
เริ่มต้นเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ดูเหมือนจะมีวิกฤตให้รับมือกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เลยมีข้อมูลที่น่าสนใจด้านการท่องเที่ยวอยากมาบอกต่อ อย่าง นางสาวณีรนุช ไตรจักร์วนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มาคาเลียส ประเทศไทย จำกัด ระบุว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่อ่อนไหวต่อสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์มากที่สุด เนื่องจากพึ่งพาการเดินทางระหว่างประเทศและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นหลัก ดังนั้น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้น กระทบต่อราคาค่าโดยสารเครื่องบินและต้นทุนการดำเนินธุรกิจ รวมถึงทำให้การตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวบางกลุ่มชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดระยะไกลและตลาดกำลังซื้อสูง
อย่างไรก็ตาม ตลาดนักท่องเที่ยวในประเทศยังคงเป็นฐานสำคัญที่สามารถพยุงอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยมีจำนวนมากกว่า 200 ล้านคน-ครั้งต่อปี และสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของรายได้รวมภาคการท่องเที่ยว ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าตลาดในประเทศไม่ใช่เพียงกลไกระยะสั้นในยามวิกฤต แต่เป็นเครื่องยนต์หลักที่สามารถเสริมเสถียรภาพให้กับระบบเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยได้ หากได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ภาคเอกชนและผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรเร่งปรับกลยุทธ์โดยให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศมากขึ้น ด้วยการกระจายความเสี่ยงตลาด ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งในสัดส่วนสูงเกินไป และเสริมความแข็งแรงของตลาดในประเทศอย่างจริงจัง พร้อมทั้งพัฒนาโมเดลการจองแบบยืดหยุดกำหนดเงื่อนไขเลื่อนหรือยกเลิกได้ เพื่อลดความลังเลของนักเดินทางในช่วงที่สถานการณ์โลกผันผวน รวมถึงการโฟกัสกลุ่มลูกค้าคนไทย พัฒนาแพ็กเกจที่พักแบบ Staycation, Workation และ Family Travel ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคไทย สร้างประสบการณ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม
ในส่วนของภาครัฐ จำเป็นต้องเร่งดำเนินมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง การจัดกิจกรรมสัมมนาและการเดินทางขององค์กรภาคเอกชน ตลอดจนจัดมาตรการเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการที่อาจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พร้อมกันนี้ควรมีการสื่อสารเชิงรุกในระดับประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผู้บริโภคและยืนยันภาพลักษณ์ความปลอดภัยของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นปัจจัยปกติ การสร้างความแข็งแรงจากฐานในประเทศคือยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องดำเนินการทันที การรอให้ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงก่อนแล้วจึงออกมาตรการ อาจทำให้การฟื้นตัวใช้เวลานานกว่าที่ควร ดังนั้น การเสริมความแข็งแกร่งของตลาดท่องเที่ยวภายในประเทศควรถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวควบคู่กับการขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในอนาคต
รวมถึง อโกด้า ก็มีเทรนด์ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความยั่งยืน นักเดินทางชาวไทย 36% ระบุว่า ต้องการช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ป่าไว้สำหรับอนาคต รองลองมา 27% ต้องการให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์โดยตรงต่อชุมชนและธุรกิจท้องถิ่น อีก 22% ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับสถานที่ และ 16% ของนักเดินทางชาวไทย ระบุว่า ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปล่อยคาร์บอนให้น้อยลงในการเดินทาง สะท้อนให้เห็นว่านักเดินทางชาวไทยมองความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนท่องถิ่น
นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอีกว่า นักเดินทางชาวไทยให้ความสนใจประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ผสมผสานความสนุกกับการสร้างผลกระทบเชิงบวก โดย 43% สนใจทัวร์และกิจกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นมากที่สุด ตามมาด้วยการเดินทางที่เปิดโอกาสให้สามารถร่วมดูแลธรรมชาติและชุมชน 25% ขณะเดียวกัน 18% ให้ความสำคัญกับตัวเลือกการเดินทางที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และ 15% มองหาที่พักที่ได้รับการรับรองด้านความยั่งยืน สะท้อนความต้องการตัวเลือกการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมตลอดทั้งการเดินทาง.
รุ่งนภา สารพิน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?
ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"
กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก
โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง
สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว
เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?
เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”
หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย
ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย
เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก
ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

