
“ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด” ช่วงแห่งการชำเรากฎหมาย ไล่ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ หมวดจริยธรรม แก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แก้เรื่องการยุบพรรค-ครอบงำ-ปลดล็อกสมาชิกพรรคการเมือง-เสนอผลการศึกษาการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ที่มีการประเมินว่าทำเพื่อนักการเมืองล้วนๆ
ประเมินเบื้องต้นพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย พรรคอันดับ 1 และ 2 ที่เคยได้รับผลกระทบจากการแก้ไข ม.112 และยุบพรรค เอาด้วย แต่พรรคร่วมรัฐบาลที่พยายามยึดฐานเสียงจากฝ่ายอนุรักษนิยมส่งสัญญาณค้าน โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย ที่ยึดโยงกับ สว.สายสีน้ำเงิน ไม่น้อยกว่า 150 เสียง ทำท่าจะไม่เล่นด้วย หลัง “ภราดร ปริศนานันทกุล” สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงความเห็นส่วนตัวมาแล้ว
จึงเป็นเรื่องน่าจับตาอย่างยิ่งว่ากฎหมายจะผ่านได้ตามความต้องการของพรรคประชาชนและเพื่อไทยหรือไม่ ขณะที่ “มาดามอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และอีกสถานะคือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็หลบอยู่ในเซฟโซน ทำตัวเหมือนไข่ในหิน ไม่กล้ามาออกมาแสดงสภาวะผู้นำ
นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "ผิดซ้ำซาก นักการเมืองจะคิดทำอะไร คิดถึงแต่ตัวเองเป็นหลัก มีประชาชนและประชาธิปไตยเป็นข้ออ้าง คนพวกนี้ไม่เคยจดจำบทเรียนความผิดพลาด ปี 56 จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ต้นเหตุให้ม็อบ กปปส.จุดติด คนเรือนล้านต่อต้าน ทำให้รัฐบาลล้ม ถูกยึดอำนาจ
ถามจริงๆ คนขี้โกงควรเป็นรัฐมนตรีไหม มีหลักประกันอะไรว่าคนเคยโกงจะไม่โกงอีก ใครต้านก็ไม่สน จับมือฝ่ายค้านยื่นหมูยื่นแมว แก้รัฐธรรมนูญแลกนิรโทษกรรม 112 ผิดซ้ำซาก จะสะดุดตีนล้มอีกหรือเปล่า"
นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์เฟซบุ๊กเรื่อง “แก้รัฐธรรมนูญสุดซอย เพื่อใคร” โดยชี้ประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่งคือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสุดซอยนี้ จะผ่านด่านความเห็นชอบ ได้เสียงสนับสนุนถึง 67 เสียง หรือ 1 ใน 3 ของสมาชิกวุฒิสภา ที่กำลังถูกจับตาถึงความชอบธรรมของการได้มาซึ่งวิธีการเลือกกันเองเข้ามา โดยอ้างเป็น สว.สายสีน้ำเงินได้หรือไม่
เพราะถ้าผ่านความเห็นชอบได้ทั้งวาระ 1-3 จาก สส.และ สว. แบบสุดซอยได้แล้ว ก็คงจะชัดเจนว่า สส. สว. ที่มีอยู่ในรัฐสภานี้ ไม่เป็นที่พึ่งหวังได้
๐ อีกด้านหนึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น เมื่อ “ไพศาล พืชมงคล” นักกฎหมายและกูรูการเมืองชื่อดัง ออกมาโพสต์ว่า ถ้าการร้องของนักร้องประสบความสำเร็จอะไรจะเกิดขึ้น
จากคำร้องของนักร้องในหลายกรณี ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการยื่นคำร้องเป็นทางการแล้ว 10 กว่าคดี และจะมีการเตรียมร้องอีกหลายสิบคดี จึงต้องมีการประเมินว่าถ้าการร้องของนักร้องเหล่านี้ประสบผลสำเร็จอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เท่าที่ได้สำรวจตรวจสอบมีดังนี้
1.สมาชิกวุฒิสภาถูกถอดถอน หายหมดทั้งสภา และทำให้ประเทศไม่มีรัฐสภา จนกว่าจะเลือกตั้งกันใหม่ 2.คณะรัฐมนตรีถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งทั้งหมด และไม่มีผู้รักษาการ
3.พรรคการเมืองอย่างน้อย 6 พรรคถูกยุบ และ สส.ตลอดจนกรรมการบริหารพรรคจำนวนมากจะหมดสภาพการเป็น สส 4.กกต.พ้นจากตำแหน่ง และรักษาการไม่ได้จะต้องสรรหากันใหม่ 5.ปลัดกระทรวงจะต้องทำหน้าที่รักษาการรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ 6.คณะผู้สรรหานายกรัฐมนตรี ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นหลักรวม 5 คน จะร่วมกันพิจารณาและเสนอชื่อนายกฯ ให้พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และตั้งคณะรัฐมนตรี
วิถีทางนี้จะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ และจะลงทุนด้วยความเสียหายของชาติบ้านเมืองและประชาชนขนาดไหน ต้องเตรียมทำความเข้าใจความคิดกันได้แล้ว และในท่ามกลางวิถีดำเนินนี้ จะมีบทขัดตำนานรัฐประหารเกิดขึ้นหรือไม่ ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วย.
คางดำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569
บันทึกหน้า 4
ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง
บันทึกหน้า 4
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

