
แม้ว่านโยบายของพี่เบิ้มสหรัฐจะไม่เอาด้วยกับความพยายามของโลกในการลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก แต่ความต่อเนื่องที่มุ่งสู่พลังงานสะอาดในที่อื่นก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ EU ยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายเดิม คือ ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO2 เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางสภาพภูมิอากาศ (Climate Neutrality) ภายในปี 2050 โดยมีมาตรการหลักคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 55% ภายในปี 2030 และกำหนดเป้าหมายใหม่ลดลง 90% ภายในปี 2040 โดยใช้กลไกต่างๆ เช่น ระบบซื้อขายการปล่อยมลพิษ (EU ETS) ซึ่งกำหนดราคาคาร์บอน และกลไกการปรับราคาคาร์บอนที่ชายแดน (CBAM) สำหรับสินค้านำเข้า เพื่อส่งเสริมการผลิตสะอาดและสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน
เช่นเดียวกับประเทศไทยตั้งเป้าหมายเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 โดยมีการปรับปรุงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) ให้สูงขึ้น และดำเนินการในหลายภาคส่วน เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานทดแทนเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล, การส่งเสริมการทำเกษตรแบบเปียกสลับแห้งเพื่อลดก๊าซมีเทน, การปรับปรุงภาคอุตสาหกรรม และการพัฒนาเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ
อย่างไรก็ตาม เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมาย สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) ได้เปิดรับข้อเสนอโครงการเพื่อรับคำขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ด้วยการไฟแนนซ์ทุนด้วยงบ 2,750 ล้านบาท จะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการลงทุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัย และพัฒนาด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนอย่างมีนัยสำคัญ
และล่าสุด ส.กทอ.ได้ขยายระยะเวลาในการเปิดรับข้อเสนอโครงการด้านการอนุรักษ์พลังงานไปจนถึงวันที่ 17 กันยายน 2568 ภายในเวลา 16.30 น. จากเดิมที่ประกาศครั้งแรกจะปิดรับข้อเสนอ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา เหตุผลที่ขยายก็เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีศักยภาพได้เข้าร่วมอย่างทั่วถึง มีระยะเวลาเตรียมเอกสารได้อย่างครบถ้วน เพราะหลักเกณฑ์ในขั้นการยื่นขอก็สำคัญไม่แพ้ขั้นตอนการอนุมัติจัดสรรเงินทุนให้เช่นกัน ต้องเริ่มจากถูกต้องครบคุณสมบัติก่อน อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้มีหน่วยงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตกหล่นไม่ทันเห็นประกาศดังกล่าว
โดยการเปิดรับข้อเสนอของกองทุนอนุรักษ์ฯ ครั้งนี้มุ่งสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้แก่ การลดใช้พลังงานในหน่วยงานส่วนราชการ ลักษณะ Co pay หรือ Co-payment การสนับสนุนในลักษณะเงินช่วยเหลือ หรือเงินอุดหนุนรูปแบบของการร่วมจ่าย ในสัดส่วนตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด โดยผู้ขอรับการสนับสนุนจะต้องมีส่วนร่วมในการออกค่าใช้จ่ายของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนตามค่าใช้จ่ายจริง
การร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย, การอนุรักษ์พลังงานและการใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทน ลักษณะ Co pay ตามสัดส่วนในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย, การผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง, การวิจัย พัฒนา สาธิต ฝึกอบรม และสื่อสารเผยแพร่ด้านการอนุรักษ์พลังงาน การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการอนุรักษ์พลังงาน และผู้มีสิทธิ์ยื่นขอต้องเป็นนิติบุคคลที่เป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา และองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร
ทั้งนี้จะไม่พิจารณาทุกกรณีที่เป็นข้อเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ เปลี่ยนหลอดไฟ LED ติดตั้งไฟถนนพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าถึง รวมถึงโครงการที่เอกสารไม่ครบ ยื่นไม่ทัน หรือพูดง่ายๆ คือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ก็ไม่ผ่าน
หากมาดูด้านผลลัพธ์ที่ได้เห็นชัดเจน จากการเปิดจัดสรรทุนด้านการอนุรักษ์พลังงานครั้งนี้ จะเห็นว่าอย่างน้อยๆ ที่พอประมวลได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้น อาทิ สามารถประหยัดพลังงานในวงกว้างจากโครงการที่เป็นรูปธรรมเพิ่มขึ้น, สร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการลงทุนพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านอนุรักษ์พลังงานเพิ่มขึ้น นอกจากเป็นเรื่องของ Green ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ในระดับนโยบายยังเป็นแนวทางที่ยั่งยืนที่มุ่งสู่เป้าหมายระดับประเทศ Carbon Neutrality ในปี ค.ศ.2050 และ Net Zero Emissions ปี 2065 และเกิดประโยชน์ต่อส่วนที่เกี่ยวข้องที่ดำเนินการและชุมชนที่เกี่ยวข้อง เหมือนกรณีตัวอย่างสัปดาห์ที่ผ่านมา ส.กทอ.ได้นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ศึกษาโครงการที่ประสบผลสำเร็จจนถึงปัจจุบันที่จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านโครงการต้นแบบเมืองอัจฉริยะพลังงานสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีผลลัพธ์ด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เป็นรูปธรรม
เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างประโยชน์เบื้องต้น ยังไม่นับเกิดการจ้างแรงงาน กระจายรายได้อีกด้วย จึงอาจถือเป็นโอกาสในวิกฤตเศรษฐกิจที่ชะลอตัว หากหน่วยงานใดมีคุณสมบัติ มีศักยภาพ ถึงเวลาที่จะต้องแสดงพลังผ่านโครงการที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงประโยชน์ต่อชุมชน ประเทศ และโลกใบนี้ สามารถยื่นข้อเสนอที่ enconfund.go.th
เชื่อว่างบประมาณรวมกว่า 2,750 ล้านบาท ที่จะถูกจัดสรรในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจ และสังคมที่ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และก้าวไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปลด 5 จุดล็อก SME ไทย
วันนี้โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างรวด เร็วมาก ทั้งภาวะโลกร้อน ภูมิรัฐศาสตร์ และการเปลี่ยน แปลงทางเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME ซึ่งเปรียบเหมือนรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยที่มีจำนวนกว่า 3.28 ล้านราย ขับเคลื่อนGDP ถึง 35%และจ้างงานคนไทยถึง 13.6 ล้านคน หรือมากกว่า 99.5%ของธุรกิจทั้งประเทศ จึงไม่อาจปล่อยให้ผู้ประกอบการเผชิญหน้ากับพายุเศรษฐกิจโลกเพียงลำพังได้ เราต้องการเปลี่ยนมุมมองระดับโลกให้กลายมาเป็นแนวทางที่นำมาลงมือปฏิบัติจริงได้ในท้องถิ่น เพื่อยกระดับความยืดหยุ่นและการเติบโตที่สมดุล
AI ยิ่งเก่ง...คนมีประสบการณ์ยิ่งได้เปรียบ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้เปลี่ยนวิธีการทำงานของผู้คนอย่างรวดเร็ว งานที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมงสามารถสรุป วิเคราะห์
‘หนี้สูง-ศก.เปราะบาง’ฉุดฝันมีบ้าน!?!?
‘บ้าน’ ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่อยู่อาศัย แต่ยังสะท้อนถึงคุณภาพชีวิต ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความหวังของผู้คนในการสร้างอนาคตของตัวเอง อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความฝันในการมีบ้านเป็นของตัวเองกลับกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายมากขึ้นสำหรับประชาชนจำนวนไม่น้อย ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและปัจจัยรอบด้านที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย
‘พลังงาน-Ai'แกนหมุนใหม่ศก.อาเซียน
นับเป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ประเทศไทยห่างหายจากการเป็นศูนย์กลางจัดงานประชุมพลังงานระดับโลก แต่การกลับมาเปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ของ “Gastech 2026” ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมนานาชาติไบเทค (BITEC) ระหว่างวันที่ 14-17 ก.ย.2569 นี้ ถือเป็น "การกลับมาเป็นเจ้าภาพครั้งสำคัญในรอบ 18 ปี" ที่เต็มไปด้วยความหมายเชิงยุทธศาสตร์
ไทยปักหมุดฮับเวลเนสโลก
ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับการพักผ่อน
เพิ่มสภาพคล่อง ใช้สินเชื่ออย่างฉลาด
SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มาจากฐานรากหรือประชาชนคนทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ต่อ GDP ประเทศมีมากกว่า 35% และยังเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญของแรงงานในประเทศ โดยมีสัดส่วนการจ้างงาน 71% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

