ดูเหมือน “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง ซึ่งเป็นนายกฯ คนที่ 30 ของประเทศไทย จะ มีโหงวเฮ้งในเรื่องการเดินทางไปต่างประเทศใกล้เคียงกับนายกฯ หญิงคนแรกของเมืองไทย หรือนายกฯ คนที่ 28 อย่าง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เสียจริงๆ เพราะแค่เวลา 2 ปี “นารีปู” ก็เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด 42 ครั้ง โดยเยือนอาเซียน 9 ประเทศ และเยือนประเทศต่างๆ ถึง 26 ประเทศ ขณะที่ “เศรษฐา” ที่ก็เพิ่งกลับจากต่างประเทศมาหมาดๆ ก็มีไทม์ไลน์ใหม่ในการเดินทางไปต่างประเทศออกมาอีกแล้ว โดยเตรียมไปประชุมผู้นำเอเปกที่สหรัฐอเมริกา 12-19 พ.ย.นี้ และตามมาด้วย 23-24 พ.ย. ที่จะไปประชุมที่สิงคโปร์อีกครั้ง ...๐
งานนี้เลยทำให้บรรดาคอกาแฟได้แต่งงเป็น “ไก่ตาแตก” เพราะหมายดังกล่าวก็รู้ล่วงหน้าตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งกันแล้วมิใช่เหรอ แล้วทำไมต้องผลาญภาษีเช่าเหมาลำไปสหรัฐอเมริกา รวมถึงเดินทางไปพบผู้นำสิงคโปร์ก่อนหน้านี้ด้วย แทนที่จะใช้เวทีดังกล่าวเพื่อประหยัดงบประมาณ หรือเป็นเพราะต้องหนีบลูกสาวและเพื่อนของหัวหน้าพรรคเพื่อไทยไปมันสะดวกโยธินกว่าก็มิทราบได้ ...๐
จับตากันให้ดีในวันศุกร์ที่ 10 พ.ย.เพราะเป็นวันที่จะทำสถิติการถลุงงบประมาณแผ่นดินที่มากที่สุดในประเทศไทยก็เป็นได้ เพราะในวันดังกล่าวจะมีการประชุมที่สำคัญถึง 3 งานด้วยกัน ประกอบด้วยการประชุมเรื่องดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่ง “นายกฯ นิด” บอกเองว่าจะเป็นวันสะเด็ดน้ำ และจะรู้ดำรู้แดงกันเลยว่าจะแจกเงินให้แก่ใครแบบไหนอย่างไร โดยเฉพาะที่มาของการใช้เงินดังกล่าว ...๐
ที่ตามมาอีก 2 การประชุมคือ การประชุม คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ (นบข.) ซึ่งก็มี “เศรษฐา” นั่งหัวโต๊ะอีกตามเคย ก็จะมีการพิจารณาเรื่องสำคัญคือ การแจกเงินให้กับชาวนาไร่ละ 1 พันบาท ไม่เกินครอบครัวละ 20 ไร่ หรือไม่อย่างไร ซึ่งก็จะใช้เงินอีกประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับดิจิทัลวอลเล็ตที่หากยังยึดตามคำพูดเดิมว่าให้แก่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ก็ใช้เงิน 5.6 แสนล้านบาท เมื่อรวมกันแล้วก็ปาไปประมาณ 6.2 แสนล้านบาททีเดียว ...๐
ส่วนการประชุมสุดท้ายที่ต้องจับตาเช่นกันคือ การประชุมศึกษาเรื่องการขึ้นเงินเดือนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมี “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” รองนายกฯ และ รมว.การต่างประเทศนั่งหัวโต๊ะ แม้เจ้าตัวจะแบ่งรับแบ่งสู้ว่าต้องรอผลการศึกษาก่อนว่าจะขึ้นหรือไม่ หรือขึ้นอย่างไรนั้น แต่อย่างน้อยด้วยความ “ปากเปราะ” ของผู้นำประเทศ ก็ทำให้ราคาสินค้าในตลาดเริ่มขยับรับเงินเดือนของข้าราชการที่จะขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ไปแล้ว ...๐
แล้วก็เป็น “ปากพาจน” ของเศรษฐาอีกครั้ง เมื่อมีการนัดหมายหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลดินเนอร์ที่ร้านอาหาร Spider Collection NW303 ถ.สาทรเหนือ ในเวลา 1 ทุ่ม โดยเมื่อสื่อสอบถามเรื่องนัดดินเนอร์ดังกล่าว เจ้าตัวกลับตอบว่า “ไม่ทราบจริงๆ ว่าสื่อรู้แล้ว และเมื่อถามมาผมก็คงโกหกไม่ได้” พระเจ้าจอร์จ! ผู้นำประเทศพูดออกมาหน้าตาระรื่นเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร หมายความว่า หากสังคมและสื่อไม่รับรู้ผู้นำประเทศก็สามารถโกหกได้หรืออย่างไร นี่หรือพฤติกรรมและวาจาของนายกฯ แล้วต่อไปใครจะกล้าเชื่อว่าคำพูดต่างๆ ของผู้นำประเทศจะมีความจริงมากน้อยเพียงใดหากไม่เคยรับรู้รับทราบมาก่อน ...๐
หันมาเรื่อง “ดิจิทัลวอลเล็ต” อีกครั้ง โดยในการจัดเสวนาที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา “สมชัย ศรีสุทธิยากร” อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ฟันธงไว้หลายข้อน่าสนใจว่า เงินดิจิทัลจะเลื่อนจาก ก.พ.2567 ไปเป็น พ.ค.2567 และจะเป็นการทยอยจ่ายเป็นเวลา 4 ปี จากงบประมาณผูกพัน โดยจ่ายปีละ 2,500 บาท ให้แก่ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป งานนี้จึงไม่เรียกว่าพายุหมุนเศรษฐกิจ แต่เป็นเพียงการขายผ้าเอาหน้ารอดเท่านั้น ซึ่งก็น่าติดตามว่าการฟันธงของ “สมชัย” จะใช่หรือไม่อย่างไร ...๐
ต้องบอกว่าได้ “กลิ่นความเจริญ” ของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศนี่มันเริ่มโชยมาแล้วจริงๆ ที่สำคัญดูเหมือนจะเป็นกลิ่นดินกลิ่นหญ้าผสมนมเนยเสียด้วย เพราะในการแถลงผลงาน 60 วันในวันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ย. เวลา 19.00 น.นั้น นอกจากถ่ายสดผ่านทางช่อง NBT กรมประชาสัมพันธ์แล้ว ยังถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ รวมถึงเฟซบุ๊กของเศรษฐาด้วย แล้วที่ขำไม่ออกบอกไม่ถูกคือ ระบุว่าเป็นรายการพิเศษในชื่อหัวข้อ “Chance of Possibility จากนโยบายสู่การลงมือทำจริง 60 วัน ภายใต้รัฐบาลนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน” แหม! โกอินเตอร์กันเสียเหลือเกิน ขนาดชื่อยังต้องมีภาษาปะกิต แน่จริงก็ให้ช่องฟรีทีวีทั้งหลายถ่ายทอดสดกันไปเลยสิ หรือกลัวชาวบ้านด่าทำให้พลาดดูละครกันเล่า ...๐
ท.ศักดิ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ
บันทึกหน้า 4
บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .
บันทึกหน้า 4
ท่วมท้น! 293 เสียง "อนุทิน ชาญวีรกูล" ฉลุยนายกฯ สมัย 2 ถึงจะโดนฝ่ายค้านรุมอภิปรายกังขาปมจริยธรรมในเรื่องคดีฮั้ว สว. ก็ตาม "
บันทึกหน้า 4
ต้องบอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ได้ถึงทางแยกที่สำคัญประการหนึ่ง เมื่อศาล รัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 รับคำร้องที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” ขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่งหรือบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์ ที่จะทำให้การออกเสียงลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
สงครามสหรัฐ-อิสราเอลบุกอิหร่าน ส่งผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขนส่งน้ำมันดิบผ่านช่องแคบฮอร์มุซไม่ได้ ประเทศไทยก็โดนกันทั่วหน้า ประชาชนแตกตื่นแห่ไปเติมน้ำมัน แต่ปั๊มไม่มีน้ำมันพร้อมขึ้นป้าย "อยู่ระหว่างการขนส่ง" และในวันที่ 18 ส.ค.
บันทึกหน้า 4
ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานทั่วโลก หนึ่งในประเด็นที่เริ่มถูกจับตาในประเทศไทยคือ ความเสี่ยงเรื่องการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงเริ่มออกมาตรการประหยัดพลังงานในภาครัฐ เช่น การให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทำงานที่บ้าน หรือ Work from Home (WFH) ลดการเดินทาง รวมถึงชะลอการดูงานต่างประเทศ


