ทำงานเพื่อประชาชน...หรือเพื่อตนเอง

หากพิจารณาตาม MOA (Memorandum of Agreement) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและพรรคประชาชนที่ยอมยกมือให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล โดยไม่เข้าร่วมเป็นรัฐบาล ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีใดๆ รัฐบาลนี้มีเวลาทำงาน 4 เดือน บวกกับเวลาก่อนเลือกตั้งอีก 2 เดือน และบวกกับเวลาก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานอีกประมาณ 2 เดือน เวลาทำงานจริงๆ น่าจะประมาณ 8 เดือน ดังนั้น ถ้าหากนักการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประเทศชาติและประชาชน ก็น่าจะต้องช่วยกันให้เกิดโครงการ

เพื่อการพัฒนาประเทศ และแก้ปัญหาต่างๆ ของประเทศที่จะสร้างความสุขให้ประชาชน แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หลังจากมีการจัดตั้งรัฐบาล จนคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายสัตย์และรัฐบาลมีการแถลงนโยบายแล้ว เรายังไม่ได้เห็นการเร่งรัดการทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนของนักการเมือง

แม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สามารถเดินหน้าได้อย่างแคล่วคล่องให้เกิดผลงาน เพราะพรรคฝ่ายค้านพรรคหนึ่งก็มีพฤติกรรมเป็นฝ่ายแค้นด้วยความริษยาที่ตัวเองไม่ได้เป็นรัฐบาล ก็จะตั้งหน้าตั้งตาแซะ แขวะการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจะคิดอ่านทำอะไรก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่ดี มีทั้งแกนนำพรรค และบรรดา Influencer ที่เป็นนายแบกนางแบกของพรรคนี้ ต่างก็พากันกระหน่ำด้อยค่าการทำงานของรัฐบาล เพราะกลัวว่ารัฐบาลจะมีผลงาน จนทำให้พรรคภูมิใจไทยชนะการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในเวลาสั้นๆ นี้ ทั้งๆ ที่หลายอย่างที่พูดออกมานั้นเป็นเรื่องของการขว้างงูไม่พ้นคอ หลายคนที่ได้ยินได้ฟังก็พากันตั้งคำถามว่า แล้วในช่วงเวลาที่พรรคของตนเป็นรัฐบาลนั้น ทำไมไม่ทำสิ่งที่ตัวเองเรียกร้องให้รัฐบาลนี้ทำเล่า และหลายอย่างที่พูดแซะมานั้น ไม่ได้เป็นการเรียกร้องให้พรรครัฐบาลทำงานเพื่อประชาชน แต่เป็นการพูดในลักษณะที่ชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เหมาะที่จะเป็นรัฐบาล พรรคของตนเองต่างหากที่มีความเหมาะสมมากกว่า

อีกพรรคหนึ่งที่อุตส่าห์ช่วยยกมือให้หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่ต้องการให้รัฐบาลมีผลงานเช่นกัน ถึงขนาดที่มีแกนนำคนหนึ่งพูดว่ายกมือให้มาเป็นรัฐบาลเพื่อให้ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ได้ให้มาแจกเงิน หมายถึงไม่พอใจที่รัฐบาลมีโครงการ “คนละครึ่ง Plus” ที่ถูกใจประชาชน เป็นโครงการที่น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นผลงานของรัฐบาลได้ พรรคนี้เขาหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพรรคของเขาจะชนะการเลือกตั้งแบบ Landslide และได้เป็นพรรคที่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เพียงพรรคเดียว เขามองว่าพรรคเพื่อไทยที่เป็นคู่แข่งที่สูสีกับเขานั้น ตอนนี้กระแสตกแล้ว เพราะการเป็นรัฐบาล 2 ปี ไม่มีผลงาน สิ่งที่แผดเสียงตะโกนหาเสียงไว้นั้น ไม่สามารถทำได้แม้แต่เรื่องเดียว เป็นการทำงานไม่ตรงปก มิหนำซ้ำ คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีก็ไร้ความรู้ ไร้ความสามารถ ไร้ประสบการณ์ ไร้วุฒิภาวะ ทำงานไม่เป็น และมีบุคลิกที่ไร้เสน่ห์ ทำลายมนตร์เสน่ห์ของพรรคแบบชนิดไม่อาจจะกอบกู้ได้ ส่วนพรรคอนุรักษ์นั้น ยังไงก็คงไม่มีทางได้ สส.ถึง 100 คน เว้นเสียแต่ว่าในการเป็นรัฐบาลครั้งนี้มีผลงานเข้าตาประชาชน ดังนั้น พวกเขายอมไม่ได้ที่จะให้พรรคที่เป็นรัฐบาลอยู่ตอนนี้มีผลงานเข้าตาประชาชน ทำให้รัฐบาลนี้ตกอยู่ในสภาพไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ แต่กลับเร่งรัดทำสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และไม่ใช่เรื่องที่เป็นประโยชน์กับประชาชน แต่เป็นประโยชน์กับนักการเมืองมากกว่า

สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นก็คือ 1) การจัดการเรื่องกรณีพิพาทไทย-กัมพูชาที่หนักแน่น เด็ดขาด 2) การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่เรากลับไม่ได้เห็นนักการเมืองเคลื่อนไหวกระตุ้นรัฐบาลใน 2 เรื่องนี้ แต่กลับไปเร่งรัดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำเอามาเป็นวาระในการประชุมสภา เหมือนประหนึ่งเป็นเรื่องเร่งรัดที่มีความสำคัญเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เราไม่เคยได้ยินว่าประชาชนรู้สึกเดือดร้อนอะไรกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 มีแต่พวกนักการเมืองเท่านั้นที่รู้สึกเป็นเดือดเป็นร้อนกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เรียกขานกันว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” การที่พวกเขารังเกียจรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงกันรุนแรงขนาดนี้ เป็นเพราะว่าพวกเขาตั้งใจจะโกง และรู้สึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้โกงยาก แต่ละเรื่องที่พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เห็นมีประเด็นใดที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน การที่เขาเอาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำก่อนที่จะคุยกันเรื่องการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน มันเป็นเพราะเขาอับปัญญา ไม่สามารถที่จะเรียงลำดับความสำคัญได้อย่างถูกต้อง หรือว่าพวกเขาเห็นแก่ตัว ต้องการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับนักการเมืองก่อนที่จะทำสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับประชาชน

พวกเขาต้องการให้ตัดเรื่องการดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นเชิงประจักษ์ แสดงว่าพวกเขาไม่มีความซื่อสัตย์หรือไร

พวกเขาต้องการให้ตัดเรื่องการทำผิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่อาจจะทำให้พวกเขาต้องออกจากแวดวงการเมืองตลอดชีวิต ที่เป็นเช่นนี้ เพราะพวกเขาไม่มีจริยธรรมหรือไร

พวกเขาต้องการลดทอนอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการกล่าวหาว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือของนิติสงครามที่ผู้มีอำนาจใช้ในการกำจัดฝ่ายตรงกันข้าม จริงๆ แล้ว ถ้าหากคนเราเข้าใจรัฐธรรมนูญและปฏิบัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ไม่เห็นต้องกลัวอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเลย ถ้าหากไม่ได้ทำผิดอะไร ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจจะทำอะไรเขาได้

มีบางพรรคต้องการให้มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยผู้ร่างมาจากการเลือกของประชาชน ไม่ใช่มาจากการแต่งตั้งของใครบางคน ที่อาจจะทำให้ไม่ยึดโยงกับประชาชน เป็นการพูดที่ดูถูกผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ และเป็นผู้ที่มีผลงานที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชนมาเป็นเวลาหลายสิบปี

ถ้าหากใช้ปัญญาให้มาก เห็นแก่ตัวให้น้อยลง ก็น่าจะเรียงลำดับว่าควรทำอะไรก่อนหลังเพื่อประเทศชาติและประชาชน แต่ถ้าหากเห็นแก่ตัว ก็จะเรียงลำดับความสำคัญผิดอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้นั่นแหละ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เลวยันเงา

เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า

สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!

อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์

นายพลเออร์ลีรีไทร์

หากยึดตามหนังสือแจ้งเวียนที่ พล.ต.ต.จักรกฤษ เครือสุนทรวานิช รอง ผบช.สกพ. ปฏิบัติราชการแทน ผบช.สกพ. ลงนามเรื่องสำรวจจำนวนผู้สนใจเข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนกำลังพล รุ่นที่ 28

เวรกรรมอะไรของไทย...จึงมีคนจั__รมาเกิด

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีอารยธรรม มีความเจริญที่หลายประเทศยกย่อง เป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งที่สุดในเอเชีย หลายประเทศชื่นชม อยากเป็นมิตรกับประเทศไทย