
ตอนที่เรารวบรวมความกล้าและคว้าร่มเดินออกจากที่พัก ฝนก็หยุดตกพอดี เราตัดสินใจเดินไปทางป้อมจาฟฟ์นา วานนี้ผมเข้าไปชมข้างในมาแล้ว ซูเฟียน-เพื่อนร่วมห้องดอร์มจากจอร์แดนยังไม่เคยเข้าไป วันนี้เขาก็ยืนกรานจะไม่เข้า เพราะไม่ต้องการจ่ายค่าตั๋ว 812 รูปี แต่เรายังคงมุ่งหน้าไปทางป้อมจาฟฟ์นาอยู่ดี เพียงเพราะไม่อยากอุดอู้ในห้องพัก ด้วยละอายใจที่วัยรุ่นสาวเยอรมันกล้าเดินออกไปลุยฝนจนกลับมาโม้ว่าผจญมาตั้งหลายที่
ระหว่างทางซูเฟียนเห็นรถเข็นขายขนมเขียนข้อความติดไว้ข้างรถเป็นภาษาอาหรับ จอร์แดนพูดภาษาตระกูลนี้ เขาก็เข้าไปคุยกับเจ้าของรถเข็น ปรากฏว่าเจ้าของรถเข็นคุยภาษาอาหรับได้นิดหน่อยเท่านั้น ที่ติดไว้เพราะต้องการดึงดูดความสนใจจากลูกค้าตะวันออกกลาง ซึ่งก็ได้ผล โดยเฉพาะในกรณีของซูเฟียน เพียงแต่เขาไม่สนใจซื้อขนมเท่านั้นเอง
ซูเฟียนเดินนำหน้าผู้เขียนมุ่งหน้าป้อมจาฟฟ์นา
ซูเฟียนแวะซื้อบุหรี่จากร้าน Wine Store ราคาซองละ 1,400 รูปี หรือประมาณ 230 บาท เขาบอกว่าเดือนที่แล้วในศรีลังกาไม่มีบุหรี่ขาย พอกลับมามีขายราคาก็พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ผมเลยเล่าเรื่องจ่ายค่าบุหรี่ให้หนุ่มทมิฬในบาร์เมื่อคืนไป 4,000 รูปีให้เขาฟัง
ก่อนออกจากร้าน Wine Store ผมเล็งเห็นบรรยากาศริมทะเล จึงซื้อเบียร์ Lion Lager 1 กระป๋องยาว ซูเฟียนก็เอาด้วย เรายังไม่ดื่มในทันที ซูเฟียนขอถุง 1 ใบ ใส่เบียร์ทั้ง 2 กระป๋อง เดินนำหน้าต่อไป
เขาเล่าว่า ในกรุงอัมมานมีร้านเบียร์และไก่ทอดอยู่ร้านหนึ่งเป็นที่นิยมกันมาก ชื่อร้าน Buffalo ขายเฉพาะเบียร์และไก่ทอดเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น เขาเป็นหนึ่งในแขกประจำของร้าน
ภาพถ่ายทางอากาศของป้อมจาฟฟ์นาภายหลังสงครามกลางเมือง
ทางช่วงใกล้ถึงป้อมเป็นถนนโล่ง มีจักรยานของชายชาวทมิฬปั่นผ่านมา ขากเสลด ถ่มลงพื้นเมื่อปั่นใกล้ถึงพวกเรา ซูเฟียนบอกว่าเขาเจอเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งในเมืองจาฟฟ์นา “หรือชาวทมิฬจะไม่ชอบชาวต่างชาติ ขากเสลดเพื่อขับไล่อัปมงคล?” ผมแลกเปลี่ยนกลับไปว่า “เพิ่งเคยเจอเดี๋ยวนี้นี่แหละ”
เรื่องนี้ติดค้างในใจจนทำให้ผมกลับไปค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แต่ไม่พบ และที่คิดว่าจะถามชาวสิงหลเมื่อมีโอกาสก็กลับลืมเสียสนิท
ซูเฟียน อายุ 33 ปี เป็นนักบริหารจัดการน้ำ เคยทำงานกับ USAID เอ็นจีโอจากสหรัฐ พอมีการระบาดของโควิด-19 โครงการในจอร์แดนถูกยกเลิก เขาก็เลยตกงาน แต่ผมคาดว่าเขามีเงินติดตัวมาพอสมควร เดินทางมาศรีลังกาตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนก่อนและยังไม่คิดที่จะกลับจอร์แดน ตอนนี้กำลังปลุกปั้นช่องยูทูบของตัวเองโดยการทำคลิปท่องเที่ยว
หอระฆังของป้อมจาฟฟ์นา แต่บางคนสันนิษฐานว่าเป็นตะแลงแกงแขวนคอนักโทษยุคดัตช์
ผมบอกเขาว่าถ้าอยากทำเรื่องป้อมจาฟฟ์นาก็ต้องเข้าไปในป้อม ผมจะซื้อตั๋วใหม่และเข้าไปเป็นเพื่อน เขายืนยันว่าตั๋วแพงไป และข้างในก็ไม่ได้มีอะไรที่คุ้มค่า 812 รูปี เมื่อวานนี้เขาถ่ายจากด้านนอกของป้อมเรียบร้อยแล้ว
ความจริงป้อมจาฟฟ์นาเป็นโบราณสถานที่น่าศึกษามาก ดังที่ผมได้กล่าวไว้เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 พื้นที่ชายฝั่งของเกาะศรีลังกาถูกยึดครองโดยโปรตุเกส ก่อนจะค่อยๆ ได้ดินแดนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงคาบสมุทรจาฟฟ์นา และสร้างป้อมปราการแห่งเมืองจาฟฟ์นานี้ขึ้นมาในปี ค.ศ.1618
ตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 17 โปรตุเกสสูญเสียดินแดนในศรีลังกาให้กับ “ดัตช์” คู่อริในสงคราม 80 ปีของทางฝั่งยุโรป กองทัพของบริษัท Dutch East India เข้ามาเปลี่ยนรูปแบบของป้อมจาก 4 เหลี่ยม เป็นรูป 5 เหลี่ยม ทำการขยายขนาด เสริมหอรบพิเศษตรงปลายแฉกทั้งห้า ที่สำคัญพวกดัตช์ได้สร้างโบสถ์ขึ้นด้วยเมื่อปี ค.ศ.1706 ชื่อว่า Kruys Kerk แล้วปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 อังกฤษเข้ามายึดศรีลังกาต่อ และยึดได้ทั้งเกาะอย่างเบ็ดเสร็จเมื่อปี ค.ศ.1815 เวลานั้นประชากรของศรีลังกามีประมาณ 3 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวสิงหล มีชาวทมิฬอยู่ประมาณ 3 แสนคน กลุ่มชาติพันธุ์ดั้งเดิมและที่พวกล่าอาณานิคมนำเข้ามาอีกจำนวนหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ก่อนการเข้ามาของโปรตุเกสนั้น คาบสมุทรจาฟฟ์นา รวมถึงพื้นที่เกือบทั้งหมดของจังหวัดนอร์เทิร์นในปัจจุบันเป็นดินแดนของราชอาณาจักรอารยจักรวารตี (ค.ศ.1215-1624 ) กษัตริย์มาจากแคว้นกลิงคะในอนุทวีปอินเดีย ช่วงแรกเป็นประเทศราชของจักรวรรดิปัณฑยะแห่งมาดูไร (ทางใต้ของอินเดีย) ต่อมาปัณฑยะเสื่อมอำนาจลง อารยจักรวารตีจึงมีเอกราชในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนถูกอาณาจักรโกฏเฏ (หนึ่งในอาณาจักรของศรีลังกายุคเปลี่ยนผ่านระหว่างโปลอนนารุวะและแคนดี) ผนวกเข้าด้วยกันในราวปี ค.ศ.1450 แต่ก็มีอิสรภาพในการปกครองตนเองพอสมควร และเป็นช่วงที่วรรณกรรมทมิฬเฟื่องฟูในอาณาจักรจาฟฟ์นา รวมถึงมีการสร้างวัดฮินดูขึ้นหลายวัด เมืองหลวงชื่อว่า “นัลลูร์” ปัจจุบันมีสถานะเป็นเขตหนึ่งของเมืองจาฟฟ์นา
ความจริงแล้วชาวทมิฬจากอินเดียตอนใต้เริ่มข้ามมายังเกาะลังกาในราวศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล และการอพยพเข้ามาครั้งใหญ่เกิดขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 7-11 ส่วนใหญ่ตั้งถิ่นฐานอยู่ทางเหนือของเกาะ
ป้อมจาฟฟ์นาตั้งอยู่ริมทะเล บางคนเรียกว่าลากูน เพราะมีเกาะขวางอยู่ด้านหน้า
ศรีลังกาได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ.1948 ทว่ายังคงอยู่ภายใต้การปกครองสูงสุดของอังกฤษ ใช้ชื่อว่าประเทศซีลอนในเครือจักรภพจนถึงปี ค.ศ.1972 จึงได้เป็นสาธารณรัฐ เท่ากับอังกฤษมีอำนาจและอิทธิพลเหนือศรีลังกาอยู่นานกว่า 1 ศตวรรษครึ่ง
อังกฤษนำชาวทมิฬจากอินเดีย อีกอาณานิคมของพวกเขาเข้ามาทำงานในไร่ชา กาแฟ และยางพาราเป็นจำนวนมาก ตั้งโรงเรียนขึ้นหลายแห่งทางภาคเหนือของเกาะ ซึ่งชาวทมิฬเป็นประชากรหลัก และมักมอบตำแหน่งงานราชการสำคัญๆ ให้กับชาวทมิฬตามสูตรการแบ่งแยกและปกครอง ซึ่งพอหมดยุคอาณานิคม ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติก็เกิดขึ้นตามมา
ประเทศที่ชาติยุโรปเข้าไปยึดครองหากประเทศใดมีประชากรหลักมากกว่า 1 เชื้อชาติ เมื่อได้รับเอกราชแล้วก็จะเกิดปัญหาในการจัดสรรอำนาจขึ้นแทบทุกประเทศ และมักลงเอยด้วยสงครามกลางเมือง
ศรีลังกาเมื่อได้รับเอกราชจากอังกฤษ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งย่อมมาจากชาวสิงหลเป็นหลัก เพราะพวกเขาเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ มีการผ่านกฎหมายหลายฉบับคืนอำนาจให้ชาวสิงหล และกีดกันชาวทมิฬไปพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะต่อชาวทมิฬที่อังกฤษนำเข้ามาจากอินเดีย กำหนดภาษาสิงหลเป็นภาษาประจำชาติ ผลักให้ชาวทมิฬออกจากงานราชการ ไม่ให้สัญชาติกับชาวทมิฬจากอินเดียที่มีถึงประมาณ 7 แสนคน นำไปสู่ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ
เศษซากโบราณสถานภายในป้อมจาฟฟ์นาที่เกิดจากสงครามกลางเมือง
ขบวนการแบ่งแยกดินแดนพยัคฆ์ทมิฬอีแลม (Liberation Tigers of Tamil Eelam) ถูกก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1975 หัวหน้าขบวนการคือ “เวฬุพิลัย ประภาการัน” มุ่งเป็นรัฐอิสระของชาวทมิฬศรีลังกา หรือ “ทมิฬอีแลม” ที่มีอยู่ประมาณ 3 ล้านคนในเวลานั้น ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของศรีลังกาทางเหนือ และงานแรกของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬคือการสังหาร “อัลเฟรด ธุไรอัปปะ” นายกเทศมนตรีเมืองจาฟฟ์นา ผู้ที่พวกพยัคฆ์ทมิฬมองว่าให้ความร่วมมือกับรัฐบาลอันถือเป็นการทรยศต่อชาวทมิฬ
สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นทุกที จนวันที่ 1 มิถุนายน ค.ศ.1981 หอสมุดจาฟฟ์นาที่ขณะนั้นเป็นหนึ่งในหอสมุดที่ใหญ่สุดในทวีปเอเชีย มีหนังสือและเอกสารเก่าแก่มากกว่า 97,000 เล่มถูกเผาวอดโดยผู้ก่อจลาจลชาวสิงหลอันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหนุนหลัง จากนั้นในเดือนกรกฎาคม ค.ศ.1983 ได้เกิดการจลาจลในกรุงโคลัมโบและอีกหลายเมือง กบฏพยัคฆ์ทมิฬสังหารทหาร 13 นาย ฝ่ายชาวสิงหลเอาคืนด้วยการก่อความรุนแรงต่อเพื่อนบ้านที่เป็นชาวทมิฬทั่วประเทศ
มีความพยายามเจรจาหย่าศึกจากชาติเป็นกลางหลายครั้ง โดยเฉพาะอินเดียและนอร์เวย์ รวมถึงองค์การสหประชาชาติ การหยุดยิงเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ 3 หรือ 4 ครั้ง และสงครามก็กลับมาเริ่มใหม่ทุกครั้ง รวมแล้วกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬประกาศสงครามถึง 4 ครั้ง (สงครามอีแลมครั้งที่ 1, 2, 3 และ 4) โดยพวกเขามีทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้รับทุนสนับสนุนจากชาวทมิฬโพ้นทะเล และเงินจากธุรกิจผิดกฎหมาย
ระหว่างการสู้รบ กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬสังหารประธานาธิบดีอินเดียไป 1 คน ประธานาธิบดีศรีลังกา 1 คน และประธานาธิบดีศรีลังกาสูญเสียดวงตาอีก 1 คน ว่ากันว่าพวกเขาคือผู้ให้กำเนิดการใช้ระเบิดพลีชีพ จนกลุ่มก่อการร้ายอัลกออิดะห์เกิดความประทับใจและนำไปใช้ต่อ นอกจากนี้ยังมีการพกขวดเล็กๆ ห้อยคอ ภายในบรรจุสารไซยาไนด์ เมื่อจวนตัวจะถูกฝ่ายรัฐบาลจับได้ก็จะรีบกลืนฆ่าตัวตาย นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเอกลักษณ์การยุทธ์ของกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬ
สำหรับเมืองจาฟฟ์นาแรกเริ่มกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลใช้เป็นฐานในการรบก่อน แต่ต่อมาถูกนักรบทมิฬหลายกลุ่มรุมถล่ม จนในปี ค.ศ.1986 ฝ่ายรัฐบาลต้องถอนกำลังออกไปจากเมืองจาฟฟ์นา และทั้งเมืองก็อยู่ภายใต้การควบคุมของขบวนการพยัคฆ์ทมิฬอีแลม กว่ากองทัพศรีลังกาจะเข้ายึดได้คืนก็ต้องใช้เวลาอีกเกือบ 10 ปี จาก “ปฏิบัติการแสงสุริยา” หรือ Operation Riviresa เมื่อปลาย ค.ศ.1995
การรบครั้งนั้นฝ่ายรัฐบาลใช้กำลังทหารบกมากถึง 20,000 นาย และยังมีการสนับสนุนจากทั้งกองทัพอากาศและกองทัพเรือ ฝ่ายรัฐบาลรุกคืบได้ทีละนิด บางช่วงใช้เวลา 2 เดือน แต่เคลื่อนไปข้างหน้าได้เพียง 20 กิโลเมตร อย่างไรก็ตามการปะทะในช่วงสุดท้ายกินเวลา 50 วัน นักรบกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬเข้าตาจน ปล้นสะดมทั่วทั้งเมือง ไม่เว้นแม้แต่อุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์จากวิทยาลัยพยาบาลจาฟฟ์นา แล้วหลบหนีลงเรือกลางดึกของคืนวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ.1995 วันต่อมากองทัพศรีลังกายึดจาฟฟ์นาได้ รวมถึงป้อมปราการจาฟฟ์นาที่เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งการกำชัยในสมรภูมิ
กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬจำนวหนึ่งหลบหนีเข้าไปอยู่ในเขตป่าชื่อ “แวนนี” ตั้งอยู่ระหว่างเมืองอนุราธปุระและจาฟฟ์นา ในเดือนเมษายน ค.ศ.2000 พวกเขายึด Elephant Pass ซึ่งเป็นจุดคอขวดเชื่อมระหว่างคาบสมุทรจาฟฟ์นากับส่วนที่เหลือของศรีลังกาได้ แต่ฝ่ายรัฐบาลยังไม่สูญเสียจาฟฟ์นา แม้ว่าจะถูกตัดเส้นทางการขนส่งกำลังและยุทโธปกรณ์ จนต้องหันไปพึ่งการขนส่งทางทะเลเพียงอย่างเดียว
ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ค.ศ.2006 ซึ่งเป็นช่วงต้นของสงครามอีแลมครั้งที่ 4 อันเป็นครั้งสุดท้าย ฝ่ายกบฏพยายามบุกจาฟฟ์นาอีกหน ทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังรบเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาลที่เสียชีวิตมากสุดในรอบ 4 ปีหลัง แต่สุดท้ายการรบครั้งนี้มีแต่คนตาย ไม่มีฝ่ายใดได้เขตแดนเพิ่ม
หลังเหตุการณ์โจมตีอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในสหรัฐ เมื่อ 11 กันยายน ค.ศ.2001 ทำให้สหรัฐประกาศทำสงครามล้างแค้นผู้ก่อการร้าย ส่งผลให้การระดมทุนในต่างประเทศของขบวนการพยัคฆ์ทมิฬอีแลมประสบปัญหา เพราะสหรัฐได้ตีตราว่ากบฏพยัคฆ์ทมิฬเป็นหนึ่งในผู้ก่อการร้ายระดับโลก แถมยังให้เงินสนับสนุนแก่รัฐบาลศรีลังกาโดยตรง เช่นเดียวกับสหภาพยุโรปก็ประกาศให้พยัคฆ์ทมิฬเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายเช่นกัน เนื่องจากก่อเหตุสะเทือนขวัญต่อพลเรือนและเจ้าหน้าที่ที่ไร้อาวุธหลายครั้ง
ขบวนการปลดปล่อยพยัคฆ์ทมิฬอีแลมอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ พวกเขาเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการโจมตีพลเรือนคราวละมากๆ นั่นคือการวางระเบิดในระบบขนส่งสาธารณะ เน้นหนักที่กรุงโคลัมโบ รวมถึงมีการใช้สไนเปอร์ลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นชาวทมิฬ แต่มักวิพากษ์วิจารณ์กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม
หลังจากการเจรจาสันติภาพที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ในเดือนตุลาคม ค.ศ.2006 ไม่บรรลุผล รัฐบาลก็เริ่มปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกและทางเหนือ เป็นเหตุการณ์นองเลือดครั้งรุนแรงที่สุด บางหมู่บ้านไม่เหลือประชาชนรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
วันที่ 16 พฤษภาคม 2009 รัฐบาลศรีลังกาโดยประธานาธิบดี “มหินทะ ราชปักษา” ประกาศชัยชนะเหนือฝ่ายแบ่งแยกดินแดน วันต่อมากลุ่มพยัคฆ์ทมิฬยอมรับความพ่ายแพ้ และอีก 1 วันถัดจากนั้น “เวฬุพิลัย ประภาการัน” ผู้นำพยัคฆ์ทมิฬถูกพบเป็นศพในป่าชายเลนแห่งหนึ่ง วันที่ 19 ประธานาธิบดีศรีลังกาประกาศต่อสภาว่าสงครามกลางเมืองที่กินเวลา 26 ปี ได้ปิดฉากลงแล้ว
สำหรับเมืองจาฟฟ์นา จากเคยมีพลเมืองประมาณ 120,000 คนก่อนเกิดสงคราม มากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ แต่เมื่อสงครามจบลง การสำรวจสำมะโนประชากรปี ค.ศ.2010 กลับเหลือไม่ถึง 84,000 คน หล่นไปอยู่อันดับที่ 14 ของประเทศ ผู้คนจำนวนมากไม่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในจาฟฟ์นาอีกแล้ว
ส่วนป้อมจาฟฟ์นาที่โดนระเบิดเสียหายจนบรรดาอาคารภายในป้อม โดยเฉพาะส่วนที่เป็นบ้านพัก (Queen Palace) และโบสถ์ดัตช์ (Kruys Kerk) ย่อยยับเหลือแต่ซาก ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการบูรณะครั้งใหญ่ ซึ่งคงใช้เวลาอีกนานหลายปี
ตอนนี้แม้ยังไม่ถึง 6 โมงเย็นก็จริง แต่ฟ้ากำลังมืดลงเพราะเมฆยังอ้อยอิ่งหลังฝนหยุด เราข้ามถนนไปเดินบนพื้นคอนกรีตเลียบฝั่งทะเล ซูเฟียนไม่เข้าในป้อมก็ดีไปอย่าง ไม่เช่นนั้นเบียร์ก็จะหายเย็นตอนที่เรากลับออกมา เขายื่นกระป๋องหนึ่งให้ผม อีกกระป๋องสำหรับตัวเอง
เสียง “กล็อก” เปิดฝา ดังขึ้นเกือบพร้อมๆ กัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทำดีย่อมได้ดี
ช่วงรอยต่อระหว่างปี 2568 กับปี 2569 ได้ดูพลุ Count down จากห้องในโรงพยาบาล เพราะว่ามีอาการเจ็บไข้อย่างรุนแรง ต้องเข้าโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 11 ธันวาคม
ระบอบประชาธิปไตย...กำลังทำให้โลกพังพินาศ!!!
มาถึงขั้นนี้...ก็อาจพอถือเป็น ข้อสรุป ได้ ไม่มาก-ก็น้อย ว่า ระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะตาม มาตรฐานตะวันตก นั้น น่าจะไม่ใช่ระบอบปกครองที่ดีที่สุดหรือเลวน้อยที่สุดแต่อย่างใด
'เมืองสแกมเมอร์' ฆ่าไม่ตาย?
วงประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่ นายกฯ หนู-อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ ผบ.ต่าย-พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะประธาน
อุบัติภัยใหญ่รอบสองปี 69 กำลังจะมา
หลังจากเมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 เหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีนตกใส่รถด่วนพิเศษที่ 21
เลวยันเงา
เวลานี้เรามีบุคคลสาธารณะจำนวนมากที่เป็นคนเลวแบบที่เขาพูดกันว่า “เลวยันเงา” หมายความว่า “เลวมาก” ไม่เพียงแต่ตัวเองเลว แม้แต่ “เงา” ก็เลว สำหรับคนประเภทนี้ บางคนด่าว่า
สงคราม...กับ 'กฎเหล็ก' ของพระผู้เป็นเจ้า!!!
อย่างที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านได้หยิบเอาเรื่อง มิคสัญญียุค มาเล่า มาพยากรณ์ หรือมาอรรถาธิบายแบบคล้ายๆ นิทานชาดก ฯลฯ ก็แล้วแต่จะว่ากันไป จนถูกจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานในคัมภีร์

