
พลิกไปพลิกมาจนวิจารณ์แทบไม่ทัน หลัง “นิกรเดช พลางกูร” อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวว่า รองผู้แทนการค้าของสหรัฐแจ้งเข้ามาว่าขอระงับการเจรจากรอบข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนระหว่างไทยกับสหรัฐเป็นการชั่วคราว และจะกลับมาเจรจาข้อตกลงอีกครั้ง เมื่อฝ่ายไทยให้คำมั่นว่าจะกลับเข้าสู่ Joint Declaration ไทย-กัมพูชา และหวังว่าจะสามารถหาทางออกในเรื่องนี้ได้โดยเร็ว ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลดาหน้าซัด “อนุทิน ชาญวีรกูล” หวังให้กระแสตีกลับ แต่ผิดคาด กระแสรักชาติพุ่ง สำหรับคนไทยวินาทีนี้ “อเมริกาไม่ใช่พ่อ” ...๐
ให้หลังผู้แทนการค้าสหรัฐแจ้งข่าวร้ายไม่กี่ชั่วโมง “อนุทิน ชาญวีรกูล” โพสต์ข้อความแจ้งทางสื่อโซเชียลว่า “นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานของ ASEAN ด้วย ได้โทรศัพท์มาหาผมอีกครั้งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ (15/11/2025) ในเนื้อหาของการสนทนา ท่านได้แจ้งยืนยันกับผมว่า ท่านได้หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ได้พูดคุยกับผมแล้วก่อนหน้านี้ ท่านประธานาธิบดีทรัมป์มีความเห็นตรงกันกับจุดยืนของผมว่า การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม หรือ Humanitarian demining เป็นประเด็นที่สำคัญยิ่งในปฏิญญาที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน ท่านจึงได้ขอให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้เร็วที่สุดเพราะมีความเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อชีวิตคนของทั้งสองประเทศ และประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยืนยันฝากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ให้มาแจ้งผมอีกครั้งว่า
‘สหรัฐอเมริกาจะไม่นำประเด็นการระงับปฏิญญาของไทยมาเกี่ยวข้องกับการเจรจาภาษีการค้าระหว่างไทยและสหรัฐที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้’ ผมยังได้ถามท่านนายกฯ อันวาร์ว่า ผมสามารถโพสต์ข้อความนี้ได้หรือไม่ ท่านตอบว่า โพสต์เลยอนุทิน แล้วท่านก็จะโพสต์ยืนยันจากช่องทางการสื่อสารของท่านเช่นกัน จึงขอกราบเรียนมายังพี่น้องประชาชนที่มีความห่วงใยต่อเรื่องนี้เพื่อให้รับทราบโดยทั่วกันนะครับ
อนึ่งจดหมายจากผู้แทนการค้าสหรัฐที่ระบุเรื่องการหยุดเจรจากับไทยได้ถูกพิมพ์ขึ้นก่อนที่ผมจะได้คุยโทรศัพท์กับท่านประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายนครับ ดังนั้นข้อมูลของผมจึงมีความเป็นปัจจุบันมากกว่าครับ” ....๐
ฝ่ายค้าน ฝ่ายแค้น หันหัวเรือกลับแทบไม่ทัน บางรายไม่ยอมยูเทิร์น กลับใช้ข้อมูลเก่าอัดรัฐบาลต่อ หนึ่งในนั้นก็คือ “จุลพันธ์” แสดงความฉลาดปราดเปรื่อง “การบริหารประเทศต้องตั้งอยู่บนหลักคิดและการประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน ไม่ใช่การตอบสนองด้วยอารมณ์หรือคำพูดที่ขาดการชั่งน้ำหนัก เพราะถ้อยคำของผู้นำ ไม่ได้สะท้อนแค่ความคิดเห็นส่วนตัว แต่สะท้อนท่าทีของประเทศไทยทั้งประเทศต่อประชาคมโลก
เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เห็นว่า การสื่อสารที่ขาดความรอบคอบ หรือการใช้ถ้อยคำที่อาจตีความได้หลากหลาย สามารถส่งผลกระทบในระดับการทูตและเศรษฐกิจได้ทันที ทั้งที่ในข้อเท็จจริง ประเทศไทยควรจะอยู่ในจุดที่มีหลักฐานรองรับ และสามารถยืนยันต่อเวทีนานาชาติว่าเหตุการณ์การละเมิดเริ่มต้นจากฝ่ายกัมพูชา แต่การส่งสัญญาณที่คลาดเคลื่อนกลับทำให้ประเทศต้องเผชิญความกดดันจากหลายทิศทาง แม้เรามีพื้นฐานที่น่าจะใช้สร้างความได้เปรียบได้ดีกว่านี้ บลาๆๆๆๆๆ”
ลืมไปว่ารัฐบาลตัวเองสร้างปัญหาเอาไว้ ให้รัฐบาลถัดมาเช็ดอาจมให้ หากรัฐบาลแพทองธารบริหารประเทศให้ได้สักครึ่งหนึ่งตามที่ “จุลพันธ์” ว่ามา ประเทศไทยคงไม่ต้องมามีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน แถมปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ เลย หนำซ้ำยังสร้างหนี้เพิ่มจากนโยบายประชานิยม เอาเงินงบประมาณไปทิ้งน้ำ ฉะนั้นวันนี้พูดอะไรขอให้กลับไปมองดูตัวเองในวันที่อยู่ในอำนาจ แล้วสำนึกผิดต่อประชาชนเสีย ...๐
นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนภาคกลางเกี่ยวกับ “บุคคลที่ต้องการสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้” โดยยังมีประชาชนจำนวนมาก ร้อยละ 35.65 ระบุว่า “ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้” ขณะที่รายชื่อบุคคลการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนสูงสุด ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน) ร้อยละ 19.60 นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย) ร้อยละ 12.75 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ร้อยละ 9.15 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (เพื่อไทย) ร้อยละ 4.55
ไปๆ มาๆ เพื่อไทยตกต่ำกว่าที่คิด ภาคกลางถือเป็นถิ่นเก่าของเพื่อไทยในหลายสนามเลือกตั้ง แต่วันนี้ “จุลพันธ์” แพ้ “อภิสิทธิ์” แล้ว ถือว่าเหนือความคาดหมายอย่างมาก และจะเหนือความคาดหมายอีกครั้งในการเลือกตั้ง อย่าประมาทพรรคประชาธิปัตย์เด็ดขาด แม้ “อภิสิทธิ์” มักน้อยขอ สส.แค่ 10 เสียง แต่นั่นคือการเรียกคะแนนจากแม่ยก เผลอๆ หลังการเลือกตั้ง เก้าอี้ สส.ในสภาของเพื่อไทยกับประชาธิปัตย์ อาจคู่คี่กันก็ได้ ...๐
นายชื่น ประชา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บันทึกหน้า 4
“ตรุษจีนปีม้า” 17 กุมภาพันธ์นี้ ก็หวังว่าประเทศไทยคงได้เฉลิมฉลองอย่างสนุก เพราะ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ ควงคู่ศรีภรรยา “ธนนนท์ นิรามิษ” ไปร่วมเฉลิมฉลองงานตรุษจีนเมื่อวันพุธที่ 11 ก.พ.2569
บันทึกหน้า 4
ผลการเลือกตั้ง สส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชนะอันดับหนึ่งแบบถล่มทลาย ได้ 193 เสียง พรรคประชาชน (ปชน.) 118 พรรคเพื่อไทย (พท.) 74 พรรคกล้าธรรม (กธ.) 58 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 22 เซียนการเมือง
บันทึกหน้า 4
เรียกได้ว่า หักปากกาเซียน กันทั้งประเทศ สำหรับผลการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่พรรคน้ำเงิน พรรคภูมิใจไทย ผงาดขึ้นมาแบบเหนือความคาดหมาย กวาดคะแนนนำเป็นอันดับหนึ่งอย่างขาดลอย ด้วยผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการถึง 194 เสียง ทิ้งห่างพรรคประชาชนที่ตามมาเป็นอันดับสอง 116 เสียง และพรรคเพื่อไทยที่ได้เพียง 76 เสียง
บันทึกหน้า 4
บันทึกไว้ให้ช่วยกันจดจำว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 8 ก.พ.2569 เป็นการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นตามกระบวนการยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยปกติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นหลังการยึดอำนาจหรือรัฐประหารหรือมีการฉีกรัฐธรรมนูญ
บันทึกหน้า 4
ใกล้ปิดฉาก "เลือกตั้ง 2569" เริ่มต้นชะตาบ้านเมืองรอบใหม่ วันอาทิตย์นี้ตัดสินสีไหนจะเข้าวิน ระหว่างน้ำเงินภายใต้การนำของ "นายกฯ หนู" อนุทิน ชาญวีรกูล" กับส้ม ของ "หัวหน้าเท้ง" ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
บันทึกหน้า 4
นับถอยหลังเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่และการออกเสียงประชามติที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว และดูเหมือน หนังหน้าไฟอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ยังคงเป็นเป้าหลักของการวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งก็ไม่แปลกใจแต่ประการใด เพราะผลการทดลองงานในการเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ก.พ. แม้จะคึกคักอย่างยิ่ง แต่ก็มากด้วยปัญหาสารพัดสารพัน

