กฎหมายAIคุมความเสี่ยง

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถือเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงานและการยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในยุคที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ระบุว่า ประเด็นเรื่องความพร้อมของประเทศในการพัฒนาและประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ ถือเป็นประเด็นสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยจากการเป็นผู้ตามไปสู่การใช้ AI เพื่อยกระดับชีวิต เศรษฐกิจ และบริการของประเทศอย่างเต็มศักยภาพ

โดยประเทศไทยได้มีการกำหนดเป้าหมายในการพัฒนาบุคลากรด้าน AI ในแต่ละระดับไว้อย่างชัดเจน ครอบคลุมทั้งด้านเทคนิค จริยธรรม และการประยุกต์ใช้ในภาคส่วนต่างๆ ขณะที่ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบแบ่งปันข้อมูล (data sharing) และการออกแบบระบบที่คำนึงถึง อธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นเจ้าของข้อมูล (data ownership) การเปิดใช้แหล่งข้อมูลแบบเปิด (open source) และการควบคุมดูแลการไหลเวียนข้อมูลในระบบภายในประเทศอย่างมั่นคงและปลอดภัย และความพร้อมทั้งสามมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านธรรมาภิบาล บุคลากร หรือโครงสร้างพื้นฐาน จะต้องถูกผลักดันไปสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคส่วนสำคัญของประเทศ เช่น การเกษตร การแพทย์ การท่องเที่ยว และการบริหารภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงประโยชน์จาก AI ได้อย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

ดังนั้น กระทรวงดีอี โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA จึงได้เร่งเดินหน้าจัดทำ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” เพื่อเป็นกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจน โปร่งใส และสอดคล้องกับสถานการณ์เทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้งาน AI ที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรือความปลอดภัยของประชาชน ภายใต้เป้าหมายใหญ่คือ การสร้างสมดุลระหว่าง “การส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม” และ “การปกป้องประโยชน์สาธารณะ” โดยจะเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนในการออกแบบแนวปฏิบัติ หรือมาตรการควบคุมที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของ AI ในแต่ละบริบท ตลอดจนรองรับแนวทางการกำกับดูแลในหลายระดับ ทั้ง Soft Law และ Hard Law ให้เกิดขึ้นอย่างยืดหยุ่น แต่ยังคงยึดมั่นในหลักความรับผิดชอบ โปร่งใส และเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล

ขณะที่ ศักดิ์ เสกขุนทด ที่ปรึกษาอาวุโสสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) หรือ ETDA กล่าวว่า ปัจจุบันการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับ AI ในประเทศไทยยังอยู่ในรูปแบบ Soft Law หรือแนวทางปฏิบัติ (Guideline) แต่เนื่องจาก AI มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด และมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงอาจทำให้แนวปฏิบัติอาจมีช่องโหว่และไม่สามารถกำกับการใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะในประเด็นที่สำคัญ เช่น เรื่องความโปร่งใสในการทำงานของ AI การรับผิดชอบต่อความเสียหายอันเกิดจาก AI หรือการละเว้นความรับผิดชอบในกรณีที่เกิดความผิดพลาดจาก AI ที่นอกเหนือความคาดหมาย

ทั้งนี้ ETDA จึงได้มีการศึกษาหลักการสากลอย่างเข้มข้น รวมถึงประชุมเพื่อหาทิศทางร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ธรรมภิบาลปัญญาประดิษฐ์ หรือศูนย์ AIGC by ETDA ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยี AI หน่วยงานรัฐที่มีบทบาทการกำกับ-ดูแลในภาคส่วนต่างๆ รวมไปถึงตัวแทนจากภาคธุรกิจ สู่การพัฒนาและจัดทำร่างหลักเกณฑ์กฎหมายและข้อบังคับให้เกิดการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดจากใช้ AI โดยพบว่าการวางแนวทางสำหรับธรรมาภิบาล AI นั้น ไม่ได้ถูกจำกัดเฉพาะในรูปแบบกฎหมาย แต่สามารถทำได้ในหลายระดับไม่ว่าจะเป็นระดับ Guideline หรือ Best Practice ระดับ Soft Law และระดับ Hard Law โดยความเข้มข้นของการกำกับ-ดูแล ก็ควรจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมในแต่ละประเด็นที่แตกต่างกัน และต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของเทคโนโลยีไปพร้อมกันด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “(ร่าง) หลักการกฎหมายเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)” จะมีเนื้อหาที่ครอบคลุมทั้งการวางหลักการพื้นฐานที่สำคัญแก่ระบบกฎหมาย, มาตรการส่งเสริมในทางกฎหมายที่จำเป็น เช่น Text and Data Mining, Regulatory Sandbox กำหนดแนวทางกำกับความเสี่ยงจาก AI โดยเฉพาะการใช้งานในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI), การส่งเสริมการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบ ผ่านกลไกการกำกับดูแลที่เหมาะสมในแต่ละบริบท, การกำหนดบทบาทของหน่วยงานกำกับเฉพาะด้าน ให้สามารถออกมาตรการควบคุมหรือส่งเสริม AI ได้อย่างยืดหยุ่นและทันต่อการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการกำหนดองค์กรสนับสนุนการทำงานของกฎหมายฉบับนี้ เป็นต้น

“ร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางกฎหมาย แต่คือการสร้าง ‘สมดุล’ ระหว่างการใช้เทคโนโลยี AI เพื่อประโยชน์ของสังคม กับการคุ้มครองความปลอดภัย สิทธิ และศักดิ์ศรีของมนุษย์ในยุคดิจิทัล และเพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของ AI ไทย” ศักดิ์ กล่าวย้ำ

ประชาชนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ “(ร่าง) หลักการของกฎหมายว่าด้วยปัญญาประดิษฐ์” ผ่านระบบกลางทางกฎหมายได้ที่ http://bit.ly/4kBjBTU ตั้งแต่วันนี้จนถึง 9 มิถุนายน 2568. 

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’

ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

ทำความรู้จัก Financial Optionality

เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป

อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น

การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น

แรงงานไทยหาตัวเองให้เจอ

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยของเทคโนโลยี และตลาดแรงงานยังต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถนัดอะไร และอยากเติบโตไปในเส้นทางใด สำหรับเคทีซี การพัฒนาคนไม่ใช่เพียงการสร้างบุคลากรให้กับองค์กร แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ชูโมเดลจัดการน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง

ภาพจำมหาอุทกภัยปี 2554 คือบทเรียนราคาแพงของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “พระนครศรีอยุธยา” ได้ก้าวข้ามจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 360 องศา เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้นักลงทุนมั่นใจว่าโรงงานผลิตจะไม่สะดุด ไม่ว่าธรรมชาติจะเหวี่ยงมาทาง “น้ำหลาก” หรือ “เอลนีโญ”

Gastech 2026 ขับเคลื่อนพลังงานมั่นคง

งาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก กำลังจะจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่สองในรอบเกือบสองทศวรรษ งานนี้คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศ พร้อมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 ราย และวิทยากรระดับโลกกว่า 800 คน ครอบคลุมทั้งระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารซีอีโอ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภายใต้การเป็นเจ้าภาพของกระทรวงพลังงานไทย ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง EGAT ปตท. และ Gulf ในฐานะ National Consortium Partners