เทรนด์ส่งข้อความกับการขับเคลื่อนธุรกิจ

ในอดีตผู้คนและธุรกิจจำกัดการสื่อสารอยู่แค่การติดต่อกันแบบเห็นหน้า หรือผ่านการคุยโทรศัพท์หรือทางอีเมลเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่แปรเปลี่ยนย่อมทำให้รูปแบบการสื่อสารเปลี่ยนแปลงไป รวมไปถึงสถานที่และวิธีที่ธุรกิจต่างๆ สื่อสารกัน ยิ่งในโลกยุคดิจิทัลที่การสื่อสารผ่านมือถือคือหัวใจสำคัญ ธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การสื่อสารให้ทันท่วงที เพื่อตอบสนองความต้องการ ความคาดหวังของลูกค้าที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกนี้ มีโอกาสในการเติบโตครั้งสำคัญซ่อนอยู่อย่างแน่นอน

จากผลศึกษาล่าสุด ผู้บริโภคเปิดเผยว่าพวกเขามักโต้ตอบกับธุรกิจผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและแอปส่งข้อความที่พวกเขาใช้ประจำเป็นช่องทางหลัก โดย 50% ของลูกค้าให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการพูดคุยกับธุรกิจในปีนี้มากกว่าปีก่อนหน้า และ 70% รู้สึกใกล้ชิดกับธุรกิจมากขึ้น เมื่อส่งข้อความหาธุรกิจได้โดยตรง

ซึ่ง Meta มองเห็นเทรนด์นี้ตั้งแต่แรกเริ่ม จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีสำหรับการทักแชตธุรกิจ (Business Messaging) ที่ผสานเครื่องมือและโซลูชันที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมต่อยอดเทคโนโลยี AI การบูรณาการโฆษณาเชิงกลยุทธ์ และวิธีการรายงานผล เพื่อนำพาธุรกิจและผู้คนให้ใกล้ชิดกันมากขึ้น

ในงานสัมมนา Business Messaging Summit Thailand 2023 ได้แชร์เทรนด์ล่าสุด รวมถึงกลยุทธ์และคำแนะนำต่างๆ ที่แสดงให้เห็นว่าโซลูชันจาก Meta ช่วยพัฒนาการเติบโตของธุรกิจอย่างไร ด้วยการเปิดโลกแห่งการเชื่อมต่อแบบส่วนตัว เพิ่มโอกาสในการขับเคลื่อนยอดขาย และครองใจลูกค้าผ่านบทสนทนาได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

ในแต่ละสัปดาห์ผู้คนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกเชื่อมต่อกับธุรกิจผ่านบริการส่งข้อความจาก Meta และในแต่ละวันผู้คนและธุรกิจมีบทสนทนากันกว่า 600 ล้านครั้ง นอกจากนี้ 71% รู้สึกว่าการส่งข้อความถึงธุรกิจโดยตรงนั้นง่ายกว่าการติดต่อผ่านเว็บไซต์ และ 69% มีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าหรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการซื้อขายกับบริษัทที่พวกเขาสามารถติดต่อได้ผ่านการส่งข้อความ

สำหรับในประเทศไทย ข้อมูลระบุว่า 78% ของคนไทยที่ใช้เวลาอยู่บนโลกออนไลน์ส่งข้อความหาธุรกิจอย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์, 81% ของคนไทยรู้สึกใกล้ชิดกับธุรกิจมากขึ้น เมื่อพวกเขาสามารถส่งข้อความหาธุรกิจได้โดยตรง, 62% ของคนไทยใช้งานแอปพลิเคชันการส่งข้อความในเครือของ Meta เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจ สินค้า หรือบริการ ก่อนตัดสินใจซื้อ และ 58% ของคนไทยสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันการส่งข้อความในเครือของ Meta

เรียกได้ว่า เทรนด์ระดับโลกในการส่งข้อความเชิงธุรกิจนั้นเข้ามามีบทบาทที่สำคัญอย่างรวดเร็วในชีวิตของผู้บริโภคทั่วเอเชียแปซิฟิก โดยมีอัตราการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เฉพาะในประเทศไทยราว 70% โดย ดรูฟ โวห์รา กรรมการผู้จัดการกลุ่มธุรกิจ Meta ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวเน้นย้ำถึงเทรนด์นี้ว่า ประเทศไทยเป็นผู้นำในอันดับต้นๆ ของโลกสำหรับเทรนด์การทักแชตธุรกิจและการสร้างช่องทางใหม่ๆ ในการพูดคุยกับธุรกิจ ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจและผู้บริโภคมีการพูดคุยกันโดยตรงและก่อให้เกิดการเชื่อมต่อด้วยวิธีใหม่ๆ มากขึ้นนั้นเริ่มต้นมาจากประเทศไทย และขณะนี้ก็กำลังแผ่ขยายความนิยมไปทั่วโลก ทั้งนี้ กว่า 44% ของผู้บริโภคชาวไทยมีการพูดคุยและทักแชตธุรกิจหรือแบรนด์อย่างน้อย 1 ครั้งต่อสัปดาห์ และปัจจุบันมีผู้คนกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลกที่ได้ส่งข้อความหาธุรกิจบนแพลตฟอร์มของบริษัทเป็นประจำทุกสัปดาห์ด้วย

แต่ขณะเดียวกัน ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มากขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาได้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาธุรกิจต่างๆ ได้รับแรงกดดัน ทำให้ต้องสร้างสมดุลระหว่างประสบการณ์ที่ดีขึ้นของลูกค้า ประสิทธิภาพการดำเนินงาน และผลตอบแทนจากการลงทุนที่วัดผลได้ โดยธุรกิจจำนวนมากกว่า 1 ใน 3 กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรู้ว่าเงินแต่ละบาทที่พวกเขาจ่ายไปจะทำกำไรกลับมาได้เท่าไร ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจต่างต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงแรงต้านในการทำธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายคุ้มครองข้อมูล และกฎระเบียบต่างๆ เช่น ล่าสุดได้มีการปิดกั้นการใช้คุกกี้บนหน้าเว็บไซต์จากบุคคลที่สาม เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การส่งข้อความเชิงธุรกิจจาก Meta เป็นโซลูชันที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถติดต่อธุรกิจได้ในรูปแบบที่ต้องการ และเวลาใดก็ตามที่ต้องการ โดยมีผลศึกษาที่จัดทำขึ้นในช่วงเดือนธันวาคม 2565 แสดงให้เห็นว่าการที่ธุรกิจใช้แอปพลิเคชันส่งข้อความในเครือของ Meta นั้นได้ผลดีกว่าช่องทางการติดต่ออื่นๆ ถึง 61% และมีมูลค่าการสั่งซื้อจากลูกค้าสูงขึ้น 22.1% สะท้อนชัดเจนว่าการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อนั้นสามารถสร้างเส้นทางการซื้อสินค้าที่ดีขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจได้.

 

รุ่งนภา สารพิน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อขยะ(ไม่)ไร้ค่า

ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะความผันผวนของราคาพลังงานจากพิษสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤตขยะล้นเมืองที่กัดเซาะสิ่งแวดล้อมมานานนับทศวรรษ คำถามสำคัญคือ เราจะหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร?

บ้านประหยัดพลังงาน

สภาพอาการแปรปรวนที่มาจากปัญหาโลกร้อนนั้น ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ร่วมกันผลักดันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้คนต่างหันมาเลือกที่อยู่อาศัยหรือบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นเทรนด์รักษ์โลก

ปรับเกมรุกดึงตลาดใกล้

จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมการบิน ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงและข้อจำกัดด้านเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลเริ่มชะลอการเดินทาง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้

มองวิกฤตคือโอกาส

ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีผลกระทบรอบด้านฉุดเศรษฐกิจโลกให้มีการเติบโตที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกเพราะการสู้รบและทำลายล้างในพื้นที่หลักของการผลิตน้ำมัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และกระแสการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

ถอดบทเรียนแบรนด์ดังดันยอดขายด้วยData

ในยุคที่ “ข้อมูลลูกค้า” คือหัวใจในการเอาชนะความท้าทายที่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มไทยต้องเผชิญ ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันที่เข้มข้น

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ