นายกฯเศรษฐา ทวีสินบอกว่านักวิชาการที่ออกมาคัดค้านนโยบายแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิตัลวอลเล็ตนั้นเป็นแค่ “เสียงเดียว” ขณะที่ประชาชนหลายสิบล้านคนกำลังรอเงินแจกนี้อยู่
ท่านบอกด้วยว่านักวิชาการที่เห็นด้วยกับโครงการก็มี ขอให้ออกมาพูด เพราะท่านพร้อมจะฟังเพื่อเอาไป “ปรับปรุงแต่งเติม”
แต่ยังไง ๆ ก็จะไม่มีการยกเลิกโครงการนี้เพราะจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนของคนส่วนใหญ่
ท่านพูดเหมือนกับว่ากลุ่มนักวิชาการที่ออกมาค้านนั้นไม่เข้าใจปัญหาของชาวบ้าน
ฟังดูเหมือนท่านบอกว่าท่านเข้าใจประชาชนมากกว่า
แต่คุณเศรษฐาไม่ได้ตอบประเด็นต่าง ๆ ที่นักวิชาการคณะนี้ได้นำเสนอซึ่งหลายส่วนก็สอดคล้องกับความเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย
ที่แน่ ๆ ก็คือนโยบายนี้มาจากข้อเสนอของคณะนักวิชาการของพรรคเพื่อไทยเอง
คงไม่ได้มาจากชาวบ้านที่ท่านอ้างถึงว่าอยากได้เงินก้อนนี้
เพราะถ้าหากท่านถามประชาชนทั่วไปว่าอยากได้เงินแจกไหม คำตอบส่วนใหญ่ก็คงจะยินดีปรีดา ยิ่งแจกเยอะยิ่งดีเป็นแน่แท้
ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ท่านจะต้องเปิดกว้างให้นักวิชาการและคนสาขาวิชาชีพต่าง ๆ มาถกแถลงโต้แย้งเห็นผลทั้งที่เห็นด้วยและเห็นต่าง
เพราะนี่คือนโยบายที่ต้องใช้เงินภาษีประชาชนจำนวนมหาศาล มีคนแสดงความกังวลอย่างกว้างขวาง
นายกฯจึงควรจะต้องจัดให้มีการ “ดีเบต” ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับฟังเหตุผลและแนววิเคราะห์ทั้งจากฝ่ายของรัฐบาลและฝ่ายที่มีความเห็นต่าง
อันจะเป็นตัวอย่างของการ “รับฟัง” ที่ท่านนายกฯย้ำมาตลอดว่าจะเป็นวิธีการบริหารบ้านเมืองของท่าน
เริ่มด้วยการที่ท่านนายกฯต้องออกมาตอบข้อสังเกต 7 ข้อของคณะนักวิชาการที่รวมตัวกันเพื่อขอให้รัฐบาลยกเลิกนโยบายนี้
นายกฯต้องตอบทีละประเด็นเพื่อความกระจ่างสำหรับประชาชน มิใช่อ้างว่ารัฐบาลรู้ดีว่าประชาชนต้องการอะไรและจะเดินหน้าทำนโยบายที่กำลังถูกตั้งคำถามทั้งบ้านทั้งเมือง
จึงขอนำเอา 7 ประเด็นที่คณะนักวิชาการยกขึ้นมาคัดค้านนโยบายของท่าน
เพื่อนายกฯจะได้ให้ทีมงานไปทำการบ้านมาตอบทีละข้อให้ประชาชนได้รับทราบความเห็นกันให้ครบทุกมิติ
ซึ่งจะยุติธรรมสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
อันจะนำไปสู่การออกแบบนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความโปร่งใส, เปิดกว้างและ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
ประเด็นมีดังนี้
- 1. เศรษฐกิจกำลังอยู่ในภาวะฟื้นตัว สำนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 2.8% ในปีนี้ และ 3.5% ในปี 67 จึงไม่จำเป็นที่รัฐต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมามี การบริโภคส่วนบุคคล เป็นตัวจักรสําคัญ ในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ การบริโภคขยายตัวถึงร้อยละ 7.8 ซึ่งสูงที่สุด ใน 20 ปี คิดเป็นกว่า 2 เท่าของค่าเฉลี่ย 10 ปี คาดว่าปีนี้ทั้งปี การบริโภคจะขยายตัวร้อยละ 6.1 และร้อยละ 4.6 ในปีหน้า จึงไม่มีความจําเป็นที่รัฐจะกระตุ้นการบริโภคส่วนบุคคล แต่ควรจะเน้นการใช้จ่ายของภาครัฐในการสร้างศักยภาพในการลงทุน และการส่งออกมากกว่า
นอกจากนี้ การกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศยังอาจจะเป็นปัจจัยให้เกิดเงินเฟ้อสูงขึ้นมาอีก หลังจากที่เงินเฟ้อได้ลดลงจากร้อยละ 6.1 มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 2.9 ในปีนี้ ท่ามกลางราคาพลังงานที่มีแนวโน้มสูงขึ้นในระยะหลัง การกระตุ้นการบริโภคในช่วงเวลานี้ จะทําให้เงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) สูงขึ้น และอาจนําไปสู่ภาวะที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยในที่สุด
2.เงินงบประมาณของรัฐที่มีจํากัดย่อมมีค่าเสียโอกาสเสมอ เงินจํานวนมากถึงประมาณ 560,000 ล้านบาทนี้ ทําให้รัฐเสียโอกาสที่จะลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในการสร้าง Digital Infrastructure หรือในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นต้น
เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งล้วนแต่จะสร้างศักยภาพในการเจริญเติบโตในระยะยาว แทนการใช้เงินเพื่อการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น ๆ ซึ่งไม่สมเหตุสมผล ต่อการสร้างภาระหนี้สาธารณะให้เป็นภาระแก่คนรุ่นต่อไป “ค่าเสียโอกาสสำคัญ” คือ การใช้เงินสร้างงานเพื่อสร้างรายได้ให้ประชาชน
- 3. การกระตุ้นเศรษฐกิจให้รายได้ประชาชาติ (GDP) ขยายตัว โดยรัฐแจกเงินจํานวน 560,000 ล้านบาท เข้าไปในระบบ เป็นการคาดหวังที่เกินจริง เพราะปัจจุบัน ข้อมูลเชิงประจักษ์จากงานวิจัย ทําให้นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ เชื่อว่าตัวทวีคูณทางการคลัง (Fiscal Multiplier) ที่เกิดจากการใช้จ่ายของรัฐในลักษณะเงินโอน หรือการแจกเงิน มีค่าต่ำกว่า 1 และต่ำกว่าตัวทวีคูณทางการคลังสําหรับการใช้จ่ายโดยตรง และการลงทุนของภาครัฐ การที่ผู้กําหนดนโยบายหวังว่า นโยบายนี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งที่เลื่อนลอย
ไม่มีใครเสกเงินได้ ไม่มีเงินที่งอกจากต้นไม้ ไม่มีเงินที่ลอยมาจากฟ้า ไม่ว่าจะแอบซ่อนมาในรูปแบบใดก็ตาม สุดท้ายแล้วประชาชนจะต้องจ่ายคืนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น และ/หรือราคาสินค้าแพงขึ้นเพราะเงินเฟ้อ อันเนื่องจากการเพิ่มปริมาณเงิน
- เราอยู่ในวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น มาตั้งแต่ปี 2565 เพราะเงินเฟ้อสูงขึ้นมาก การก่อหนี้จํานวนมาก ไม่ว่ารัฐบาลจะออกพันธบัตรหรือกู้เงินจากรัฐวิสาหกิจ หรือกู้จากสถาบันการเงินของภาครัฐ ก็ล้วนแต่จะทําให้รัฐบาลและคนทั้งประเทศ ต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นทั้งสิ้น
หนี้สาธารณะของรัฐที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 10.1 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 61.6 ของรายได้ประชาชาติ (GDP) จะต้องมีภาระที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นในยามที่ต้องจ่ายคืนหรือกู้ใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อภาระเงินงบประมาณของรัฐในแต่ละปี ยังไม่นับ จํานวนเงินค่าดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจากการแจกเงิน Digital คนละ 10,000 บาทนี้ด้วย
5.ในช่วงที่โลกเผชิญกับวิกฤติโรคระบาด และภาวะเศรษฐกิจถดถอย รัฐบาลแทบทุกประเทศต่างก็จําเป็นที่จะต้องมีการขาดดุลการคลัง และสร้างหนี้จำนวนมาก เพื่อใช้จ่ายทางด้านสาธารณสุข กระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ แต่หลังจากวิกฤติโรคระบาด และภาวะเศรษฐกิจถดถอยผ่านไป หลายประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ที่ฉลาด รอบคอบ โดยลดการขาดดุลภาครัฐและหนี้สาธารณะลง (Fiscal Consolidation)
ทั้งนี้ เพื่อสร้าง “ที่ว่างทางการคลัง” (Fiscal Space) ไว้รองรับวิกฤติเศรษฐกิจในอนาคต นโยบายแจกเงิน Digital 10,000 บาทนี้ ดูจะสวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยที่มีอัตราส่วนรายรับจากภาษี เพียงร้อยละ 13.7 ของรายได้ประชาชาติ (GDP) ซึ่งถือว่าต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ มาก
การทํานโยบายการคลังโดยไม่รอบคอบระมัดระวัง และไม่คํานึงถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยังจะส่งผลต่ออันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศ ซึ่งจะทําให้ต้นทุนการกู้เงินของทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนไทย สูงขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นด้วย
- 6. การแจกเงินคนละ 10,000 บาท ให้ทุกคนที่อายุเกิน 16 ปี เป็นนโยบายที่สร้างความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างยิ่ง เศรษฐีและมหาเศรษฐี ที่อายุเกิน 16 ปี ล้วนได้รับเงินช่วยเหลือ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีความจําเป็น
7.สําหรับประเทศที่เข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างประเทศไทย การเตรียมตัวทางด้านการคลัง เป็นสิ่งจําเป็น ขณะที่จํานวนคนในวัยทํางานลดลง แต่สัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภาระการใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการและสาธารณสุข จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผู้บริหารประเทศที่มองการณ์ไกลจึงควรใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า รักษาวินัยและเสถียรภาพทางด้านการคลังอย่างเคร่งครัด
ด้วยเหตุผลต่าง ๆ ข้างต้น บรรดานักวิชาการและคณาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก นโยบายแจกเงิน Digital 10,000 บาท แก่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพราะประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับนั้นน้อยกว่าต้นทุนที่เสียไปอย่างมาก นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้มีการแจก เงิน เพื่อกระตุ้นให้คนจับจ่ายใช้สอยในระยะสั้น ๆ โดยไม่คํานึงถึงวินัย และเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
นักวิชาการกลุ่มนี้ก็ช่วยพาดบันไดให้รัฐบาลแล้วด้วยการสรุปว่า
“แม้รัฐบาลทุกรัฐบาลจะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่ทําลายความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว หากจําเป็นที่จะต้องมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนรายได้น้อย ก็ควรทําแบบเฉพาะเจาะจงแทนการเหวี่ยงแหครอบคลุมคนทุกกลุ่ม เพราะเสถียรภาพทางการคลังของไทย และความสามารถในการจัดเก็บภาษี ไม่เอื้อให้ประเทศทําเช่นนั้น”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุค‘ประโยชน์นิยม’ ชัยวุฒิซัดข้ามขั้วแบ่งเค้ก ยศชนันโอดกาสิโนหลอน
“อนุทิน" โต้เดือด "หยุ่น-วีระ" ลั่นชัดเจน "สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ" คนของ "ภูมิใจไทย"
สื่ออาวุโสลืมหน้าที่ ‘หยุ่น-วีระ’ มาตรฐานที่หายไปในดงส้ม
การวิจารณ์นักการเมืองไม่ใช่เรื่องผิด และการตั้งคำถามกับพรรคการเมืองก็เป็นหน้าที่ปกติของสื่อมวลชน
แชร์สนั่นโซเชียล ลุกโชนเป็นไฟลามทุ่ง! ‘อนุทิน’ บุกเพจ ‘สุทธิชัย’ แจงกรณีคุยกับ ‘ทรัมป์’
ภายหลัง เพจ Suthichai Yoon โพสต์ข้อความว่า‘ทรัมป์‘ ให้สัมภาษณ์ Wall Street Journal ว่าเขาได้ใช้ tariff กดดันให้ไทยกับกัมพูชายุติการสู้รบ!
มีแม้วไม่มีเรา! วัดใจจุดยืน 'พรรคส้ม' หลังทักษิณขีดเส้นแบ่งข้างทุกเวทีแล้ว
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่า "พรรคส้มกล้าไหม? มีแม้วไม่มีเรา!
ประเทศเดียวในโลก ‘นายกฯทับซ้อน’ มหันตภัยปี 2568
นายสุทธิชัย หยุ่น สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊กว่าสำนักวิจัยต่าง ๆ กำลังวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์ว่าประเทศไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายสาหัสอะไรบ้างใน


