
หนังไทยเรื่อง “ธี่หยด 2”..
นอกจากจะทำเงินแล้ว ยังสร้างประวัติศาสตร์ทำลายสถิติฉายวันเดียวทำรายได้เหนือ “หลานม่า” เหนือ “ธี่หยด ภาคแรก” สรุปก็คือเหนือทุกเรื่องตั้งแต่มีหนังไทยเกิดขึ้นในโลก!
ย้ำความเป็นร่างทองของแทร่ที่ซ่อนรูปอยู่ในตัวผู้กำกับคุณคุ้ย-ทวีวัฒน์ คงคา เปร่งออร่าบารมีอร้าอร่ามเรืองรองผ่องอำไพ
เพื่อนฝูงในวงการที่เคยเรียกคุ้ยนำหน้าด้วยคำว่าไอ้ ตอนนี้ไม่แล้ว เปลี่ยนมาเรียก “เสี่ยคุ้ย” กันหมดแล้ว แต่ยังไม่ได้ยินใครเรียก “บอส”!
พูดถึงรายได้ของธี่หยด 2 ตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ เท่าที่ได้ยิน รายได้รวมทั่วไทยจ่อ 600 ล้านแน่ๆ และเริ่มลุ้น 1,000 ล้านกันไปโน่น
ก็เป็นข่าวที่ทำให้สรรพากรอารมณ์ดี เพราะตลอดปีมานี้ หนังไทยส่วนใหญ่ทำเงินร้อยล้านขึ้นทั้งนั้น!
ปรากฏการณ์ที่ปลุกวงการแบบปาฏิหาริย์และน่าฉงน ส่วนใหญ่เป็นหนังแนวผีๆ สางๆ ทั้งสิ้น ผู้สันทัดในวงการหนังไทยถึงกับอึ้งด้วยความงุนงง
เพราะหนังแนวอื่นยกเว้น หลานม่า หมอบราบคาบแก้วกันทั้งนั้น เช่น ยูเรนัส หรือหนังลงทุนระดับมหาศาลอย่าง ตาคลี เจเนซิส เป็นอาทิ แบบนี้ไม่อึ้งแล้วจะให้คิดยังไง
ผมกดปุ่มมือถือหาผู้กำกับ คุณมานพ อุดมเดช คนคุ้นเคย ขอความเห็น ผู้กำกับรุ่นเก๋า ว่า “ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร วงการหนังไทยแต่ไหนแต่ไรมา มันก็วนเวียนอยู่ในเรื่องทำนองนี้แหละ
เบื่อตลกก็หันมาดูผี เบื่อแนวพระเอกนางเอกวัยรุ่นต่อปากต่อคำกัน ก็วนกลับมาดูผี ดูสัตว์ประหลาด เพราะเทคโนโลยีด้านการทำภาพโดยคอมพิวเตอร์มันเหมือนจริงมากกว่าแต่ก่อน
ชีวิตทำหนังของคุ้ยในยุคระบบเถ้าแก่ไม่สวยงามเลยนะจะบอกให้ เลยเข้าใจเขาเลยว่าทำไมมันมาแนวแบบภาษาละครเวทีเรียกว่า แอบเสิร์ด”
“คือยังไง?” ผมแทรกเพราะไม่รู้จริง ๆ ..“แอบเสิร์ดเป็นแนวการมองโลกโดยตีความว่า ชีวิตเอย สังคมเอย เป็นอะไรที่ไร้สาระ เลยบ้าประชด ไม่แคร์โลก
ใครจะว่าบ้าๆ บอๆ ก็ช่างประไร ฉันจะเป็นอย่างนี้ ต่อมาแนวคิดนี้ก็ขยายเข้าไปวงการละครเวที ในหนังฝรั่งก็อย่างเรื่อง ‘วัน ฟลูว์ โอเวอร์ เดอะ คักคู’ส เน็สท์’
เป็นหนังเก่าตั้งแต่ที่แจ็ก นิโคลสัน ยังเป็นหนุ่มฮอต เล่นเป็นทหารผ่านสงครามเกาหลีแล้วยอมรับว่าตัวเองเป็นบ้า ถ้าหนังไทยก็เรื่อง ‘ขุนกระบี่ ผีระบาด’ ของคุณคุ้ยเขานี่แหละ” คุณมานพพรั่งพรู
ผมถาม.. “หนังไทยก็เป็นที่ยอมรับของตลาดต่างประเทศ ในการสร้างเทคโนโลยีก็ดีกว่าเมื่อก่อน ทำไมไม่ผลิตให้มันกว้างออกไปมากกว่าแนวผี
อย่างแนวบู๊ ก็แทบจะไม่มีกันแล้ว แนวชีวิต แนวความรัก แนวกีฬา แนวไซไฟอะไรพวกนี้”
คุณมานพย้อน “ไซไฟเหรอ? คือยังไงล่ะ ถ้าเปรียบกับยี่สิบสามสิบปีก่อน ไซไฟก็เหมือนกับหนังแนวเด็ก แนวเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทะเล เป็นสิ่งต้องห้ามของหนังไทย เรียกว่าผิดจารีต
จารีตคือระบบตลาดของหนังไทย ตลาดไม่รับ กี่เรื่องก็เจ๊ง สายหนังบอกนะ สมัยนี้ไม่มีสายหนังแล้ว แต่ไซไฟเป็นของแสลง เพราะ อย่างแรกตลาดเมืองกรุงไม่เชื่อถือในหนังแนวนี้
คนทำหนังไทยจะทำออกมาได้น่าเชื่อถือในความสมจริง อย่างที่สอง คนทำยังไม่ช่ำชอง รายไหนรายนั้นหนังไซไฟไทย ตายสนิทศิษย์ส่ายหน้า
เพราะฉะนั้น ถ้าตลาดเมืองกรุงเจ๊งแล้วก็อย่าไปหวังรายได้จากตลาดภูธร คนดูเขาไม่เข้าใจ แต่ผมเชื่อว่า ถ้าเอาจริงๆ มีคนกล้าและรู้วิธีที่ทำให้สนุกกับหนังแนวนี้
ไม่มีหรอกที่ว่าจะไม่มีคนดู แน่นอนต้องย้ำว่า คนคิดจะทำก็ต้องรู้จริง แต่นาทีนี้เรามีมั้ยผู้กำกับอย่าง คริสโตเฟอร์ โนแลน ถ้าเราจะทำหนังอย่างเรื่อง แทเน็ต หรืออย่าง อินเทอร์สเทลลาร์
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่เพ้อดีกว่ามั้ย?”
“ก็หมายความว่า ถ้าอยากทำหนังสักเรื่องแต่คิดไม่ออกให้บอกผีว่างั้นเถอะ” ผมสรุปความ ก่อนที่ผู้กำกับมานพจะปิดท้าย ความว่า..
ในห้วงเวลาที่สังคมมืดมนอนธกาล เรื่องที่เกี่ยวกับผีๆ สางๆ มักได้รับความชื่นชอบ หนังผีเรื่อง ดิ เอ็กซอร์ซิสต์ หนังทุนต่ำของผู้กำกับวิลเลียม ฟรีดกิน
ผู้กำกับที่ไม่เคยเอาใจคนดูเลย แต่เป็นผู้กำกับในดวงใจของผมคนหนึ่งนะ หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จไปทั่วโลกไม่เพียงในสหรัฐ
หนังฉายในปี 1973 ซึ่งช่วงทศวรรษ 1970 เป็นทศวรรษที่สังคมโลกตกต่ำทางจิตวิญญาณมากที่สุด หนังผีได้รับความนิยมไปทั่วโลก”
ครับ..ฟังผู้สันทัดกรณีกล่าวเช่นนี้ สรุป..ก็คือ เราต้องดูหนังผีกันต่อไป และใครที่คิด (ทำหนัง) อะไรไม่ออก..
บอกบอส เอ๊ยบอกผีก็แล้วกัน!.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิกฤตโลกใกล้แล้ว!
จำขี้ปากเขามา.. ทำหนัง..ถ้าโดนใจคนดูก็เหมือนนั่งพิมพ์แบงก์ กลับกันทำแล้วไม่มีคนดู ก็เหมือนนั่งเผาเงินทิ้ง!
ฐานันดร4ตายแล้ว?
“จริงๆ สิ่งที่พวกเราทำได้คือการประท้วงด้วยการไม่เข้าใช้บริการปั๊ม PT และร้านกาแฟพันธุ์ไทย อย่างน้อยๆ ถ้าประชาชนไม่ทำอะไร ประชาชนก็น่าจะส่งสัญญาณได้ว่าผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้ไม่โอเค..”
กระบอกเสียง..อาสา!
“#อินฟลูฯ คือ ผู้มีอิทธิพล คำถามคือมีอิทธิพลกับใคร ถ้าเป็นดาราแล้วมีอิทธิพลกับคนดู อันนี้เข้าใจได้ แล้วถ้าเป็นครูแล้วมีอิทธิพลกับเด็กนักเรียน แบบนี้เป็นอินฟลูฯ ไหม
สังคมของวาทกรรม
ไม่รู้จะทำได้กันสักกี่มื้อ? ผมหมายถึงการหิ้วปิ่นโตก็ดี การจัดอาหารแบบบุฟเฟต์ก็ดี การซื้อ (ข้าว) กินเองก็ดีของบรรดาท่าน สส.ผู้ทรงเกียรติที่รัฐสภานั่นแหละ
จะเลือกทำไม?
“ขณะนี้รู้สึกเหมือนว่าประเทศเราได้กลับไปสู่ยุคมืด แม้กระทั่ง สส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนยังไม่มีความปลอดภัยในชีวิต ต่อจากนี้จะมีใครอยากจะมาเป็น สส.
ไม่รู้จะห่วงไปทำไม?
“ถึงเวลาหรือยัง.. ที่เราจะปลดล็อกสนุกเกอร์ออกจาก พ.ร.บ.การพนันให้กลายเป็นกีฬาที่ทุกคนสามารถฝึกฝนเป็นอาชีพหรือเล่นเพื่อการบันเทิงได้”

