สำรวจปิโตรเลียมรอบที่25 ปลุกเศรษฐกิจพัฒนาท้องถิ่น

สถานการณ์ปัจจุบันแหล่งผลิตปิโตรเลียมภายในประเทศที่เป็นแหล่งขนาดใหญ่ในอ่าวไทยเริ่มลดลง การเดินหน้าแสวงหาโอกาสในการศึกษาความเป็นไปได้ในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศจึงยังจำเป็นต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าทิศทางกระแสโลกจะมุ่งสู่การลดใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงก็ตาม แต่อย่างไรก็ตาม ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติยังคงเพิ่มสูงขึ้นและมีแนวโน้มยังคงมีความต้องการต่อเนื่องอยู่ ทำให้กระทรวงพลังงาน โดย กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในฐานะที่กำกับดูแลในด้านแหล่งผลิตปิโตรเลียม จัดหาปิโตรเลียมให้กับประเทศ

แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาแทบจะดับฝันการพัฒนาแหล่งสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่คาดว่าจะมีปริมาณก๊าซและน้ำมันจำนวนมากในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา (Overlapping Claims Area: OCA) อย่างไม่มีกำหนด แต่ในด้านของการเปิดให้สัมปทานแหล่งบนบกก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนในพื้นที่ดังกล่าว

โดยข้อมูลสถิติ E&P Summary Report ของเว็บไซต์กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ณ วันที่ 1 มกราคม 2568 ระบุว่า ปัจจุบันสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศมี 2 รูปแบบ แบ่งเป็นในรูปแบบสัมปทานมีจำนวนรวม 34 สัมปทาน 47 แปลงสำรวจ ประกอบด้วย บนบก จำนวน 14 สัมปทาน 16 แปลงสำรวจ และในอ่าวไทย จำนวน 20 สัมปทาน 31 แปลงสำรวจ และรูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) จำนวนรวม 5 สัญญา 5 แปลงสำรวจ โดยอยู่ในอ่าวไทยทั้งหมด 5 สัญญา 5 แปลง

ล่าสุด กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้เปิดให้ผู้ประกอบการยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมสำหรับแปลงสำรวจบนบกรอบใหม่ ครั้งที่ 25 ภายใต้ระบบสัมปทานโดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือถึง 7 แปลง  ซึ่งคาดหวังว่าหากค้นพบปิโตรเลียมจะมีส่วนช่วยประชาชนในพื้นที่ภาคอีสานโดยตรงให้ได้เข้าถึงแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศที่ราคาถูกลง เพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า ลดการพึ่งพานำเข้า พร้อมทั้งยอมรับว่า พื้นที่แหล่งปิโตรเลียมบนบก จะมีศักยภาพการผลิตไม่เท่าในทะเล แต่หากมีการค้นพบปิโตรเลียมและพัฒนาขึ้นมาใช้ได้ในเชิงพาณิชย์ จะเกิดประโยชน์ที่จะกระจายไปอย่างหลากหลาย มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม และมองว่าการเปิดสำรวจในรอบที่ 25 นี้ ส่งสัญญาณดีต่อแนวโน้มที่จะคนพบแหล่งปิโตรเลียมแหล่งใหม่เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแหล่งขนาดใหญ่เหมือนแปลงในอ่าวไทยก็ตาม

โดยหลังจากที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้เปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ภายใต้ระบบสัมปทาน ระหว่างวันที่ 1-16 กรกฎาคม 2568 มีเอกชนสนใจยื่นขอสิทธิฯ 5 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท ปตท.สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จำนวน 3 คำขอ, 2.แพน โอเรียนท์ เอ็นเนอยี่ (สยาม) ลิมิเต็ด และ CanAsia Energy Corp. จำนวน 1 คำขอ, 3.บริษัท จีโอเมคคานิคอล เซอร์วิสเซส จำกัด จำนวน 1 คำขอ, 4.อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 1 คำขอ และ 5.บริษัท ยูเอซี ยูทิลิตีส์ จำกัด จำนวน 2 คำขอ โดยหลังจากนี้จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาและคาดว่าจะได้ชื่อผู้ชนะภายในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อนำเสนอ ครม.อนุมัติต่อไป เชื่อมั่นจะเกิดการลงทุนขั้นต่ำจากการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ ครั้งที่ 25 กว่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวกว่า 2,000 ล้านบาท

  สำหรับตัวอย่างประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นหากมีการค้นพบปิโตรเลียมนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติระบุว่า พื้นที่โดยรอบจะได้ประโยชน์ อย่างมาก เพราะจะมีแหล่งทรัพยากรก๊าซธรรมชาติใช้สำหรับเป็นเชื้อเพลิง โดยเฉพาะสำหรับใช้ป้อนโรงไฟฟ้าในภาคอีสาน เนื่องจากการเปิดให้ยื่นขอสิทธิฯ รอบนี้มีการเปิดแปลงบนบกรวม 9 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสาน 7 แปลง อีก 2 แปลงภาคกลาง นอกจากนี้ยังเกิดการจ้างงานและรายได้หมุนเวียนในท้องถิ่น และ เกิด Supply Chain ในท้องถิ่น เช่น ผู้รับเหมาก่อสร้าง ซัพพลายด้านสินค้า อาหาร และบริการสนับสนุนต่างๆ

นอกจากนี้จะเกิดประโยชน์ต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยทดแทนแหล่งปิโตรเลียมเดิมที่ทยอยหมดอายุ และเริ่มมีปริมาณน้อยลง, ประชาชนทั่วไปได้ใช้ก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ในประเทศ ซึ่งราคาถูกกว่าการต้องนำเข้า, มีรายได้รัฐจากค่าภาคหลวง เพื่อนำไปพัฒนาประเทศด้าน ต่างๆ เช่น สาธารณสุข การศึกษา เปิดโอกาสให้บุคลากรไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยี และพัฒนาทักษะในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม จากบริษัทผู้ประกอบการด้านปิโตรเลียมที่เข้าดำเนินงานในพื้นที่

อย่างไรก็ดี ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนี้ ต้องไม่มองข้ามแรงต้านจากฟากตรงข้ามที่วิตกกังวลต่อกิจกรรมการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่จะไปส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของทางรัฐ ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ต้องรวบรวมบทเรียนที่ได้จากการกำกับดูแลการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในพื้นที่แหล่งต่างๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแหล่งใหม่ๆ สามารถก้าวข้ามอุปสรรค จากการถูกชุมชนต่อต้าน เพื่อเดินหน้าต่อไปได้ท่ามกลางบริบทด้านพลังงานใหม่ที่ท้าทาย.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน

ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่

โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต

“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร

การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง

การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล

‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน