พลิกจากติดลบสู่‘ภาวะฟื้นตัว’

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในวันนี้ยังคงซบเซาไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาขยายตัวได้ โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ตลาดที่อยู่อาศัยในประเทศไทยยังคงเผชิญกับความผันผวนและความท้าทายหลายด้าน ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศ ทั้งเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้กำลังซื้อชะลอตัวลง การเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ รวมถึงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน และสถานการณ์โลก ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและการตัดสินใจลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ราคาที่อยู่อาศัยยังมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านแนวราบ เช่น บ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ขณะที่คอนโดมิเนียมในเขตเมืองเริ่มมีสัญญาณการชะลอตัว ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของดีมานด์ในแต่ละกลุ่มประชากร และกำลังซื้อที่เปลี่ยนไป

ดังนั้นจากปัจจัยลบต่างๆ นั้น อนันต์กร อมรวาที นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน หรือ HBA ระบุว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาตลาดบ้านสร้างเองมีมูลค่า 96,000 ล้านบาท 2568 ลดลงกว่า 10% เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก 2567 ที่มีมูลค่า 107,000 ล้านบาท โดยกรุงเทพฯ และปริมณฑลยังคงครองสัดส่วนอันดับ 1 อยู่ถึงแม้ว่ามูลค่าจะลดลง 5%

ขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลัง 2568 นั้น ตลาดรับสร้างบ้านเริ่มปรับเข้าสู่ภาวะฟื้นตัวจากที่ติดลบ 15% ในไตรมาสแรกสู่การติดลบลดลงเหลือ 10% ในไตรมาสที่ 2 ซึ่งเป็นบวกจากการจัดกิจกรรมกระตุ้นกำลังซื้อผ่านอีเวนต์แรกของปีนี้ คืองาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2025” เมื่อ 12-16 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากนอกจากนี้ยังมีอีก “6 แรงส่ง” ที่สำคัญต่อการกระตุ้นให้ภาพรวมตลาดครึ่งปีหลัง 2568 เริ่มกลับมาคึกคักมากขึ้นทั้งในตลาดกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด โดยเฉพาะตลาดต่างจังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง นครราชสีมา เชียงใหม่ และภูเก็ต โดยธุรกิจรับสร้างบ้านยังสามารถไปต่อได้ในครึ่งปีหลัง 2568 มาจาก 6 ตัวเร่งที่สำคัญ ดังนี้ 1.ความต้องการสร้างบ้านของกลุ่มลูกค้าที่มีที่ดินอยู่แล้ว มีเงินออม พร้อมที่จะปลูกสร้างบ้าน ยังมีความต้องการอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ค่อยผันผวนเหมือนกับตลาดอสังหาริมทรัพย์

2.การรับรู้แบรนด์บริษัทรับสร้างบ้านที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ ทำให้ผู้บริโภคเชื่อมั่นและมั่นใจในการใช้บริการของสมาชิกสมาคมฯ มากกว่าผู้รับเหมาทั่วไป โดยพิจารณาได้จากมาตรฐานงานก่อสร้างที่ชัดเจน สัญญาว่าจ้างที่รัดกุม การให้บริการหลังการขายแบบครบวงจร และสำคัญที่สุดคือ สร้างบ้านแล้วได้บ้าน ไม่มีปัญหาเรื่องทิ้งงาน, 3.บริษัทสมาชิกในสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านยังไม่ปรับราคาขึ้น จึงเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่จะสร้างบ้านใหม่ในราคาเดิม แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีการปรับขึ้นค่าแรงไปแล้วก่อนหน้านี้ ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างก็มีแนวโน้มปรับราคาขึ้นในอนาคต

4.เป็นช่วงไฮซีซัน (High Season) ของตลาดรับสร้างบ้าน จากการเก็บสถิติของบริษัทรับสร้างบ้านช่วงไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ผู้บริโภคตัดสินใจจองปลูกสร้างบ้านในช่วงนี้, 5.ได้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ สามารถกู้ได้ 100% จากธนาคารพันธมิตร และ 6.สมาคมมีการจัดงานแฟร์ในไตรมาส 3 เพื่อกระตุ้นตลาดโดยตรง จัดเต็มโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน โดยเฉพาะในงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025” ที่มาครบทั้งส่วนลดสุดพิเศษ อัปเกรดวัสดุพรีเมียม ของแถมอีกมากมาย พร้อมลุ้นรับทองคำแท่งมูลค่ากว่า 4 แสนบาทเมื่อจองปลูกสร้างบ้านภายในงาน

“ตลาดรับสร้างบ้านครึ่งปีหลัง 2568 จะยังเติบโตต่อไปได้ เพราะไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไรบ้านยังคงเป็นปัจจัย 4 ที่สำคัญ และเป็นเรียลดีมานด์ ซึ่งการที่ผู้บริโภคได้มาชมงานรับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025 ถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้บริโภคที่กำลังวางแผนสร้างบ้าน พร้อมพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายบริษัท ผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าบ้านที่กำลังวางแผนสร้างจะเสร็จตามที่ตั้งใจ และมีมาตรฐานก่อสร้างที่เชื่อถือได้” อนันต์กร กล่าว

อย่างไรก็ตาม งาน ‘รับสร้างบ้านและวัสดุ EXPO 2025 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 10-14 กันยายน 2568 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 6 ซึ่งปีนี้มาในคอนเซปต์ “สร้าง-อยู่-ดี” ซึ่งการจัดงานในปีนี้จะมีความพิเศษมากกว่าทุกปี โดยจะพบกับข้อเสนอที่ไม่ควรพลาดจาก 30 บริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำจากทั่วประเทศและบริษัทวัสดุก่อสร้างชั้นนำ พร้อมทั้งลุ้นรับทองคำแท่งมูลค่ากว่า 4 แสนบาท ส่วนลดพิเศษ 10,000 บาท และ Gift Voucher จากกลุ่มวัสดุก่อสร้างอีกมากมายที่เตรียมมามอบให้สำหรับลูกค้าที่จองปลูกสร้างบ้านในงานเท่านั้น รวมทั้งสินเชื่ออัตราพิเศษจากสถาบันการเงินชั้นนำที่จะช่วยให้การขอสินเชื่อปลูกสร้างบ้านเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น คาดตลอด 5 วันของการจัดงานจะมียอดผู้ชมงานกว่า 11,000 คน และตั้งเป้ายอดขาย 4,500 ล้านบาท แบ่งเป็น ยอดจองสร้างบ้านภายในงาน 3,000 ล้านบาท และยอดติดตามหลังงานอีก 1,500 ล้านบาท.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง