
ในยุคที่ตลาดโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ผู้บริโภคมีความต้องการใหม่ไม่หยุดนิ่ง และประเทศคู่ค้าเริ่มตั้งมาตรฐานใหม่ ธุรกิจอาหารหากไม่พร้อมปรับตัว ความเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็ยิ่งมากขึ้นทุกวัน ดังนั้นภาคธุรกิจต้องปรับตัวให้สอดรับ โดยเฉพาะในภาคธุรกิจอาหารที่กำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ความอร่อย หรือแพ็กเกจที่สวยงามอีกต่อไป แต่ผู้บริโภคทั่วโลกมองลึกถึง “วัตถุดิบ สุขภาพ ความยั่งยืน และนวัตกรรม” และเทรนด์ที่น่าสนใจนี้เรียกว่า “Future Food” ซึ่งจะมาสร้างโอกาสทองให้ธุรกิจไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเพื่อสุขภาพ finbiz by ttb จึงจะพาไปเจาะเทรนด์อาหารแห่งอนาคต ที่จะเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจไทย
โดย 10 เทรนด์ Future Food ที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม หรือ SME ต้องรู้ เพื่อสร้างจุดได้เปรียบในตลาดโลก เริ่มจาก 1.วัตถุดิบดี คือต้องเกินมาตรฐาน วัตถุดิบไม่ใช่แค่คุณภาพดี หรือสดใหม่เท่านั้น เช่น กลุ่มโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) จะไม่ใช่แค่การมีโปรตีนในอาหารเท่านั้น แต่ร่างกายต้องดูดซึมโปรตีนนี้ไปใช้งานได้ดีขึ้น โดยมีการวิจัยรองรับเพื่อให้ผู้บริโภคเชื่อถือในคุณค่าของอาหารได้จริง ไม่ใช่เพียงคำโฆษณาสวยหรู
2.โภชนาการเฉพาะบุคคล เทรนด์สุขภาพที่ตรงใจ เทรนด์อาหารแบบเฉพาะบุคคล (Personalized Food) กำลังมาแรง เช่น สูตรที่ออกแบบสำหรับผู้ที่มีภาวะเบาหวาน ความดัน หรือคนออกกำลังกาย 3.รสชาติหลุดกรอบ สร้างสรรค์ไม่จำเจ อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “ลูกเล่น” เพิ่มความหลากหลายทางด้านรสชาติ เช่น เจลลี่รสน้ำปลาหวาน ขนมขบเคี้ยวรสผัดกะเพรา เทรนด์นี้เปิดโอกาสให้แบรนด์สร้างจุดขายแบบสนุกๆ 4.ดูแลลำไส้ สุขภาพดีเริ่มที่ระบบย่อย เทรนด์สุขภาพลำไส้ที่ดี ทำให้ตลาดไฟเบอร์และโพรไบโอติกส์กำลังมาแรง ผู้บริโภคหันมาดูแลระบบย่อยอาหารมากขึ้น ส่งผลให้สินค้ากลุ่มไซเดอร์ (Cider) และคอมบูชา (Kombucha) กำลังเป็นดาวรุ่ง
5.โปรตีนจากพืช กระแสใส่ใจธรรมชาติ กลุ่มผลิตภัณฑ์จากพืชยังคงเติบโตต่อเนื่อง เทรนด์ที่เริ่มเห็นชัดขึ้นคือ ผู้บริโภคเริ่มใส่ใจธรรมชาติที่แท้จริง ลดสารปรุงแต่ง เน้นสุขภาพที่ยั่งยืน ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบรสชาติของเนื้อสัตว์ 6.อาหารสายยั่งยืน ปรับตัวเพื่อโลก ผู้บริโภคใส่ใจโลกมากขึ้น เทรนด์ความยั่งยืนจึงมีอิทธิพลต่อสินค้าในปัจจุบัน เช่น อาหารต้องมาจากวิธีทำฟาร์มแบบยั่งยืน การติดฉลากคาร์บอนบนบรรจุภัณฑ์ เพื่อแสดงข้อมูลปริมาณก๊าซเรือนกระจก กำลังเป็นมาตรฐานใหม่ในตลาดยุโรป 7.อาหารกินดี ผิวดี สวยจากภายใน เน้นสุขภาพ สินค้าที่เพิ่มความสวยจากภายในสู่ภายนอก และส่วนผสมที่ช่วยเรื่องผิวพรรณ ผมสวย และภาพรวมที่ดูดี
8.อาหารท้องถิ่น พลิกโฉมด้วยการเพิ่มไอเดีย เทรนด์การเชิดชูวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือขายความเป็นท้องถิ่น กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เช่น “ข้าวซอย” และภาครัฐกำลังพยายามผลักดันเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI (Geographical Indication) ในอาหาร 9.อาหารช่วยปรับอารมณ์ เสริมสุขภาพจิต เรื่องสุขภาพจิตกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้บริโภคยุคนี้ จึงเป็นโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาอาหารและเครื่องดื่มที่ช่วยเรื่องการปรับอารมณ์ เสริมสมาธิ และนอนหลับง่ายขึ้น และ 10.ปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกการกิน AI กำลังเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่การช่วยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการคิดสูตรอาหาร
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันจะเห็นว่าภาครัฐและหอการค้าไทยพยายามผลักดันอาหารแห่งอนาคต (Future Food) ให้แจ้งเกิดอย่างจริงจัง ซึ่งมีการแบ่งประเภทของ Future Food ออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.อาหารฟังก์ชันและส่วนประกอบอาหารเชิงฟังก์ชัน เน้นอาหารที่มีฟังก์ชันพิเศษ เช่น พรีไบโอติกส์ไฟเบอร์สูง หรือสูตรลดน้ำตาล-โซเดียม กลุ่มนี้เติบโตมากที่สุด
2.อาหารทางการแพทย์และอาหารเฉพาะบุคคล ปี 2025 หอการค้าไทยและกระทรวงพาณิชย์มีแผนผลักดันกลุ่มนี้มาก ซึ่งใน Thailand Pavilion ที่งาน Osaka Gourmet EXPO 2025 ได้มีการนำเสนออาหารไทยในมุมของความเป็นยาและการดูแลสุขภาพองค์รวม สินค้าที่เด่น เช่น อาหารผู้ป่วยเฉพาะโรค เช่น เบาหวาน หรือไต รวมทั้งอาหารพิเศษสำหรับทารก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงวัย
3.โปรตีนทางเลือก มีความพยายามผลักดันกลุ่ม Insect-based ที่มีแมลงเป็นจุดขาย รวมถึงกลุ่มโปรตีนจากจุลินทรีย์ โดยเป็นเนื้อที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์อาหาร (3D Food Printing) เพื่อเลียนแบบเนื้อสัตว์จริง และ 4.อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์อินทรีย์อย่างผัก ธัญพืช ผลไม้ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผลิตผลอินทรีย์ เป็นสิ่งที่ไทยต้องจับตามองเพื่อไปสู่ระดับโลก
finbiz by ttb ยังระบุว่า สินค้า Future Food จึงเป็นโอกาสของ SME ไทยในการสร้างรายได้ใหม่ หากผู้ประกอบการหาความรู้และติดตามประกาศต่างๆ จากภาครัฐอาจช่วยลดต้นทุนวิจัย ทำให้พัฒนาสินค้าได้รวดเร็วขึ้น และใช้เทคโนโลยีและข้อมูลตลาดช่วยวางแผนธุรกิจให้แม่นยำ และเตรียมพร้อมเพื่อสร้างความได้เปรียบในการขยายตลาดส่งออก และสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เจาะกลไกพยุงราคา‘ก๊าซหุงต้ม’
ท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะความตึงเครียดและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางการขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ
ทำความรู้จัก Financial Optionality
เคยไหม...รายได้เข้าทุกเดือน แต่เมื่อต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญของชีวิตกลับรู้สึกว่า “ยังทำไม่ได้” เพราะรายได้ในอนาคตส่วนหนึ่งถูกผูกไว้กับค่าบ้าน ค่ารถ และภาระผ่อนต่างๆ นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม “มีรายได้” จึงไม่ได้แปลว่า “มีอิสระทางการเงิน” เสมอไป
อายุยืนบนโจทย์‘เงินออม’ที่ยาวขึ้น
การมีอายุยืนยาวขึ้นสะท้อนความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขและคุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่งกำลังเปลี่ยนโจทย์สำคัญของการใช้ชีวิตในระยะยาว โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับวันที่รายได้จากการทำงานลดลงหรือสิ้นสุดลง เมื่อช่วงชีวิตหลังเกษียณอาจกินเวลายาวนานกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ การวางแผนอนาคต จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการมีเงินเพียงพอสำหรับวันหยุดทำงาน แต่เป็นการออกแบบความมั่นคงให้สอดคล้องกับระยะเวลาของชีวิตที่ยืดยาวขึ้น
แรงงานไทยหาตัวเองให้เจอ
ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจที่ต้องการแรงงานที่มีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความทันสมัยของเทคโนโลยี และตลาดแรงงานยังต้องการคนที่พร้อมทำงานได้ทันที แต่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกลับยังไม่แน่ใจว่าตัวเองถนัดอะไร และอยากเติบโตไปในเส้นทางใด สำหรับเคทีซี การพัฒนาคนไม่ใช่เพียงการสร้างบุคลากรให้กับองค์กร แต่คือการเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ค้นพบศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
ชูโมเดลจัดการน้ำไม่ท่วมไม่แล้ง
ภาพจำมหาอุทกภัยปี 2554 คือบทเรียนราคาแพงของภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ในปัจจุบัน ท่ามกลางสภาพอากาศสุดขั้วจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์การจัดการน้ำในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่าง “พระนครศรีอยุธยา” ได้ก้าวข้ามจากการตั้งรับเฉพาะหน้า ไปสู่ระบบบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 360 องศา เพื่อสร้างความต่อเนื่องทางธุรกิจ ให้นักลงทุนมั่นใจว่าโรงงานผลิตจะไม่สะดุด ไม่ว่าธรรมชาติจะเหวี่ยงมาทาง “น้ำหลาก” หรือ “เอลนีโญ”
Gastech 2026 ขับเคลื่อนพลังงานมั่นคง
งาน Gastech 2026 ซึ่งเป็นมหกรรมนิทรรศการและการประชุมด้านก๊าซธรรมชาติ LNG โซลูชันคาร์บอนต่ำ และเทคโนโลยีพลังงานที่ใหญ่ที่สุดของโลก กำลังจะจัดขึ้นที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเป็นครั้งที่สองในรอบเกือบสองทศวรรษ งานนี้คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 50,000 คน จากกว่า 150 ประเทศ พร้อมบริษัทชั้นนำกว่า 1,000 ราย และวิทยากรระดับโลกกว่า 800 คน ครอบคลุมทั้งระดับรัฐมนตรี ผู้บริหารซีอีโอ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ภายใต้การเป็นเจ้าภาพของกระทรวงพลังงานไทย ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง EGAT ปตท. และ Gulf ในฐานะ National Consortium Partners

