่บังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2564
และตัดสินใจว่าควรยังคงเป็นหลักการสำคัญในการใช้เป็นเครื่องมือแก้ไขวิกฤติทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในเมียนมา
เพราะมีผู้เสียชีวิตหลายพันคนและอีกจำนวนมาที่ได้กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศนับตั้งแต่กองทัพเมียนมาร์ยึดอำนาจในการรัฐประหารต่อต้านรัฐบาลที่ได้รับเลือกของนางอองซาน ซูจี ผู้ได้รับรางวัลโนเบลในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564
ต้องทบทวนว่า “ฉันทามติห้าข้อ” หรือ ASEAN’s 5-Point Consensus มีอะไรบ้าง
ที่มาของมติห้าข้อนี้เกิดขึ้นระหว่างการประชุมเมื่อเดือนเมษายน 2564 ผู้นำอาเซียนทุกคน (รวมทั้งมิน อ่อง หล่ายด้วย) บรรลุฉันทามติเกี่ยวกับสถานการณ์ในเมียนมา
5 ข้อนั้นคือ:
ประการแรก จะต้องยุติความรุนแรงในเมียนมาโดยทันที และทุกฝ่ายจะต้องใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างที่สุด
ประการที่สอง การเจรจาอย่างสร้างสรรค์ระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเริ่มต้นเพื่อหาทางแก้ไขโดยสันติเพื่อประโยชน์ของประชาชน
ประการที่สาม ผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียนจะต้องอำนวยความสะดวกในการไกล่เกลี่ยกระบวนการเจรจา โดยได้รับความช่วยเหลือจากเลขาธิการอาเซียน
ประการที่สี่ อาเซียนจะให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมผ่านศูนย์ AHA ของอาเซียน
ประการที่ห้า ทูตพิเศษและคณะจะเดินทางเยือนเมียนมาเพื่อพบปะกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าประธานาธิบดีเฟอร์ดินันด์ มาร์กอส จูเนียร์ ของฟิลิปปินส์บอกกับผู้นำประเทศต่างๆ ว่า
ประเทศของเขาพร้อมที่จะเข้ามาแทนที่เมียนมาในฐานะประธานอาเซียน ซึ่งจะมีการหมุนเวียนประเทศสมาชิกทุกปีตามลำดับตัวอักษรของชื่อประเทศ
มาร์กอสกล่าวในวันแรกของการประชุมสุดยอดอาเซียนสามวันในกรุงจาการ์ตาว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่าฟิลิปปินส์พร้อมที่จะรับตำแหน่งและประธานอาเซียนในปี 2569”
“เราจะเสริมสร้างรากฐานของการสร้างประชาคมของเราและนำทางอาเซียนในขณะที่เริ่มต้นบทใหม่”
นายกรัฐมนตรีลี เซียน ลุง ของสิงคโปร์ กล่าวถึง “ทรอยกา” ในฐานะกลไกการปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการ
“นี่คือวิถีทางในการคงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในประเด็นสำคัญๆ ของภูมิภาค และมอบอำนาจสำคัญๆ ให้มี
ส่วนได้ส่วนเสียที่มีความหมายในภูมิภาคของเรา เพื่อให้อาเซียนสามารถรับประกันได้ว่าอาเซียนจะมีบทบาทสำคัญและความเป็นศูนย์กลางต่อประชาชนของเราต่อไป”
แถลงการณ์ที่ออกโดยผู้นำอาเซียน ระบุว่าผู้นำทั้งหมดยังตกลงที่จะสนับสนุนความพยายามใดๆ ก็ตามของ
ประเทศสมาชิกในการประสานงานกับประธานของกลุ่มเพื่อแก้ไขวิกฤติในเมียนมาซึ่งสอดคล้องกับฉันทามติห้าประเด็น
ลึก ๆ แล้วผู้นำอาเซียนตระหนักว่าวิกฤตของเมียนมาได้ทำให้อาเซียนแบ่งแยกเป็นอย่างน้อยสองกลุ่ม
โดยกลุ่มแรกต้องการจะใช้มาตรการเข้มข้นต่อรัฐบาลทหารเมียนมา ถึงขั้นคว่ำบาตร ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วยตราบที่ยังไม่ทำตามฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน
กลุ่มที่สองต้องการจะใช้วิธีการทางการทูตที่นิ่มนวล ไม่ปิดประตูตายกับรัฐบาลทหารพม่า เพราะกลัวว่าหากยิ่งโดดเดี่ยวผู้นำทหารพม่า ก็ยิ่งจะทำให้มิน อ่อง หล่ายใช้มาตรการปราบปรามกลุ่มต่อต้านหนักหน่วงรุนแรงขึ้นอีก
ที่ผ่านมารัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาถูกมองว่าเป็นกลุ่มหลัง
ยิ่งเมื่อเห็นว่าฟิลิปปินส์จะรับหน้าที่ประธานอาเซียนหมุนเวียนแทนเมียนมาในปี 2026 ก็ยิ่งสะท้อนว่าวิกฤตเมียนมาจะยังยืดเยื้อไปอีกหลายปี
นักวิเคราะห์มองว่าเมื่อพิจารณาถึงความซับซ้อนของวิกฤตแล้ว ก็ไม่น่าจะมีสัญญาณของความคลี่คลายได้ภายในสามปีข้างหน้า
วิกฤตครั้งนี้ทำให้อาเซียนไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่การตัดสินใจมอบตำแหน่งประธานให้กับฟิลิปปินส์ก็อาจจะจะช่วยฟื้นฟูความสามัคคีนั้นได้ในระดับหนึ่ง
เรื่องนี้เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว
เมื่อปี 2006 เมียนมาถูกขอไม่ให้รับตำแหน่งประธานอาเซียน เพราะมีความกังวลว่าตะวันตกจะคว่ำบาตรพม่าหลังจากมีการประกาศมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาก่อนหน้านั้น
ภายใต้กลไก “ไตรภาคี” นี้ สปป. ลาวซึ่งจะเป็นประธานในปีหน้า ก็จะต้องทำงานร่วมกับอินโดนีเซียประธานในปีนี้และประธานมาเลเซียปี 2025
ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศว่ามีแนวโน้มจะจัดการเลือกตั้งในปี 2025 โดยพรรคการเมือง 36 พรรคได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเลือกตั้ง
แต่ไม่มีใครแน่ใจได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากน้อยเพียงใด
ที่เล่ามาทั้งหมดก็เพื่อจะได้รอฟังว่ารัฐบาลเศรษฐาจะมีนโยบายต่างประเทศในแนวทางใดจึงจะ “ทันกับความเปลี่ยนแปลง” อันหนักหน่วงรุนแรงรอบ ๆ บ้านเราวันนี้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


