ลดค่าไฟลดค่าครองชีพ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนอย่างมาก หลังรัฐบาลทรัมป์ประกาศขึ้นภาษี สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก เศรษฐกิจไทยซึ่งไม่สู้ดีอยู่แล้ว ก็ทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกเข้าไปอีก แต่ในข่าวร้ายก็เป็นข่าวดี ที่กระทรวงพลังงานก็ยังพยายามจะลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยเฉพาะค่าไฟ ซึ่งนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อกำหนดค่าไฟฟ้าในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 ไว้ไม่เกิน 3.99 บาทต่อหน่วย ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา

ครม.ได้เห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าดังกล่าว จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องร่วมกันพิจารณาหาแนวทางเพื่อลดค่าใช้ให้แล้วเสร็จภายใน 45 วัน โดยมี 3 แนวทางที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย ได้แก่

 1) แก้ไขปัญหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในรูปแบบการให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder และรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ FiT รวมถึงการแก้ไขเงื่อนไขที่กำหนดให้สัญญาดังกล่าวมีอายุสัญญาต่อเนื่องโดยไม่กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาไว้ 2) แก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่าย หรือ AP และค่าพลังงาน หรือ EP และเงื่อนไขข้อตกลงอื่นในสัญญา PPA จากโรงไฟฟ้าใหญ่ หรือ IPP ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว ในทุกสัญญาที่มีเงื่อนไขที่ทำให้ กฟผ.หรือรัฐเสียเปรียบ หรือมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูงเกินควร หรือสูงเกินกว่าความเป็นจริง และ 3) แก้ปัญหาอุปสรรคของข้อตกลงในสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์การควบคุมระบบไฟฟ้า (System Operator: SO) ไม่สามารถบริหารจัดการการสั่งผลิตไฟฟ้าให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ลดต่ำลงได้

โดยนอกจาก ครม.จะให้ทั้ง 3 หน่วยงานไปร่วมพิจารณาลดค่าไฟเพื่อช่วยประชาชนแล้ว ยังต้องการให้เป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ก็ได้ให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ศึกษาและเสนอแนวทางปรับโครงสร้างระบบ Pool Gas เพื่อให้ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ผลิตไฟฟ้าให้ประชาชน มีราคาต่ำลง โดยต้องดำเนินการให้ทันรอบประกาศราคาค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.2568

จากมติดังกล่าวนั้น นายพีระพันธุ์ ระบุว่า สามารถดำเนินการศึกษาแก้ไขปัญหาค่าไฟฟ้าระยะยาว 3 ข้อ ในระยะเวลา 45 วัน แน่นอน โดย ข้อแรกการหาแนวทางแก้ไขปัญหาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA นั้น ได้มีการหารือกับทางกฤษฎีกา เรื่องสัญญาค่าไฟฟ้าดังกล่าวแล้ว ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการบริหาร ดังนั้นจึงต้องหาช่องทางว่าจะดำเนินการได้อย่างไร และสัญญาที่มีกว่า 500 สัญญา ทั้งหมดอยู่ที่ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ., การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) โดยอยู่ที่ กฟผ.มากที่สุด ซึ่งกระทรวงพลังงานไม่สามารถขอดูสัญญาดังกล่าวได้ และในการปรับแก้ไขจึงทำให้ยาก ซึ่งที่ผ่านมา กกพ.ชี้แจงว่าหากปรับแก้ไขสัญญาได้จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้ถึง 17 สตางค์ต่อหน่วย

ส่วนแนวทางที่ 2 หาทางแก้ปัญหาค่าความพร้อมจ่าย (AP) และค่าพลังงาน (EP) รวมทั้งเงื่อนไขข้อตกลงอื่นในสัญญา PPA จากโรงไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) ตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าระยะยาว นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้สอบถามไปยัง กฟผ.เรื่องสัญญา AP กฟผ.ยืนยันว่าไม่เคยเห็น หรือมีส่วนในการคิดคำนวณ โดยตัวเลขมาจาก กกพ.ทั้งหมด และสัญญาก็เป็นความลับ ซึ่งกระทรวงพลังงานก็ไม่สามารถไปดึงมาพิจารณาได้เช่นกัน จึงเป็นที่มาให้ ครม.มีมติให้ไปช่วยกันดูสัญญาและตรวจสอบแก้ไขว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง

และ 3 หาแนวทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคในข้อตกลงของสัญญารับซื้อไฟฟ้าต่างๆ ที่ทำให้ศูนย์การควบคุมระบบไฟฟ้า (SO) ไม่สามารถบริหารจัดการการสั่งผลิตไฟฟ้า ให้ต้นทุนผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ลดต่ำลงได้ นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมานั้น ศูนย์ SO จะสั่งผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำเพื่อให้ค่าไฟฟ้าถูกลง แต่ก็ติดเงื่อนไขระเบียบหลักเกณฑ์ที่กำหนดในสัญญาว่า “ยังไงก็ต้องสั่งผลิตไฟฟ้า” ดังนั้น มติ ครม.จึงให้แก้ปัญหานี้เพื่อให้ SO สามารถสั่งผลิตไฟฟ้าให้ต้นทุนของ กฟผ.ลดต่ำลงให้ได้

อย่างไรก็ตาม นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า ค่าไฟฟ้าที่ ครม.กำหนดเป้าหมายให้ลดลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.2568 นั้น มั่นใจสามารถปรับลดลงได้ โดยอัตราตามประกาศ กกพ. เรื่องการออกหลักเกณฑ์การกำหนดอัตราค่าไฟฟ้า ซึ่งมีการเก็บเงินค่าไฟฟ้าล่วงหน้าในแต่ละงวด ขณะที่ต้นทุนที่คำนวณในปัจจุบันอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย ดังนั้นส่วนที่เรียกเก็บค่าไฟฟ้าเกินไปจากอัตราที่เกิดขึ้นจริง สามารถนำมาปรับลดค่าไฟได้ ตามมติ ครม. ที่ 3.99 บาทต่อหน่วยก็เกินจากต้นทุน 4 สตางค์ต่อหน่วย

อย่างไรก็ตามเมื่อมีโจทย์จาก ครม.ต้องการลดค่าไฟฟ้าลงเหลือ 3.99 บาทต่อหน่วย กระทรวงพลังงานในฐานะผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องพลังงานของประเทศก็คงต้องกลับไปทำการบ้านใหม่ ที่ต้องตอบโจทย์ทั้งราคาถูกลง รัฐไม่อุดหนุนงบประมาณ และต้องให้การลดค่าไฟมีผลให้เร็วที่สุดด้วย เพื่อเป็นการช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

และต้องคำนึงถึงความมั่นคงและความมีเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเป็นประเด็นหลักด้วย.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ทำความรู้จัก Financial Optionality

เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป

อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น

การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น

แรงงานไทยหาตัวเองให้เจอ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยของเทคโนโลยี และตลาดแรงงานยังต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถนัดอะไร และอยากเติบโตไปในเส้นทางใด สำหรับเคทีซี การพัฒนาคนไม่ใช่เพียงการสร้างบุคลากรให้กับองค์กร แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ชูโมเดลจัดการน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง

ภาพจำมหาอุทกภัยปี 2554 คือบทเรียนราคาแพงของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “พระนครศรีอยุธยา” ได้ก้าวข้ามจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 360 องศา เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้นักลงทุนมั่นใจว่าโรงงานผลิตจะไม่สะดุด ไม่ว่าธรรมชาติจะเหวี่ยงมาทาง “น้ำหลาก” หรือ “เอลนีโญ”

Gastech 2026 ขับเคลื่อนพลังงานมั่นคง

งาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก กำลังจะจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่สองในรอบเกือบสองทศวรรษ งานนี้คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศ พร้อมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 ราย และวิทยากรระดับโลกกว่า 800 คน ครอบคลุมทั้งระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารซีอีโอ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภายใต้การเป็นเจ้าภาพของกระทรวงพลังงานไทย ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง EGAT ปตท. และ Gulf ในฐานะ National Consortium Partners