
หากใครบางคนกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าของโรงแรม Jetwing ในเมืองจาฟฟ์นาโดยที่เขาไม่ได้เป็นแขกของโรงแรม ให้สันนิษฐานว่าเขาต้องการขึ้นไปดื่มเครื่องดองของเมาเป็นการเฉพาะ เพราะบนชั้นดาดฟ้าคือที่ตั้งของ Rooftop Bar และตามข้อมูลที่ผมได้รับนี่คือบาร์แห่งเดียวในตัวเมืองจาฟฟ์นา
คัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ระบุไว้ว่า การเสพของมึนเมาถือเป็นบาป ฉะนั้นในเมืองที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวฮินดูก็มักจะไม่มีการสนับสนุนให้มีผับ-บาร์ จาฟฟ์นาของศรีลังกาคือหนึ่งในนั้น
แม้ว่าในเขตตัวเมืองจะมีร้านจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้รับอนุญาตอยู่หลายร้าน แต่ก็เป็นร้านแบบซื้อกลับไปบริโภคที่บ้าน ร้านเหล่านี้จะลงท้ายด้วยคำว่า Wine Stores ซื้อขายไวน์ เหล้า เบียร์ ผ่านลูกกรงแบบร้านรับจำนำ นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารที่เสิร์ฟเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ (เท่าที่รู้) อีก 1 ร้าน ชื่อ Liquor Restaurant No.1 ตั้งอยู่ใกล้ๆ ป้อมจาฟฟ์นา ซึ่งคาดว่าใบอนุญาตคงมีราคาสูงลิ่ว และดูๆ ไปเป็นที่ดื่มกินของคนท้องถิ่นมากกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ
สำหรับโรงแรม Jetwing Jaffna บนถนน Hospital Rd. ตัดกับถนน Mahathma Gandhi Rd. ที่ผมเดินเข้ามาในช่วงเย็นของวันนี้ตั้งอยู่ห่างจากป้อมจาฟฟ์นาประมาณ 1 กิโลเมตร Jetwing เป็นโฮเทลเชนชื่อดังของศรีลังกา โรงแรม Jetwing Jaffna มีอีกชื่อคือ Jetwing Yarl และอันที่จริงเจ้าของคือ Yarl Hotels เป็นจอยต์เวนเจอร์ระหว่าง Jetwing และกลุ่มธนาคาร MMBL
คำว่า Yarl นี้เราจะเห็นได้ทั่วไปในจาฟฟ์นา เพราะชื่อเดิมของจาฟฟ์นา (Jaffna) คือ “ยาล” และยาลคือเครื่องดนตรีประเภทสาย ขึงเส้นลวดหรือเอ็นบนวัสดุที่ดัดหรือแต่งเป็นรูปโค้งคล้ายคันธนู ใช้มือดีดเพื่อให้เกิดเสียง ยาลมีหลายชนิด บางชนิดมีขนาดสูงถึง 6 ฟุต และใช้เส้นลวดถึง 1,000 เส้น

ตำนานที่บันทึกไว้มีอยู่ว่า นักดนตรีตาบอดนาม “วีระ ราฆวาน” แห่งอาณาจักรโจฬะจากอนุทวีปอินเดียได้เดินทางมายังตอนเหนือของศรีลังกา ชาวเมืองนิยมชมชอบความไพเราะในการดีด “ยาล” ของเขาเป็นอันมาก ความทราบไปถึงเจ้าเมืองทางเหนือของศรีลังกาในเวลานั้น จึงมีคนตามให้นักดนตรีตาบอดไปเล่นยาลให้เจ้าเมืองฟัง ซึ่งตามธรรมเนียมแล้วเจ้าเมืองไม่สามารถพบคนตาบอดได้ แต่ก็สามารถแก้ปัญหาโดยการขึงม่านกั้นระหว่างเจ้าเมืองและนักดนตรี
เจ้าเมืองพอใจฝีมือของนักดนตรีตาบอดเป็นอย่างมาก มอบที่ดินริมทะเลผืนใหญ่ (ไม่ห่างจากป้อมจาฟฟ์นาในปัจจุบัน) ให้เป็นรางวัล ต่อมานักดนตรีตาบอดกลับไปชักชวนญาติมิตรและเพื่อนบ้านในอินเดียตอนใต้ให้เดินทางมาตั้งรกรากในเขตที่ดินที่ได้รับจากเจ้าเมือง เขตดังกล่าวจึงถูกเรียกว่า “ยาลปานัม” หรือเมืองของนักเล่นยาล
ยาลปานัมเขียนเป็นภาษาโรมันว่า Yarlpanam หรือ Yalpanam ภาษาพูดของ Yalpanam คือ Yappanam พอโปรตุเกสเข้ายึดตอนเหนือของศรีลังกา พวกเขาเรียกเพี้ยนเป็น Jaffna เพราะ Y และ J ใช้แทนกันได้ เช่นเดียวกับ pp และ ff ส่วนตัวสะกด m ก็ถูกตัดออกไป
เพราะฉะนั้น Yarl หรือ Yal ก็คือ “Jaffna” และในหมู่ชาวทมิฬก็ยังมีคนเรียกเมืองหลวงของจังหวัดนอร์เทิร์นแห่งนี้ว่าเมืองยาล ชื่อโรงแรมและร้านรวงจำนวนมากตั้งชื่อว่า “ยาล” รวมทั้งโฮสเทลที่ผมพัก

กลับมาที่โรงแรม Jetwing Jaffna ของเรากันอีกครั้ง ชั้นดาดฟ้าของโรงแรมคือร้าน Rooftop Bar เป็นสถานที่ดื่มกินของนักท่องเที่ยว ทั้งจากภูมิภาคอื่นของศรีลังกาและนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงคนที่อยากมาเจอนักท่องเที่ยวต่างชาติ
หนุ่มศรีลังกา 2 คนนั่งคุยอยู่กับฝรั่งชาย-หญิงคู่หนึ่งตอนที่ผมเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะใกล้ๆ เคาน์เตอร์บาร์ สั่งเบียร์ Lion ขนาด 1 ไพนต์ ส่วนกับแกล้มคือไข่เจียวมาซาล่าและปลาทูน่าทอดสมุนไพร ฝรั่งคู่นั้นเช็กบิลลุกออกไปจากร้าน หนุ่มศรีลังกา 2 คนกลับไปนั่งที่โต๊ะของพวกเขา แล้วหนึ่งในนั้นซึ่งเป็นคนที่พูดมากหันมาทักผม เขาคนนี้พูดมากก็จริง แต่แทบไม่พูดภาษาอังกฤษ ผมสังเกตเห็นตอนที่พวกเขานั่งคุยกับฝรั่ง เพื่อนอีกคนทำหน้าที่ล่ามคอยแปล
ผมจิบเบียร์ไปได้เพียงนิดเดียว กับแกล้มอีกหน่อย คนพูดมากก็ยกจานไก่ทอดของเขามาให้ผม บอกว่า “สะอาด กินได้เลย” เขากลับไปนั่งได้ไม่ถึงนาทีก็เดินกลับมาใหม่ นั่งลงที่เก้าอี้ด้านขวามือของผม อีกคนเดินมากล่าวขอโทษแทนเพื่อนของเขา แล้วชวนกันกลับไปนั่งที่เดิม แต่คนพูดมากก็ลุกมานั่งที่โต๊ะผมอีก ฝ่ายเพื่อนคงเห็นว่าห้ามยังไงก็ไม่ฟังแน่ ลุกตามมานั่งด้วย ประกบผมซ้าย-ขวา สารภาพว่าผมไม่อยากให้พวกเขามายุ่งด้วยเลย ทั้งเพราะกลัวโควิด และรังเกียจพฤติกรรมบางอย่างของหนุ่มคนพูดมาก แต่จะให้ทำไงได้ นี่มันบ้านของพวกเขา
คุยไปคุยมาจึงทราบว่าพวกเขาอายุ 27 ปีเท่ากัน ทั้งคู่เป็นชาวทมิฬ คนพูดมากชื่อประกิต อีกคนชื่อคีรี พวกเขาขี่มอเตอร์ไซค์กันมาดื่มที่นี่โดยถือหมวกกันน็อกขึ้นมาด้วย ผมสังเกตเห็นหลายครั้งว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์ในศรีลังกาจะไม่ปล่อยให้หมวกกันน็อกห่างจากตัว บางคนขี่มอเตอร์ไซค์ไปตกปลา จอดมอเตอร์ไซค์ไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ แต่ขณะตกปลาก็ยังสวมหมวกกันน็อก ได้ความว่าหากอยู่ห่างกาย หมวกกันน็อกจะหายเอาง่ายๆ และหมวกกันน็อกของพวกเขาล้วนแล้วแต่มีขนาดใหญ่ คลุมทั้งศีรษะและลำคอ ไม่เหมือนในบ้านเราที่หลายคนชอบสวมใบเล็กๆ เปิดหน้า เปิดคอ กันอะไรแทบไม่ได้ นอกจากกันตำรวจ
คีรีทำงานเป็นคนขับรถส่งของอยู่ที่กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ กลับมาเยี่ยมบ้านเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี ที่ฟินแลนด์เขาเข้าผับบาร์เป็นว่าเล่นจึงมีภูมิต้านทาน ไม่เมาง่ายๆ เหมือนประกิต เขาทั้งคู่ดื่มเท่าๆ กัน แต่ประกิตเมามากกว่าหลายเท่า คีรีกล่าวขอโทษหลายครั้งที่ประกิตรบกวนผม และเขาก็ไม่สามารถลากให้เพื่อนกลับไปนั่งโต๊ะได้ พนักงานของร้านเดินผ่านไปมาก็มองเชิงตำหนิ แต่ไม่กล้าตักเตือน คีรีบอกผมว่าพ่อของประกิตค่อนข้างมีอิทธิพล และหากว่าผมมีเรื่องมีราว หรือถูกตำรวจจับในจาฟฟ์นาแล้วล่ะก็ โทรหาประกิตได้ทันที
ประกิตขอเบอร์โทรศัพท์ผมไปและกดหมายเลขโทรเข้าเครื่องของผม เขาบอกให้ผมโทรหาในวันพรุ่งนี้ เขาจะไปรับผมจากโฮสเทลไปกินข้าวที่บ้าน
“แม่ผมทำอาหารอร่อย” คีรีแปลให้ฟัง เขายังเสนอว่ามีสาวๆ จะแนะนำให้รู้จัก
พอเห็นว่าผมไม่มีท่าทีกระตือรือร้นหรือสนใจสาวๆ ศรีลังกาเป็นพิเศษ คีรียิงคำถามว่า “คุณไม่ชอบผู้หญิงศรีลังกา เพราะว่าพวกเธอผิวดำใช่มั้ย?” ผมขอให้เขาพูดว่าผิวคล้ำ ไม่ใช่ผิวดำ คีรียืนยัน “ผิวดำน่ะถูกแล้ว โอเคคุณจะให้คำตอบได้หรือยัง” ผมตอบว่าถ้าสวยก็ชอบ เขาจ้องยิ้มๆ แล้วพูดว่า “คุณไม่ชอบผู้หญิงศรีลังกา เพราะพวกเธอผิวดำ” ผมจนใจ ตอบไปว่า “แล้วแต่จะคิด” แล้วผมก็นึกถึงผู้หญิงศรีลังกาคนนั้นที่เจอในรถไฟระหว่างการโดยสารจากโคลัมโบ-อนุราธปุระ เธอผิวคล้ำแต่สวยมาก ปลายทางของเธอวันนั้นคือ Kankesanturai สถานีเหนือสุดของศรีลังกา
เบียร์ของพวกเขาหมดลง คีรีชวนประกิตกลับ แต่เพื่อนเมาพูดไม่รู้เรื่อง และพูดน้ำลายกระเซ็น ผมนุ่งกางเกงขาสั้นก็รู้สึกได้ว่ากระเซ็นมาโดนแถวหน้าแข้ง 2-3 ครั้ง หมอนี่ยังถ่มน้ำลายลงในกระถางต้นไม้ข้างๆ โต๊ะอีกต่างหาก เขาไม่ยอมกลับและบอกว่าบุหรี่หมด อยากสูบบุหรี่ต่อ คีรีผู้มีเงินมาจากฟินแลนด์บอกผมว่าต้องพาหมอนี่มาเลี้ยงแทบทุกวันตั้งแต่กลับมา แต่วันนี้เงินสดเขาหมดลงแล้ว ประกิตขอให้ผมซื้อบุหรี่ให้ ผมคิดว่าซื้อให้แล้วพวกเขาจะลุกไป แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาอยากดื่มเบียร์ต่อ คีรีขอ Lion เหมือนผม ส่วนประกิตขอ Carlsberg ซึ่งแพงกว่า
ผมเรียกเช็กบิลเพื่อแสดงให้เห็นว่ากำลังจะกลับ ค่าบุหรี่ของประกิต 2,300 รูปี ซึ่งเป็นราคามากกว่าครึ่งของบิล 4,000 รูปีก่อนภาษีและเซอร์วิสชาร์จ ผมไม่รู้เลยว่าบุหรี่ในศรีลังกาจะแพงขนาดนี้ 2,300 รูปีคิดเป็นเงินไทยประมาณ 400 บาท วันต่อมาจึงรู้ว่าราคาของบุหรี่จากร้านจำหน่ายในเมืองจาฟฟ์นาตกซองละ 1,400 รูปี ซึ่งคิดเป็นเงินไทยราว 230 บาท
เหล้าและเบียร์ของศรีลังการาคาถูกกว่าบ้านเราอยู่นิดหน่อย แต่บุหรี่แพงกว่ามาก จึงไม่แปลกใจที่บางร้านมีบุหรี่แบ่งขายเป็นมวน คืนหนึ่งในกรุงโคลัมโบ คนขับตุ๊กๆ ที่ผมชวนไปดื่มสั่งบุหรี่จากบริกรมาสูบให้รางวัลตัวเอง 1 มวน ผมนึกว่าเขาขอ พอถามจึงรู้ว่าซื้อ

เป็นผมที่ลุกออกจากร้านไปก่อน 2 หนุ่มทมิฬ แวะซื้อเบียร์ Lion อีก 1 กระป๋องยาว ระหว่างทางกลับ Yaarl Hostel บนถนน Stanley Rd. ซูเฟียน-หนุ่มจอร์แดนเพื่อนร่วมห้องดอร์มนั่งดื่มเบียร์อยู่แล้วและกำลังสูบพันลำ ชัตติ-หนุ่มทมิฬผู้ดูแลโฮสเทลและควบตำแหน่งครูฝึกในยิมออกกำลังกายเข้ามาสมทบ หมดเบียร์ผมหยิบ Tamnavulin ออกมาจากกระเป๋าเป็นครั้งแรกหลังจากเปิดดื่มที่เมืองนีกัมโบเมื่อราว 10 วันก่อนหน้านี้
ชัตติอาสาไปเอาแก้วจากในครัว ผมขอให้เขาหยิบมาเผื่อตัวเขาเองด้วย แต่เขาหยิบมาเพียง 2 ใบ ผมรินใส่แก้วทั้ง 2 ใบ ประมาณใบละ 2 ช็อต ยื่นใบหนึ่งให้ซูเฟียน เขาจิบแล้วส่งต่อให้ชัตติ บอกว่า "ไอไม่ใช่แฟนวิสกี้" ส่วนชัตติรับไปแล้วซดรวดเดียวหมดแก้ว ผมเกือบพูดออกไปว่า “อย่าดื่มซิงเกิลมอลต์แบบนั้น” แก้วต่อๆ มาเขาก็ดื่มจนแห้งแบบรวดเดียว ทำให้ผมคิดว่าวิสกี้ขวดนี้ไม่น่าจะอยู่จนจบทริปตามแผนที่วางไว้ (และก็เป็นเช่นนั้น คืนต่อมาชัตติซดเอาๆ จนเกลี้ยงขวด)
ก่อนนอนชัตติถามว่าพรุ่งนี้เช้าต้องการกาแฟหรือชา ทั้งผมและซูเฟียนตอบกาแฟเหมือนกัน และเวลาประมาณ 8 โมงเช้า เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น ผมหันไปทางเตียงของซูเฟียน เขาไม่ขยับตัว ผมเดินออกไปเปิดประตู ชัตติถือแก้วกาแฟร้อนทั้งมือซ้ายและมือขวา ผมนึกว่าเขาจะเตรียมไว้ในห้องครัว นี่เล่นเสิร์ฟกันถึงเตียงนอนเลยทีเดียว เป็นกาแฟสำเร็จรูปใส่ครีมเทียมและน้ำตาล ผมจำต้องดื่มเพราะรู้แล้วว่าในจาฟฟ์นาหากาแฟดื่มได้ยากเย็นขนาดไหน
เมื่อตอนบ่ายวานนี้ ผมเดินหาร้านกาแฟยังไงก็ไม่เจอ ชัตติแนะนำร้านเบเกอรี่ชื่อ Rolex’s Bake Mart มีขนมปัง เค้ก และเบเกอรี่หลากหลาย รวมถึงกาแฟชงสำเร็จรูปพร้อมดื่มแบบกดจากถังของ “เนสที” หวานจนอยากบ้วนทิ้ง เข้าซูเปอร์มาร์เก็ตชื่อ Cargills สาขาใกล้ที่พัก มองหากาแฟกระป๋อง แต่ไม่มี ลุง รปภ.เดินมาช่วยหา แกชี้ไปที่สินค้ากล่องขนาด 1 ลิตรเขียนว่า Cold Coffee แต่พอซื้อมาเปิดดื่มที่โฮสเทลก็พบว่าเป็นเพียงนมวัวรสกาแฟ จึงสรุปกับตัวเองได้ว่าถ้าอยากดื่มกาแฟ (แบบที่อยากดื่ม) ก็คงต้องไปที่โรงแรม Jetwing Jaffna เพียงแต่ว่าต้องเดินประมาณ 1 กิโลเมตร

ซูเฟียนตื่นมาดื่มกาแฟแล้วตามผมขึ้นไปยังห้องครัว ชัตติทำทุกอย่างให้พวกเรา ทั้งเตรียมขนมปัง เนย+แยม ทอดไข่เจียว และแล้วเราก็ได้พบกับสตรีผู้ทำให้ซูเฟียนต้องย้ายไปนอนห้องเดียวกับผม เธอเป็นสาวเยอรมัน ผิวขาว ผมสีบลอนด์ ตัวสูง หุ่นออกไปทางอวบ ใบหน้าสวย หน้าอกโต และไม่ใส่ยกทรง คะเนอายุประมาณ 25 ปี
ผมมีขนมปังโฮลเกรนที่ซื้อมาจาก Rolex วานนี้ แบ่งให้เธอครึ่งหนึ่ง นมรสกาแฟยกให้เธอทั้งหมด กล้วยหอมเหลืออยู่ 2 ลูกก็ให้เธอไป เชื่อหรือไม่ เธอฟาดเกลี้ยงทุกอย่าง เห็นเธอกินจุอย่างนี้ก็คิดว่าน่าจะเป็นเด็กกำลังโต ผมต้องเดาอายุใหม่ ไม่แน่เธออาจยังไม่ถึง 20
เคลาเดีย คือชื่อที่ผมเรียกเธอ เป็นชื่ออ้างอิงที่ผมใช้เรียกผู้หญิงเยอรมันผมบลอนด์เกือบทุกคน มาจาก “เคลาเดีย ชีฟเฟอร์” อดีตนางแบบชื่อดัง เธอแปลกใจที่ผมมั่วได้ใกล้เคียง เพราะเคลาเดียเป็นชื่อกลางของเธอ ส่วนชื่อหน้าคือ “ฮันนาห์”
วันนี้ฝนตกลงมาตั้งแต่เช้า แผนการของผมวันนี้คงต้องพับไว้ก่อนจนกว่าฝนจะหยุด ซูเฟียนก็เช่นกัน แต่ไม่ใช่ฮันนาห์ เธอขอร่มจากชัตติออกเดินชมเมือง ภารกิจตามหาร้านกาแฟของผมยังคงล้มเหลวอีกวัน ตอนบ่ายก็ไปลงเอยที่ Rolex’s เหมือนเดิม
มีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้น วานนี้ผมซื้อขนมปังโฮลเกรน 1 แพ็ก ราคา 100 รูปี กาแฟหวาน 20 รูปี วันนี้แคชเชียร์หนุ่มคิดราคาโฮลเกรนแค่ 65 รูปี ส่วนกาแฟหวานเพิ่มเป็น 50 รูปี วันต่อมาซูเฟียนไปซื้อขนมร้านนี้ เขาบอกว่าแคชเชียร์สำรวจใบหน้าแล้วจึงค่อยคิดเงิน แสดงว่าราคาสินค้าในร้านขึ้นอยู่กับอารมณ์และระดับความพึงพอใจของแคชเชียร์ล้วนๆ
เวลาเกือบ 5 โมงเย็น ฮันนาห์กลับมา เธอแวะทักผมและซูเฟียนที่เปิดประตูห้องเอาไว้ บอกว่าเดินไปโน่นไปนี่มาตั้งหลายที่ เดินไกลหลายกิโล เดินจนเดินไม่ไหวก็เรียกตุ๊กๆ ทำให้ผมและซูเฟียนรู้สึกอับอายที่เป็นชายอกสามศอก แต่มีความกล้าน้อยนิด สู้ผู้หญิงอายุน้อยก็ไม่ได้ ยอมแพ้ให้กับฟ้าฝน ไม่ไปไหนไกลนอกจากหาของกินกับอยู่ในที่พัก
พอฮันนาห์เข้าห้องของเธอไป ผมและซูเฟียนก็มองหน้ากัน ลงความเห็นว่าควรเดินลงไปยังชั้นล่างและออกจากที่พักอย่างเร่งด่วน ส่วนจะไปไหนค่อยตัดสินใจ
ก่อนที่จะถูกเด็กสาวหัวเราะเยาะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
น้ำท่วมทีไร การเมืองมาเต็ม!
วันเสาร์ผมเข้าเวรทำข่าวตั้งแต่หกโมงเช้าครับ แล้วก็นั่งอยู่กับเรื่องฝนเรื่องน้ำไปเกือบทั้งวัน
แด่...อาจารย์ 'ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์'
ไปซะแล้วอีกราย!!!...อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก
งานเลี้ยงเลิกรา
สัปดาห์สุดท้ายปลายเดือนกันยายน ช่วงเวลาแห่งการเกษียณอายุราชการประจำปี 2569 แวดวง “สีกากี” ปีนี้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมพล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง
สัญญากันเก่ง…แล้วทำยังไงล่ะ?
มีข้อความหนึ่งส่งเข้ามาพร้อมไฟล์ Word ครับ เจ้าของข้อความใช้นามว่า “ผู้หญิงธรรมดา” และลงชื่อท้ายไว้ว่า “เจี๊ยบ”
'เสรีพิศุทธ์-เรวัช' เลือกใครดี?
วันนี้มีซองหลงทางครับ ไม่ได้มาทางอีเมล ไม่ได้เข้าทาง Inbox แต่ผมไปเจอเข้าเองตอนเลื่อนเฟซบุ๊ก
วันนี้…สวัสดีกันหรือยัง
เมื่อวานบอกว่าจะขอหยุดอยู่โลกใบนี้สักวัน วันนี้ก็ยังอยู่ครับ ไม่ได้กลับไปสามโลกกับคุณปิยะแล้ว

