ไทยในสายตาต่างชาติ: สมัยรัชกาลที่เจ็ด (ตอนที่ 16: การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ในสายตาผู้ช่วยทูตทหารฝรั่งเศส)

 

(ต่อจากตอนที่แล้ว) ในรายงานลงวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ของพันโท อองรี รูซ์ ผู้ช่วยทูตทหารบกและทหารเรือประจำสยาม ประจำสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยาม มีความว่า

“สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น นับตั้งแต่ข้าพเจ้าส่งรายงายฉบับที่แล้ว (วันที่ 29 กรกฎาคม) และสถานะข้องรัฐบาลชุดใหม่ก็ยังไม่มั่นคง ขณะนี้เกิดการเรียกร้องมากมายจนรัฐบาลต้องหันมาใส่ใจเรื่องนี้โดยเฉพาะ วังปารุสกวัน ที่ทำการของรัฐบาล มีรถถังและรถหุ้มเกราะติดปืนกลเฝ้ารักษาการณ์อยู่ ซึ่งติดตั้งไฟส่องสว่างจำนวนมากในตอนกลางคืนควบคู่ไปด้วย

ความไม่ลงรอยกันภายในคณะรัฐบาลทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับคณะกรรมการราษฎร ซึ่งถูกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวหาว่าต้องการใช้อำนาจชี้นำ การวิวาทดังกล่าวเพิ่งเด่นชัดมากขึ้นจากเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่ง คือ เมื่อสัปดาห์ก่อน หนังสือพิมพ์มีชื่อฉบับหนึ่งของสยามถูกสั่งปิดเป็นเวลา 10 วัน (จนถึงวันที่ 16 สิงหาคม) เนื่องจากตีพิมพ์บทความที่กล่าวถึง ‘อันตราย 3 ประการ’ (อ้างอิงจากรายงานฉบับที่ 1) เมื่อวานี้ เอกสารราชการฉบับหนึ่งแจ้งว่า หนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันนั้นได้รับคำสั่งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เปิดได้ หลังจากที่มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว จึงยอมรับว่า บทความดังกล่าว ‘เขียนด้วยจิตวิญญาณของความรักชาติ ฉะนั้น จึงมิได้มีเจตนาและมิได้เป็นอันตราย’ ต่อความสงบสุขและระเบียบของบ้านเมือง

พระบรมวงศานุวงศ์ ดังที่ข้าพเจ้าเกริ่นไว้ในรายงานฉบับที่แล้ว (รายงานลงวันที่ 29 กรกฎาคม ค.ศ. 1932) การต่อต้านพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ยุติลงอย่างสิ้นเชิง การต่อต้านนี้จบลงอย่างคาดไม่ถึง โดยหนังสือพิมพ์ต้นเรื่องตีพิมพ์บทความชิ้นหนึ่งเพื่อขออภัยโทษ (อ้างอิงรายงานฉบับที่ 2 วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2475) เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกที่แท้จริงของชาวสยาม                 

กองทัพ พันเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้านักขัตรมงคล กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ ศิษย์เก่าโรงเรียนเสนาธิการทหารบกฝรั่งเศส ถูกบังคับให้รับตำแหน่งผู้ช่วยทูตคนที่หนึ่งประจำกรุงวอชิงตัน และให้ออกเดินทางเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา คาดกันว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่น่าจะเป็นพลเรือเอก พระยาราชวังสัน ที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงเจนีวา หลังจากปฏิบัติหน้าที่ผู้แทนในองค์การสันนิบาตชาติ

ชาวจีน พวกเขาเป็นผู้ทำใบปลิวคอมมิวนิสต์ที่แจกจ่ายในวันที่ 1 สิงหาคม (ดูรายงานฉบับที่ 3 วันที่ 13 กรกฎาคม 2475) ข้าพเจ้าไม่ขอเน้นเรื่องนี้ เพราะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญนัก เนื่องจากวันที่ 1 สิงหาคม เป็นวันก่อการประท้วงของคอมมิวนิสต์ทั่วโลกอยู่แล้ว และใบปลิวที่แจกจ่ายก็เป็นใบปลิวทั่วไปที่ไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์เฉพาะของสยามแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นมา มีการขู่นัดหยุดงาน ซึ่งผู้คนพูดถึงกันอย่างหนาหู ทั้งในหมู่พนักงานไปรษณีย์โทรเลข พนักงานรถไฟ และมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในบรรดาคนงานลากรถซึ่งมีระเบียบวินัยและมีการจัดระบบ และแน่นอน ทุกคนล้วนเป็นคนจีน หลังจากที่มีการประท้วงบางส่วนเป็นเวลาหลายวัน (ขึ้นอยู่กับสถานประกอบการ)  เมื่อวานนี้ มีการนัดหยุดงานทั่วไปของคนงานลากรถในบางกอกจำนวน 3,000 คน พวกเขาลากรถมาจอดเรียงรายรอบๆ พระราชวัง ซึ่งเป็นที่ทำการของรัฐบาล หลังจากเจรจากันอย่างเคร่งเครียด รัฐบาลจึงกดดันเจ้าของกิจการรถลาก ซึ่งสามารถเจรจาด้วยง่ายกว่าเจรจากับคนงานลากรถ 3,000 คน  ในที่สุด จึงได้ลดราคาค่าเช่ารถ ทำให้การสัญจรไปมา ‘ราบรื่น’ ตลอดหลายวันหลังจากนั้นตามคำพูดของนักหนังสือพิมพ์ชาวอังกฤษคนหนึ่ง แต่เช้าวันนี้กลับเข้าสู่สภาพตัดขัดเช่นเดิม เมื่อ ‘ผู้ใช้แรงงาน’ (พันโทอองรี รูซ์ใช้คำว่า proletariat) ได้รับผลประโยชน์ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การประท้วงครั้งนี้จะมีกลุ่มแรงงานอื่นๆเข้าร่วมด้วยในเวลาไม่นาน อย่างที่ข้าพเจ้าเคยบอก เรายืนยันได้ว่ามีชาวจีนอยู่เกือบทุกหนทุกแห่ง ในไม่ช้า พวกเขาก็จะก่อการประท้วงครั้งต่อไปอีก

บทสรุป สถานการณ์ต่างๆยังคงเป็นเหมือนรายละเอียดในรายงานฉบับที่ 29 กรกฎาคม สถานการณ์ยังคงไม่มั่นคงเช่นเดิม”

--------

ความเห็นของผู้เขียน: ใบปลิวคอมมิวนิสต์เดือนกรกฎาคม 2475 อาจจะไม่ได้กล่าวถึงสถานการณ์เฉพาะของสยามตามที่พันโท อองรี รูซ์ให้ความเห็น แต่ใบปลิวอีกสองเดือนต่อมา มีข้อความที่เฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์ของสยาม ดังที่ผู้เขียนได้พบข้อความในใบปลิวจากงSiam becomes Thailand: A Story of Intrigue ของ Judith A. Stowe มีข้อความดังนี้:               

“….ใบปลิวแจกในนามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งสยามและฝ่ายเยาวชนในคืนวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2475 เป็นข้อความที่ตีพิมพ์เป็นภาษาไทย อังกฤษ และจีน โดยข้อความในใบปลิวเริ่มต้นว่า ‘ชาวนา คนงาน และประชาชนผู้ถูกกดขี่ทั้งปวงแห่งสยาม’ รัฐบาลทรราชของประชาธิปกถูกโค่นล้มในคืนเดียวและถูกแทนที่ด้วยรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ แต่รัฐบาลใหม่นี้เป็นรัฐบาลของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนหรือ ?’  และข้อความในใบปลิวยังได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้ก่อการ (คณะราษฎร) หลายคนที่ถูกกล่าวหาว่าแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว ใบปลิวปิดท้ายว่า 'ลุกขึ้นเถิด ชาวสยาม ! คณะราษฎร นักปฏิวัติจอมปลอมไม่เคยทำประโยชน์อะไรให้เราเลย ชาวรัสเซียเป็นเพียงกลุ่มเดียวในโลกทุกวันนี้ที่มีอิสรภาพและความสุขอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาได้กำจัดพระเจ้าซาร์ พวกเจ้าและนักปฏิวัติจอมปลอม และได้ยึดประเทศของพวกเขาไปไว้ในมือของพวกเขาเอง ชาวสยาม ขอให้เราเดินตามรอยพี่น้องของเราในรัสเซีย รวมพลังในการต่อสู้กับกษัตริย์ พวกเจ้า และคณะราษฎร นักปฏิวัติจอมปลอมและจักรวรรดินิยม  และสถาปนารัฐบาลโซเวียตแห่งสยามเพื่อให้เราสามารถมีเอกราชและเสรีภาพอย่างแท้จริง” 

-----------------

ต่อมาเป็นรายงานวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2475

“เป็นเวลา 2 สัปดาห์มาแล้วที่ไม่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น จริงอยู่ที่ว่าอุณหภูมิทางการเมืองขณะนี้ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวเท่าใดนัก หนังสือพิมพ์ก็ทำได้แค่ลงข่าวการตัดสินใจต่างๆของรัฐบาลชุดใหม่โดยไม่มีคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ

ในรายงานสรุปข่าวจากหนังสือพิมพ์ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเพียงแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ กรมทหารที่ 6 ซึ่งทหาร 200 นาย ปฏิเสธที่จะกินอาหารเช้า ดูเหมือนว่าข้อเท็จจริงในลักษณะนี้ไม่เคยถูกบันทึกมาก่อนเลยในระบอบการปกครองแบบเก่า แน่นอนว่า เหตุการณ์นี้ไม่ได้สำคัญอะไร แต่อย่างไรก็ควรต้องบันทึกไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับกองทัพถือเป็นสิ่งสำคัญในสถานการณ์ปัจจุบัน

พระมหากษัตริย์ การตัดสินใจต่างๆของรัฐบาลชุดใหม่มักอ้างว่า ‘พระมหากษัตริย์ทรงเห็นชอบแล้ว’ อย่างระมัดระวัง  แต่ดูเหมือนสิ่งต่างๆระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและรัฐบาลไม่ได้ดำเนินไปด้วยดีเสมอไป  สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่คนหนึ่งบอกข้าพเจ้าเมื่อเร็วๆนี้ว่า เกรงจะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับรัฐบาล เรื่องนั้นแน่นอนเหมือนที่ข้าพเจ้าบอกไว้ก่อนหน้านี้ แม้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงมีพระทัยสนับสนุนระบอบการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ  แต่ไม่มีวันที่พระองค์จะพระราชทานอภัยโทษให้ผู้ก่อการปฏิวัติ และจะพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เก็บพวกเขาไว้ นี่ไม่ใช่ประเด็นปัญหาทางการเมือง แต่เป็นปัญหาที่ตัวบุคคลและ ‘หน้าตา’ ที่จะต้องกู้คืนมาให้ได้

พระบรมวงศานุวงศ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตรับสั่งให้นำรถเพียง 3 คันจากรถทั้งหมดของพระองค์ในบางกอกไปมาเลเซีย ขณะนี้ พระองค์เสด็จประพาสชวา และดูเหมือนว่าจะเลื่อนการเสด็จยุโรปอย่างไม่มีกำหนด

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร (กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน) ซึ่งถูกหนังสือพิมพ์โจมตีอย่างรุนแรง ตอนนี้ไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว (อ้างอิง รายงานฉบับที่ 29A วันที่ 11 สิงหาคม 2475) ทั้งไม่ถูกควบคุมตัวในวัง และร่วมเสวยพระกระยาหารค่ำที่สโมสรโรตารี่อย่างเสรีเมื่อไม่กี่วันก่อน”

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(พันโท อองรี รูซ์มีความสามารถทางด้านภาษา สามารถพูดได้หลายภาษา ได้แก่ เยอรมัน สเปน ลาว เวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย.   ข้อความทั้งหมดในส่วนของนายพันโท อองรี รูซ์ ข้างต้น มาจาก การปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ ในทัศนะของพันโท อองรี รูซ์, Henri Roux เขียน พิมพ์พลอย ปากเพรียว แปล, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: 2564) หน้า 120-121, 127-128).

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)

“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า

ฝ่ายค้านโวยแหลก รัฐมนตรีเบี้ยวตอบกระทู้ซ้ำซาก รู้ล่วงหน้ายังไม่มา

ฝ่ายค้านโวยแหลก 'รัฐมนตรี' เบี้ยวตอบกระทู้ 'ปกรณ์วุฒิ' บอก แต้มบุญไม่ถึง จ่อ ไม่ให้ความร่วมมือตามข้อตกลง ด้าน 'พริษฐ์' ขอให้สิทธิ 'ฝ่ายค้าน' เหมากระทู้สดสัปดาห์หน้า ก่อนถูก 'กรวีร์' เบรคบอกให้ไม่ได้ ก่อนเรื่องยุติ หลัง 'โสภณ' ให้วิปสองฝ่ายตกลงกันเอง

'โสภณ' แจ้งข่าวดี จัดแข่งลดพุงข้าราชการสภา ไอเดียแจกของขวัญปีใหม่

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกิจกรรมพานแว่นฟ้า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชนสร้างสรรค์ผลงานเขียนที่ส่งเสริมประชาธิปไตย ว่า ตนยังไม่ได้เห็นรางวัลที่ชนะเลิศ แต่การทำอะไรเราต้องทำจริง เหมือนที่เราพูดว่าจะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสภา เราเปลี่ยนทางกายภาพก่อน คือความเข้มแข็งของร่างกาย จิตใจที่จะทำงาน ซึ่งเป็นรูปธรรม ส่วนนามธรรมก็อีกเรื่องหนี่ง ตนไม่ชอบอยู่คำหนึ่งคือ “เล่นการเมือง”