‘ส่งออกไทย’ครึ่งปีหลังหืดจับ!!

‘ส่งออก’ เป็นอีกส่วนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก จากปัจจัยกดดันโดยเฉพาะมาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐ ซึ่งจะกลายมาเป็นกติกาการค้าโลกใหม่ที่โลกคงหลีกเลี่ยงได้ยาก โดยขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการเร่งเจรจาต่อรองเพื่อปรับลดอัตราภาษีลง ซึ่งหลายฝ่ายยังเฝ้าติดตามข้อสรุปอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเห็นสัญญาณในภาคการส่งออกที่ขยับค่อนข้างแรง ส่วนหนึ่งอาจจะได้รับอานิสงส์มาจากการเร่งนำเข้าและเร่งส่งออก แต่ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปี 2568 ยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตา โดย กระทรวงพาณิชย์ ประเมินว่า ภาพรวมการส่งออกในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้

การส่งออกจะชะลอตัวลง และยังต้องรอดูผลการเจรจาภาษีสหรัฐด้วยว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร และหากไทยได้อัตราภาษีเดียวกับประเทศในภูมิภาค ที่ระดับ 18-20% การส่งออกของไทยจะไม่ได้รับผลกระทบมาก แต่ถ้าโดนมากกว่าอัตรานี้จะกระทบขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะสินค้าส่งออกของประเทศในภูมิภาคนี้ใกล้เคียงกัน และไทยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพึ่งพาการส่งออก

อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการค้าโลก ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายกีดกันทางการค้า และการแข็งค่าของเงินบาท อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวทางด้านราคาของไทยในระยะข้างหน้า

โดย พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า การสร้างความสมดุลทางการค้ากับสหรัฐ ถือว่าเป็นโอกาสให้ไทยเร่งปรับปรุงโครงสร้างการส่งออกไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต สร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศเพื่อรองรับการกระจายความเสี่ยงการผลิตและการลงทุน อีกทั้งยังยกระดับสภาพแวดล้อมทางการค้าของประเทศให้แข่งขันได้ในระดับโลกที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ประเมินว่า การส่งออกของไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะถูกกดดันหลังผลของการเร่งส่งออกหมดลง และความเสี่ยงจากอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่ง แม้ว่าการส่งออกในเดือน มิ.ย.2568 จะขยายตัวถึง 15.5% ชะลอตัวจากเดือนก่อนที่ 18.4% โดยการส่งออกสินค้ากลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งสินค้าสำคัญที่ขยายตัวสูง ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์, ผลไม้สดแช่เย็น แช่แข็งและแห้ง, ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ และผลไม้กระป๋อง และแปรรูป เป็นต้น ส่วนสินค้าสำคัญที่หดตัวในเดือนนี้ ได้แก่ ข้าว อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป เป็นต้น

และแม้ว่าการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 โดยครึ่งแรกของปี 2568 เติบโต 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังเป็นผลมาจากปัจจัยชั่วคราว จากการเร่งนำเข้าเพื่อเลี่ยงผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ ก่อนกลับมามีผลเต็มรูปแบบในวันที่ 1 ส.ค.เป็นหลัก

ทั้งนี้ มีแรงส่งหลักมาจากการขยายตัวของเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งคิดเป็น 5.4% ของการเติบโตในมูลค่าส่งออกไทยช่วงครึ่งปีแรก (กว่า 46% เป็นการส่งออกไปสหรัฐ) ซึ่งเป็นสินค้าที่เสี่ยงจะถูกจัดเก็บ Sectoral Tariff จากสหรัฐ แม้ในปัจจุบันยังจะได้รับการยกเว้น รวมถึงการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาง แผงวงจรไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ สะท้อนภาพการเร่งนำเข้าสินค้า ซึ่งอาจจะอ่อนแรงลงหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้กลับมาใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 1 ส.ค.2568

แต่การส่งออกช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะถูกกดดันจากหลายปัจจัยเสี่ยง ทั้งส่วนต่างภาษีศุลกากรตอบโต้ที่สูงกว่าคู่แข่ง การเก็บ Sectoral Tariff ในสินค้าบางกลุ่มเพิ่มเติม ทั้งยังมีโอกาสที่จะถูกเรียกเก็บภาษีสำหรับสินค้าผ่านทาง ตลอดจนแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง

 “หลายประเทศเร่งเจรจาและบรรลุข้อตกลงในอัตราภาษีใหม่ที่ปรับลดลง อาทิ เวียดนาม 20% อินโดนีเซีย 19% และญี่ปุ่น 15% ในขณะที่ไทยยังคงเร่งการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงให้ได้ก่อนวันที่ 1 ส.ค. หากไม่สามารถสรุปผลการเจรจาได้ทันจะมีความเสี่ยงต่อการถูกแย่งตลาด เนื่องจากมีส่วนต่างภาษีที่สูงกว่าคู่แข่ง ซึ่งจะกดดันการส่งออกในระยะถัดไป อีกทั้งไทยยังเสี่ยงถูกเรียกเก็บภาษีอัตราพิเศษสำหรับสินค้าผ่านทาง (Transshipment) เช่นเดียวกับอินโดนีเซีย และเวียดนาม หากพบสินค้าที่มีการสวมสิทธิ์จากประเทศอื่น”.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง