บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลอนุทินจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ฝ่ายค้านมีเสียงเกือบ 300 เสียง สามารถล้มได้ง่ายดาย แต่การทำหน้าที่ตรวจสอบดูเหมือนจะกลายเป็นเกมชิงไหวชิงพริบระหว่างพรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคประชาชน (ปชน.)

คอการเมืองตั้งข้อสังเกตว่า ฝ่ายค้านทั้งสองพรรคกำลังเกี่ยงกันที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ สำหรับพรรคเพื่อไทยถูกมองว่าแม้จะอยู่ในบทบาท “ฝ่ายค้านผสมแค้น” แต่ก็ยัง “กลัวถูกชิงยุบสภาตัดหน้า” และการยื่นอภิปรายอาจกลายเป็นดาบสองคม “หยิกเล็บเจ็บเนื้อกันเอง”

ส่วนพรรคประชาชนก็ถูกท้าทายว่า “กล้า” จะยื่นหรือไม่ เพราะยังแอบฝันอยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญประสบความสำเร็จตาม MOA เพื่อเอาไปอธิบายกับประชาชนได้ว่า การโหวตให้นายอนุทินนั้น “ไม่ได้สูญเปล่า” ไม่เสียของ

คนในเพื่อไทยบางกลุ่มก็ยืนยันเสียงแข็งว่าพร้อมยื่นซักฟอกทันทีหากพบความพยายาม “แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม” ในคดีสำคัญที่อยู่ในสายตาประชาชน โดยไม่รอให้ครบกำหนด 4 เดือนตาม MOA ด้วยซ้ำ พร้อมตั้งคำถามไปยังพรรคประชาชนว่า บทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็งนั้นควรเป็น ผู้ค้ำรัฐบาล หรือ ผู้คานอำนาจ กันแน่ และควรเลิกสร้างทางตันทางการเมือง มาเป็นข้ออ้างในการโหวตหนุนภูมิใจไทย  

สำหรับ ระเบิดเวลาลูกสำคัญ ที่ฝ่ายค้านจองกฐินไว้เพื่อใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น หนีไม่พ้นประเด็น “กรรมเก่า” และ “คุณสมบัติสีเทา” ของคณะรัฐมนตรี คดีฮั้ว สว. และคดีที่ดินเขากระโดง  ถือเป็นประเด็นใหญ่ที่สังคมจับตา โดย สส.เพื่อไทยตั้งข้อสงสัยว่า นายกฯ อาจ “ยุบคดีก่อนยุบสภา”

ความรับผิดชอบในการแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ หรือกลุ่มทุนธุรกิจสีเทาในเครือข่ายพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งถูกมองว่าเป็น สายล่อฟ้า และ ระเบิดเวลา ที่อาจทำให้รัฐบาลอนุทินอับปางลง 

อนุทิน เคยออกโรงโต้ว่า “ไม่ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงคดีเหล่านี้อย่างแน่นอน” พร้อมปัดข้อกล่าวหาเรื่องดีลลับ และตอบโต้ข้อเสนอให้ไปล็อบบี้ สว. เพื่อแก้รัฐธรรมนูญ ว่าเป็นเหมือน “ชี้ทางไปนรก” เพราะอาจขัดรัฐธรรมนูญเสียเอง

ฉะนั้น หากสุดท้ายมีการยื่นซักฟอกจริง หลายฝ่ายก็วิเคราะห์ตรงกันว่า อนุทินคง “ไม่ยอมปล่อยให้ถูกคว่ำกลางสภา” ตามสูตรถนัดของนักการเมืองที่มัก “หนีไปตั้งหลักก่อน” เมื่อถึงคราวคับขัน จึงฟันธงกันอย่างหนักแน่นว่า รัฐบาลชุดนี้ “จะอยู่ไม่ครบ 4 เดือนอย่างแน่นอน” และเชื่อว่าหากฝ่ายค้านยื่นญัตติเมื่อใด อนุทินก็จะ “ชิงยุบสภาตัดหน้าทันที” เพราะตอนนี้พร้อมแล้ว ทั้งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และบ้านใหญ่ที่ทยอยเข้าซบค่ายสีน้ำเงินอย่างไม่ขาดสาย

๐ เก็บตกพรรคเพื่อไทย ภายใต้หัวหน้าพรรคใหม่ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และเลขาธิการหน้าเก่า ประเสริฐ จันทรรวงทอง สะท้อนให้เห็นว่า “นายใหญ่” บ้านจันทร์ส่องหล้ายังไม่ปล่อยมือจากพรรค ตามกระแสข่าวที่ว่า บิ๊กซัน-สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ อยากเข้ามาเป็นหุ้นส่วนและแชร์อำนาจในพรรค เพราะก่อนหน้านี้ก็มีข่าวส่งคนในเครือข่ายลงสมัครทั้งตำแหน่งหัวหน้าและเลขาธิการพรรค แต่สุดท้ายก็ถูกปลอบใจ ให้ พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคแทน

ฉะนั้น จึงต้องจับตาว่า หลังจากนี้ สุริยะ พร้อมคู่หูอย่าง สมศักดิ์ เทพสุทิน จะปักหลักอยู่กับพรรคแดงต่อหรือไม่ หรือจะดูทิศทางทางการเมือง เพราะเป้าหมายของสอง สส.รุ่นใหญ่ คือ “การเป็นรัฐบาลตลอดกาลเท่านั้น” ไม่สนว่าพรรคเพื่อไทยจะชนะหรือแพ้เลือกตั้ง

อีกด้านหนึ่งก็ยังพูดกันให้แซ่ดว่า “นายใหญ่   ต้องการใช้พรรคเป็นเกราะป้องกันและเครื่องต่อรองทางการเมืองในยามที่ตัวเองถูกจองจำ ขณะที่ลูกสาว แพทองธาร ชินวัตร ก็ยังสุ่มเสี่ยงถูกนิติสงครามไล่ล่าอยู่ แถมยังมีภารกิจหลักในใจที่อยากเห็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กลับบ้านให้ได้

ดังนั้น หากปล่อยมือไปตอนนี้ นอกจากจะไร้อำนาจป้องกันตัวเองและเครือญาติแล้ว หากจู่ๆ มีคนที่ตัวเองคุมไม่ได้เกิดไปจับมือกับพรรคส้มหลังเลือกตั้ง ก็อาจแสลงใจฝั่งอนุรักษนิยมเข้าอย่างจัง นายใหญ่ อาจได้ต่อวีซ่า “จองจำ” เพิ่มเวลาขึ้นแทน.

คางดำ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

บันทึกช่วยจำ วันนี้ 30 มี.ค. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อโปรดพิจารณาตามกระบวนการ ต่อจากนั้น เป็นวาระของการแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย.

บันทึกหน้า 4

เดือดกว่าในสภา! ลักหลับตอน 4 ทุ่ม แถมเลือกเวลาช่วงปิดประชุมสภาหลังถกญัตติด่วนวิกฤตน้ำมันพอดิบพอดี บอกว่าเลิกอั้น แต่ใครจะคิดว่าจะขึ้นพรวด 6 บาท เล่นเอาชาวบ้านสะดุ้งตื่น

บันทึกหน้า 4

ดูเหมือน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569 ช่างคึกคักเสียจริง ซึ่งสาเหตุหลักก็คงมาจากเป็นสภาใหม่ถอดด้ามที่มีการประชุมครั้งแรก แต่ก่อนการประชุมนั้น “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคการเมืองก็ได้หารือถึงการกำหนดวัน-เวลาในการประชุมของทั่นผู้แทนยุคนี้ ...๐

บันทึกหน้า 4

โผ ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำแล้วจำนวน 35 เก้าอี้ เหลือไว้ 1 เก้าอี้ ยังคงเผื่อไว้ให้ใครสักคน สำหรับ ดร.ปื๊ด-นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ไปต่อ

บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .