
ความเคลื่อนไหวตลาดการเมืองเรื่องการย้ายพรรค-หาพรรคสังกัด ในช่วงนับถอยหลังเตรียมเข้าสู่การเลือกตั้ง เป็นไปอย่างคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ ในส่วนของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. คิกออฟแคมเปญ เชิญชวนประชาชนสมัครเป็นสมาชิกพรรค ปชป. และผู้สมัคร สส.ทั่วประเทศ ที่คิกออฟไปเมื่อ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่อแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณก็เป็นเองได้” ถือว่าเป็นความพยายามของพรรค ปชป.ยุคอภิสิทธิ์ที่ต้องการสร้างพรรคขึ้นมาใหม่ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงได้ ที่คงต้องใช้เวลาสักระยะในการฟื้นฟูพรรค หลังปัญหาเรื่อง “เลือดไหลออก” จากพรรค ปชป.ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ล่าสุดก็คือ กลุ่มเพื่อนเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรค ปชป. ที่ลาออกจากพรรค ปชป.ไปเพื่อเตรียมมูฟไปอยู่กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับการเมืองไทยไม่บ่อยครั้งนัก ที่อดีตหัวหน้าพรรค-อดีตเลขาธิการพรรคจะออกจากพรรค ปชป. ไปในเวลาเดียวกัน และออกไปอยู่พรรคการเมืองใหม่พร้อมๆ กัน เพราะไม่ใช่แค่เฉลิมชัยที่ออกไปอยู่กล้าธรรม แต่ เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา และอดีตเลขาธิการพรรค ปชป. อดีต รมช.มหาดไทย ก็เกาะกลุ่มกันไปด้วยกันทั้งทีม..
โดยพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มเฉลิมชัยหลังมีข่าวออกจากพรรค ปชป.ไป ก็พบว่าเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัยเดินทางลงพื้นที่ จ.ปัตตานี และมีโอกาสได้พบกับนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์และ สส.นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงการเตรียมร่วมงานทางการเมืองในอนาคตกับกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยกว่า 11 คน สำหรับกลุ่มเพื่อนเฉลิมชัยทั้ง 11 คนประกอบด้วย ประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์, จักพันธ์ ปิยพรไพบูลย์ สส.ประจวบคีรีขันธ์, เดชอิศม์ ขาวทอง สส.สงขลา, สุภาพร กำเนิดผล สส.สงขลา, ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา, ชาตรี หล้าพรหม สส.สกลนคร, วุฒิพงษ์ นามบุตร สส.อุบลราชธานี, สุพัชรี ธรรมเพชร สส.พัทลุง, ยุทธการ รัตนมาศ สส.นครศรีธรรมราช, พลตำรวจตรีสุรินทร์ ปาลาเร่ สส.สงขลา และยูนัยดี วาบา สส.ปัตตานี...
มีความเห็นเชิงวิชาการที่น่ารับฟัง และชวนให้ขบคิดกัน นั่นก็คือ จากกรณี ครม.เศรษฐกิจเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ไฟเขียวซื้อหนี้ NPL จากแบงก์ 4.76 ล้านบัญชี เรื่องนี้ รศ.ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า นโยบายซื้อหนี้รายย่อยมองผิวเผินอาจเป็นไปเพื่อแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ความจริงแล้วจะนำมาซึ่งหายนะทางเศรษฐกิจ พร้อมกับลงรายละเอียดว่า ประการแรก การปรับโครงสร้างหนี้โดยสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ลดเงินต้น ยกเว้นดอกเบี้ยทั้งหมด การปิดบัญชีและตัดเป็นหนี้สูญ ฯลฯ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของสถาบันการเงินของรัฐแต่ละแห่ง ทำให้ในที่สุดประชาชนทุกคนทั้งที่เข้าร่วมและไม่ได้เข้าร่วมโครงการต้องร่วมกันรับผิดชอบผ่านการจ่ายภาษี นอกจากนี้ยังส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นด้วย ประการต่อมา โครงการนี้ประมาณ 60% เป็นการช่วยลดหนี้เสียให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเอกชน เพื่อให้มีผลประกอบการที่แข็งแกร่งกว่าเดิม อย่างไรก็ดี ผู้บริหารประเทศต้องตระหนักว่า การกู้เป็นสัญญาระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ให้สินเชื่อโดยหวังกำไรจากดอกเบี้ย ก็ต้องพร้อมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้าแทรกแซง เมื่อพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น มาจากการที่สถาบันการเงินส่งเสริมให้ลูกค้าใช้ผลิตภัณฑ์ตนเอง โดยไม่ต้องมีหลักประกัน สอดคล้องกับผลการสำรวจโดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่เพิ่งเปิดเผยเมื่อปลายเดือนกันยายน พบว่า หนี้ส่วนใหญ่ถึง 46.8% เป็นหนี้บัตรเครดิต บทสัมภาษณ์เผยแพร่โดยธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า คนไทยในปัจจุบันมีพฤติกรรมเป็นหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ประชาชนบางส่วนมีหนี้เสียจากการใช้จ่ายเกินตัวในเรื่องอุปกรณ์แต่งรถ การท่องเที่ยว ฯลฯ และระบุว่า “การที่รัฐบาลมีนโยบายซื้อหนี้จากธนาคารพานิชย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ทำให้ประชาชนย่อมคาดหมายว่า พรรคการเมืองจะชูนโยบายซื้อหนี้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ทั้งหมดนี้ส่งผลให้คนที่มิได้เป็นหนี้ หรือเป็นหนี้ในจำนวนที่ไม่มาก จะหันมาก่อหนี้เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์จากความช่วยเหลือตามนโยบายของรัฐเต็มจำนวน ในขณะที่สถาบันการเงินก็จะยิ่งปล่อยให้ลูกค้ารายใหม่เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้จะซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือน ตลอดจนปัญหาทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีคุณภาพและไร้ความรับผิดชอบของประเทศให้ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนท้ายที่สุดอาจจบลงด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ” ..ก็เป็นเสียงสะท้อนเชิงวิชาการที่ฝ่ายรัฐบาลอาจต้องนำไปขบคิดกัน.
ทิศประจิม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569
บันทึกหน้า 4
ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง
บันทึกหน้า 4
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

