ไม่โปร่งใส...ไร้นิติธรรม

ความโปร่งใสของการบริหารราชการแผ่นดินของประเทศ เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศของเรามีความน่าเชื่อถือ และประเทศอื่นๆ ในประชาคมโลกพร้อมที่จะคบหาสมาคมกับเรา ไม่ว่าการลงทุน การค้าขาย การมาเที่ยว รวมทั้งการอพยพเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศ ประเทศที่มีความโปร่งใสในการบริหาร นักการเมือง ข้าราชการจะต้องมีการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย แสดงให้ชาวโลกเห็นว่าประเทศไทยเราเป็นนิติรัฐที่ให้ความสำคัญกับหลักนิติธรรม

แต่เมื่อเรามองดูการประเมิน "ดัชนีการรับรู้การทุจริต" ที่จัดอันดับการประเมินโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เพื่อต่อสู้กับการทุจริตในทุกรูปแบบ ด้วยการแสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลเสียของการทุจริต และเป็นภาพลักษณ์ความโปร่งใสของประเทศต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญในการจะทำให้ระดับคะแนนดัชนีความโปร่งใสอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก ด้วยการทำให้คะแนนตัวชี้วัดในด้านต่างๆ ให้ได้คะแนนสูงขึ้น ยุทธศาลตร์ชาติ 20 ปีของไทยมีประเด็นที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นแผนแม่บทรองรับ ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปรามปรามการทุจริต ซึ่งกำหนดให้ภายในปี 2580 ประเทศไทยจะต้องมีคะแนนสูงขึ้น และความโปร่งใสอยู่ในลำดับ 1 ใน 20 ลำดับแรกของโลก

ล่าสุดประเทศไทยได้คะแนนเพียง 35 คะแนนจาก 100 คะแนน เป็นอันดับที่ 108 จาก 180 ประเทศทั่วโลก คะแนนและลำดับดังกล่าวเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์การทุจริตของประเทศ และเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่กลุ่มนักลงทุนใช้ประเมินความน่าลนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทย นักลงทุนจะมองว่าการทุจริตเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เป็นต้นทุนหรือเป็นความเสี่ยงในการเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หากประเทศไทยยังมีคะแนนดัชนีความโปร่งใสต่ำ ย่อมมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศและการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อประเทศก็จะต่ำ บางรายอาจจะไม่สนใจที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเลย บางรายที่เคยคิดที่จะมาลงทุนในประเทศไทย เมื่อรับรู้คะแนนดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยก็อาจจะเปลี่ยนใจแล้วย้ายไปลงทุนในประเทศอื่นแทน

การจัดอันดับดัชนีความโปร่งใสจะมีการรวบรวมข้อมูลด้านการทุจริตจากหลายแหล่งทั่วโลกเพื่อนำไปวิเคราะห์และประเมินผลออกมาเป็นคะแนนความโปร่งใส คะแนนเต็มอยู่ที่ 100 คะแนน โดย 0 คะแนน เป็นคะแนนต่ำสุด หมายถึงเกิดการคอร์รัปชันสูงสุด ส่วน 100 คะแนนเป็นคะแนนสูงสุด หมายถึงมีภาพลักษณ์คอร์รัปชันน้อยที่สุด หรือมีความโปร่งใสในการบริหารสูงสุด ประเทศใดมีคะแนนดัชนีความโปร่งใสสูงก็แสดงว่ามีการทุจริตต่ำ ประเทศไทยเราประเมินโดยการดำเนินการปกครองตามหลักประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ การทุจริตของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ การบริหารระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรีทั้ง 3 ด้าน คือ การเมือง เศรษฐกิจ และการจัดการของรัฐบาล ความโปร่งใส่ในการจัดสรรงบประมาณและการใช้จ่ายงบประมาณ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจากรัฐบาล การตรวจสอบการดำเนินงานบริหารประเทศของรัฐบาลโดยองค์กรอิสระ ความเสี่ยงที่บุคคล/บริษัทต้องเผชิญกับการติดสินบน การใช้อำนาจเพื่อกระทำการทุจริตฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานต่างๆ การเรียกรับเงินจ่ายสินบนเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ประเทศที่จะได้คะแนนดัชนีความโปร่งใสจะต้องแสดงให้เห็นการจำกัดอำนาจของรัฐบาลอย่างเหมาะสม ปราศจากคอร์รัปชัน การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐด้วยความโปร่งใส ประชาชนมีสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมาย สังคมมีความสงบเรียบร้อย มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด กระบวนการยุติธรรมดำเนินการอย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องการเรียกร้องสินบนเพื่อการพิจารณาอนุมัติอนุญาต และเพื่ออำนวยความสะดวก มีการใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ มีแหล่งที่เกี่ยวข้อง มีการใช้เงินงบประมาณไม่คุ้มค่า เอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลและกลุ่มบุคคลโดยมิชอบ การดำเนินการต่อต้านการทุจริตไม่มีประสิทธิภาพ การที่ประเทศไทยมีคะแนนดัชนีความโปร่งใสเพียง 35 คะแนน และอยู่ลำดับที่ 108 จาก 180 ประเทศ จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง ในขณะที่ทุกประเทศในโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ต่างก็แย่งชิงการลงทุนจากประเทศมหาอำนาจต่างๆ เมื่อประเทศไทยเรามีคะแนนต่ำเช่นนี้ เราจะแย่งชิงการลงทุนได้ดีแค่ไหน ภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่ไม่โปร่งใส มีการทุจริตในระดับสูง ใครจะอยากมาลงทุนในประเทศไทยที่เสี่ยงต่อการเรียกรับสินบนในการออกใบอนุญาตและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ

ปัจจัยหนึ่งที่น่าจะเป็นปัญหาของคะแนนดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยที่ต่ำและอยู่อันดับท้ายๆ ของโลก น่าจะเป็นเรื่องของความไม่เป็นนิติรัฐที่มีการบริหารประเทศด้วยหลักนิติธรรม กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยาน กระบวนการยุติธรรมถูกผู้มีอิทธิพล มีอำนาจทางการเมืองและทางการเงิน ใช้อำนาจบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองไม่เคารพกฎหมาย ข้าราชการรับสินบน ยอมหลิ่วตากับการบังคับใช้กฎหมาย หรือใช้เกียร์ว่างในการบังคับใช้กฎหมาย ในขณะเดียวกันก็มีเนติบริกรคอยทำหน้าที่ตีความกฎหมายแบบเอื้อประโยชน์ให้ผู้ทำผิด มีการค้าคดีในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจที่เป็นต้นน้ำก็ไม่น่าไว้ใจ อัยการที่เป็นกลางน้ำก็มีเรื่องฉาวที่ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงระแวงสงสัยว่าปฏิบัติหน้าที่ตามหลักธรรมาภิบาล หรือรับสินบนแล้วทุจริตต่อหน้าที่ เมื่อคนที่ทำผิดคิดว่าสามารถใช้เงินกำหนดทิศทางของคดีได้ ทำให้ผู้คนบางจำพวกไม่เกรงกลัวกฎหมาย ไม่กลัวที่จะทำผิด เพราะว่าสามารถพ้นผิดได้จากความไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่บางคนในบางหน่วย

ในเวลานี้ ประชาชนจำนวนมากมองเห็นว่ามีนักการเมือง ข้าราชการบางคนทำผิดอย่างชัดเจน แต่เมื่อมีการร้องให้เอาผิดกับคนทำผิด ปรากฏว่ามีการยกคำร้องบ้าง ไม่รับไว้พิจารณาบ้าง หรือพิจารณาแล้วไม่มีความผิดบ้าง และจะมีคนพูดว่า เรื่องของกระบวนการยุติธรรมต้องว่าด้วยหลักฐาน จะใช้อารมณ์ไม่ได้ แต่ที่เป็นปรากฏการณ์เวลานี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องการใช้อารมณ์ หรือการใช้หลักฐาน แต่เป็นเรื่องของการตีความที่เอื้อประโยชน์ให้แก่คนทำผิดมากกว่า ตราบใดที่ผู้รักษากฎหมาย ผู้มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายยังทุจริต ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ ไม่มีความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ อย่าได้หวังว่าคะแนนดัชนีความโปร่งใสของไทยจะดีขึ้น อย่าหวังว่าอันดับความโปร่งใสของไทยจะดีขึ้น และอย่าหวังว่าประเทศไทยจะแย่งชิงการลงทุนจากต่างประเทศได้ดีกว่าประเทศอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งของเรา ตำรวจจะโปร่งใสกี่โมง อัยการจะโปร่งใสกี่โมง นักการเมืองจะโปร่งใสกี่โมง ข้าราชการจะโปร่งใสกี่โมง องค์กรอิสระจะโปร่งใสกี่โมง...เฮ้อ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'การเลือกตั้ง'กับภาวะ'จิตวิปลาสหมู่'!!!

อาทิตย์นี้ 8 กุมภา.ตรงกับวัน เลือกตั้ง พอดิบพอดี ดังนั้น...การจะไป ด่าใคร-เชียร์ใคร หรือชี้แนะ ชี้นำ ให้ไปเลือกพรรคไหน-ไม่เลือกพรรคไหน จึงไม่น่าจะเหมาะกับกาละ-เทศะไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง

วัดใจ Gen Z ในรั้วทหาร

ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จะออกหัวหรือก้อย นับถอยหลังไม่กี่ชั่วโมงก็จะได้รู้กัน แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังการเลือกตั้ง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะ "ตำรวจ"

คาดผลดาวโทษทุกข์เดินในราศีมีนต่อคนทุกลัคนาราศี(ตอนที่1)

ก่อนอื่นผู้เขียนต้องขออภัย ดร.ทักษิณ ชินวัตร และแฟนประจำทุกท่าน ที่บทความตอนที่แล้วเกิดอาการ หลงปี เสียเพลิน แม้จะได้แก้ไขไปแล้วก็ตาม

โลกและประเทศไทย...บ้าก็บ้าวะ!!!

เห็นว่า... ราคาทอง ช่วงนี้ ปาเข้าไปถึงเจ็ดหมื่น-แปดหมื่นต่อทองคำน้ำหนัก 1 บาทไปแล้วถึงขั้นนั้น หรือถ้าว่ากันตามราคาตลาดโลก พุ่งขึ้นไปถึง 5,100-5,300 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ออนซ์

'แก้ไขในสิ่งผิด' เกราะป้องกันทหาร

เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ต้องยกนิ้ว "ชื่นชม" การร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลตำรวจ กับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ในการเปิดให้บริการ "ศูนย์บริการดูแลรักษาสุขภาพ"