
การหันมาสนใจเรื่อง พระ เรื่อง เจ้า กันในตอนแก่ๆ นั้น...คงต้องยอมรับว่า ออกจะเป็นอะไรที่เหมาะสม สอดคล้อง ที่ลื่นไหล ลงตัว กับความเป็นไปของ วัย ของ อายุ-อานาม และ สังขาร ได้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธ คือไม่ถึงกับต้องไปตั้งเป้า ตั้งจุดมุ่งหมาย ว่าจะทำให้ตัวเองกลายสภาพเป็น คนดี หรือ คนดีย์ หรือถึงขั้นคิดไปนิพพง-นิพพาน เอาเลยถึงขั้นนั้น เอาแค่ให้เป็นเสมือนหนึ่ง ยาบำรุง หรือ ยาถ่าย ที่พอช่วยให้เกิดความปลอดโปร่ง โล่งสบาย...ก็พอแล้ว!!!
เพราะโดยความเสื่อมโทรม เสื่อมถอย ของอวัยวะทุกสัดส่วน ของระบบประสาท หรือแม้แต่พลังทางจิตใจ จิตวิญญาณ ที่มันมีแต่จะลดน้อยถอยลงยิ่งเข้าไปทุกที สำหรับผู้ที่ต้องมีอายุ-อานาม ล่วงเลยไปตามวัยและสังขาร ตามความหมุนเวียนเปลี่ยนผันของ กงล้อแห่งกาลเวลา นั้น ว่าไปแล้ว...มันแทบไม่มี ตัวยา ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นยาบำรุง อาหารเสริม สมุนไพรยุคโบร่ำโบราณ หรือเทคนิคทางการแพทย์สมัยใหม่ ฯลฯ ประเภทที่โฆษณาแล้ว-โฆษณาเล่า ตามทีวีช่องต่างๆ มาช่วยให้เกิดความ ปึ๋งๆ ปั๋งๆ ไปตลอดชั่วนิรันดรกาลได้เลย คือยังไงๆ...มันคงต้องเสื่อม ต้องทรุด ต้องโทรม ไปตามสภาพนั่นแหละทั่น อาจแค่ช่วยให้เกิดการ ยืดเวลา ออกไปเล็กๆ น้อยๆ แต่สุดท้าย...มันคงต้องนำไปสู่การ เด๊ดสะมอเร่ย์ อิน เดอะ เท่งทึง ขึ้นมาในวันใด-วันหนึ่งจนได้...
ภายใต้สภาพเช่นนี้นี่เอง...ที่มันเลยทำให้เรื่อง พระ เรื่อง เจ้า เรื่อง ศาสนา จึงเป็นอะไรที่มีความสำคัญเอามากๆ สำหรับบรรดาปวงประดา คนแก่ ทั้งหลาย พูดง่ายๆ ว่า...ไม่ว่าจะศาสนาไหนต่อศาสนาไหนก็แล้วแต่ ล้วนแทบไม่ต่างอะไรไปจาก คู่มือ ในการปรับตัว ปรับสภาพ ที่จะช่วยให้เกิดความสอดคล้อง ต้องกัน ระหว่าง ตัวตนของตน กับความเป็นไปของ สภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะในยุคไหน-สมัยไหน หรือทำให้ผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงซึ่งอะไรต่อมิอะไรกำลังเสื่อม กำลังโทรม ลงไปทุกที กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงระยะเวลาแห่งการดับสูญลงไป อันเป็น กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย ในอีกไม่ช้า-ไม่นาน ไม่ใกล้-ไม่ไกล ได้มีโอกาส เข้าถึง และ เข้าใจ ต่อสภาวะความเป็นไปที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า จนแทบไม่ต้องเสียเวลาไปดิ้นรน กระวนกระวาย สะบัดร้อน-สะบัดหนาวใดๆ อีกต่อไปแล้ว...
อันนี้นี่แหละ...ที่มันเลยไม่ต่างอะไรไปจาก ยาถ่าย หรือ ยาบำรุง ที่ยากจะหา โอสถ ชนิดใดๆ มาเปรียบเทียบได้ คือไม่เพียงช่วยให้เกิดความปลอดโปร่ง โล่งสบาย ในการใช้ชีวิตในแต่ละวัน แต่ละชั่วโมง-นาที แต่อาจยังช่วยให้เกิดความคึกคักเข้มแข็ง ในแง่กำลังใจ จิตใจ จิตวิญญาณ แม้ว่าอวัยวะส่วนต่างๆ อันแทบไม่ต่างอะไรไปจากเสื้อผ้า หรือสิ่งที่สวมใส่เอาไว้ภายนอก มันจะเสื่อมโทรม ทรุดโทรม ลงไปถึงขั้นไหน การหันมาให้ความสนใจในเรื่อง พระ เรื่อง เจ้า เรื่องศาสนาในแต่ละศาสนา จึงเป็นอะไรที่เหมาะสมและสอดคล้องไปกับความแก่ หรือคนแก่ ไปด้วยประการฉะนี้...
ต่างไปจากเรื่อง การบ้าน-การเมือง หรือเรื่องของการช่วงชิง แก่งแย่ง การเอาชนะคะคานเพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลประโยชน์ ในรูปแบบต่างๆ ที่มันอาจกลายเป็น ของแสลง สำหรับบรรดาคนแก่ทั้งหลาย ชนิดต้องหาทางบริโภคให้พอเหมาะ พอควร จะยถา-วริวะหา ยถา-วริวะหน ยัดห่าโดยแทบไม่ต้องไปสน ว่า กินทุเรียน เข้าไปแล้วกี่เม็ด อันนี้...อาจถึงขั้นต้องอ้วกแตกตายเอาง่ายๆ!!! เพราะอวัยวะภายนอกในแต่ละส่วน มันอาจ ไม่พร้อม ที่จะรองรับความอยาก ความปรารถนา ความหิวกระหาย อันแทบไม่มีที่สิ้นสุดของบรรดามวลมนุษย์ ผู้ที่ต้องเกิด-ต้องตาย ต้องเกิดขึ้น-ตั้งอยู่-และดับไป ได้เลยแม้แต่น้อย...
ดังนั้น...สำหรับผู้ที่ไม่ได้คิดจะสนใจในเรื่องศาสนา เรื่องพระ เรื่องเจ้า มองเป็นแค่เรื่อง เครื่องมือทางจิตวิทยา ที่จะเอาไว้ใช้ปกครอง คนดี หรือ คนดีย์ ก็แล้วแต่ แต่สุดท้าย...ก็ด้วยกฎเกณฑ์ความเป็นไปทางธรรมชาตินั่นเอง ที่ทำให้ยังไงๆ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องยอมรับต่อ ข้อเสนอมิอาจปฏิเสธ หรือ ความเป็นจริงที่มิอาจปฏิเสธ ได้เลยแม้แต่น้อย หรือหนีไม่พ้นต้องยอมศิโรราบ ว่าอะไรต่อมิอะไรในทางศาสนา ไม่ว่าจะพุทธ-คริสต์-อิสลาม-ฮินดู ไปจนถึงโซโรอัสเตอร์ ฯลฯ โน่นเลย ล้วนแล้วแต่มี คำตอบ มี คำอธิบาย อันเนื่องมาจากการลงทุน-ลงแรง ของบรรดาท่าน ศาสดา แห่งศาสนาทั้งหลาย จนกลายเป็นสิ่งที่เหมาะสม สอดคล้อง กับมวลมนุษย์ไม่ว่าชาติไหน ภาษาไหน และไม่ว่ายุคใด สมัยใด อีกด้วยต่างหาก...
ด้วยเหตุนี้...แทนที่จะไปเสียเวล่ำ เวลา กับการเถียงกันไป-เถียงกันมา ในเรื่อง การบ้าน-การเมือง แบบชนิดคอเป็นเอ็น หรือแบบต้องตัดขาด แยกขาด ไปจากสายใยความผูกพันระหว่างพี่ๆ-น้องๆ เพื่อนฝูง-มิตรสหาย ไปจนถึงพ่อๆ-แม่ๆ และลูกๆ เอาเลยก็ยังมี สู้หันมาปรับเปลี่ยนความสนใจ จากเรื่องที่ไม่ได้เรื่อง-ไม่ได้ราว ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ ต่อตัวเองและผู้อื่นมากมายซักเท่าไหร่นัก มาสนใจในเรื่อง พระ เรื่อง เจ้า หรือเรื่อง ศาสนา ติดปลายนวมเอาไว้มั่ง น่าจะเข้าท่ากว่าเป็นไหนๆ ส่วนบรรดา ตัวละคร ที่เป็นเสมือนหนึ่ง มายาภาพ ทางการเมืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะ เกิดขึ้น ในรูปใด เงื่อนไขหนึ่ง-เงื่อนไขใดก็เถอะ สุดท้าย...มันก็คง ตั้งอยู่ และ ดับไป ตามกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติด้วยกันทั้งสิ้น ชนิดแทบไม่ต้องเสียเวลาไปออกเรี่ยว ออกแรง ดิ้นรนกระวนกระวาย สะบัดร้อน-สะบัดหนาว ให้ต้องเปลืองเนื้อ-เปลืองตัวโดยใช่เหตุ...
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทำดีย่อมได้ดี
ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม
ระบอบประชาธิปไตย...กำลังทำให้โลกพังพินาศ!!!
มาถึงขั้นนี้...ก็อาจพอถือเป็น ข้อสรุป ได้ ไม่มาก-ก็น้อย ว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะตาม มาตรฐานตะวันตก นั้น น่าจะไม่ใช่ระบอบปกครองที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุดแต่อย่างใด
'เมืองสแกมเมอร์' ฆ่าไม่ตาย?
วงประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะประธาน
อุบัติภัยใหญ่รอบสองปี 69 กำลังจะมา
หลังจากเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนตกใส่รถด่วนพิเศษที่ 21
เลวยันเงา
เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า
สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!
อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์

