ก้าวสู่ยุคคุณภาพเพื่อสิ่งแวดล้อม

จากโครงสร้างประชากรและลักษณะครัวเรือนของไทยกำลังเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลต่อความต้องการที่อยู่อาศัยในปัจจุบันและอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยโครงสร้างครอบครัวไทยที่พบมากที่สุดคือ ครอบครัวเดี่ยว ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 53.65% ในปี 2565 ในขณะที่ครอบครัวขยายมีสัดส่วนเพียง 13.15% นอกจากนี้ ขนาดครัวเรือนเฉลี่ยทั่วประเทศก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอยู่ที่ประมาณ 3.2 คนต่อ 1 ครัวเรือน ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีจำนวนผู้สูงอายุมากถึง 12.5 ล้านคน สวนทางกับอัตราการเกิดที่ติดลบนับตั้งแต่ปี 2564

ดังนั้น กลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการสร้างบ้านเองส่วนใหญ่ ยังคงเป็นกลุ่มที่มีที่ดินเปล่าเป็นของตนเอง และพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความละเอียดอ่อน มีการปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง จากสภาพเศรษฐกิจที่ผันผวน รวมถึงยังพบว่าผู้บริโภคกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรขนาดใหญ่ ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัล แม้ว่ากลุ่มนี้จะมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์แบบใหม่ เช่น การทำงานที่บ้าน แต่กลับเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด เนื่องจากเป็นกลุ่มที่กำลังสร้างตัวและมีรายได้ยังไม่สูงมากนัก ส่งผลให้หลายคนต้องชะลอการตัดสินใจสร้างบ้านออกไป

นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้างทำให้ผู้บริโภคต้องปรับเปลี่ยนแผนเพื่อควบคุมงบประมาณ การปรับตัวส่วนใหญ่ทำได้โดยการเลือกปรับลดวัสดุตกแต่ง หรือการออกแบบบางส่วนที่มีราคาแพงลง แต่ยังคงเลือกใช้วัสดุสำหรับงานโครงสร้างไว้ตามเดิม การกระทำนี้สะท้อนให้เห็นว่าในสถานการณ์ที่ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย ผู้บริโภคยังคงให้ความสำคัญกับความมั่นคงและคุณภาพของบ้านในระยะยาวเหนือกว่าความสวยงามภายนอก ซึ่งเป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ

นายนิรัญ โพธิ์ศรี นายกสมาคมไทยรับสร้างบ้าน (Thai Home Builders Association : THBA) ยังชี้ให้เห็นอีกว่า เทรนด์บ้านยั่งยืนและประหยัดพลังงานกำลังได้รับความสนใจอย่างก้าวกระโดดจากผู้บริโภค โดยผลสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้บริโภคกว่า 90% ให้ความสำคัญกับบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และกว่า 80% ยินดีที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อบ้านที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ การตัดสินใจนี้ได้รับแรงผลักดันจากความตระหนักต่อภาวะโลกร้อน (Climate Change) ที่มากขึ้น รวมถึงความต้องการที่จะลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น

โดยองค์ประกอบสำคัญของบ้านประหยัดพลังงานที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ ได้แก่ การออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรม : การจัดวางตัวบ้านตามทิศทางลมและแสงแดด และการสร้างพื้นที่สีเขียวรอบบ้าน ช่วยลดอุณหภูมิและลดการใช้พลังงานได้, การใช้พลังงานทางเลือก : ผู้บริโภคกว่า 50% ต้องการบ้านที่มีระบบหลังคาโซลาร์เซลล์ (Solar Rooftop) เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าใช้เอง และ การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่เหมาะสม : การเลือกใช้วัสดุที่ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนจากภายนอกเข้าสู่ภายในบ้าน เช่น อิฐมวลเบา, ฉนวนกันความร้อน (ฉนวนใยแก้ว, PU FOAM, PE FOAM), กระจกสะท้อนความร้อน และหลังคาเย็น (Cool Roof) สามารถช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้านและลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว

ประกอบกับแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุ ความต้องการบ้านที่ออกแบบเพื่อรองรับผู้สูงอายุจึงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การออกแบบบ้านในลักษณะนี้จะเน้นไปที่ความปลอดภัยและความสะดวกสบายของผู้สูงอายุเป็นหลัก หลักการสำคัญที่ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญ ตัวอย่างเช่น พื้นผิวกันลื่น : ควรเลือกใช้วัสดุปูพื้นที่มีผิวสัมผัสไม่ลื่นและไม่มีลวดลายมากเกินไปจนทำให้รู้สึกเวียนหัว, ทางลาดและพื้นเรียบ : ควรหลีกเลี่ยงการมีพื้นต่างระดับ และหากจำเป็นต้องมี ควรทำทางลาดเชื่อมต่อเพื่อป้องกันการสะดุดล้, ราวจับ : ควรติดตั้งราวจับตามบันได ทางเดิน และในห้องน้ำ เพื่อช่วยพยุงตัว

และ แสงสว่างและสวิตช์ไฟ : ควรมีแสงสว่างที่เพียงพอและสม่ำเสมอทั่วทั้งบ้าน โดยเฉพาะในบริเวณที่ใช้งานบ่อย และควรใช้สวิตช์ไฟขนาดใหญ่ที่สามารถเรืองแสงในที่มืดได้, ห้องนอนและห้องน้ำ : ควรจัดให้ห้องนอนของผู้สูงอายุอยู่บนชั้นล่างและมีห้องน้ำในตัว หรืออยู่ใกล้กับห้องน้ำมากที่สุดเพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังพบว่าเทรนด์การเพิ่มขึ้นของประชากรโสด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายที่มีความต้องการบ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เฉพาะบุคคลที่แตกต่างออกไปจากครอบครัวทั่วไป

ดังนั้น นายสิทธิพร สุวรรณสุต กรรมการกิตติมศักดิ์ สมาคมไทยรับสร้างบ้าน กล่าวเสริมว่า จากพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค ผู้ประกอบการในตลาดรับสร้างบ้านจึงควรปรับกลยุทธ์การแข่งขันมาสู่การสร้างคุณค่าและคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการ แทนการแข่งขันด้วยต้นทุนต่ำและราคาต่ำที่ไม่ตอบโจทย์ผู้บริโภค หรือยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัยได้ตามต้องการ ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรนำมาใช้ในการปรับตัวและแข่งขัน.

 

บุญช่วย ค้ายาดี 



เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

แปลงเกษตรสู่ฐานชีวภาพ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศ “เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน ประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับเพียงการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่กำลังเร่งสปีดสู่การเป็น “อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ” (Bio-based Industry) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล

สงกรานต์ส่อแววหงอย

เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี บรรยากาศแห่งความสุขและการรอคอยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กับเทศกาล “สงกรานต์” หรือ วันปีใหม่ไทย ถือเป็นช่วงเวลาของวันพักผ่อนหยุดยาวที่หลายคนเฝ้ารอ

ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต

เริ่มต้นเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ดูเหมือนจะมีวิกฤตให้รับมือกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคจะขยายวงมากขึ้น

‘ตลาดที่อยู่อาศัย’ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด

ในปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากความไม่แน่นอนของภาวะการเงินโลก ต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจในหลายประเทศ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงอยู่ในกรอบที่ระมัดระวังมากขึ้น