เจาะลึกเทรนด์อีคอมเมิร์ซไทย

ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซไทยถูกขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันของ 3 แพลตฟอร์มหลัก คือ Shopee 89%, TikTok Shop 71% และ Lazada 66% โดย 87% ของผู้บริโภคชาวไทยซื้อสินค้าออนไลน์เป็นประจำทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน ตอกย้ำว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไม่ใช่เฉพาะช่องทางเพื่อความสะดวกสบาย แต่เป็นหนึ่งในช่องทางพื้นฐานในการค้นหา เปรียบเทียบ และซื้อสินค้าของคนไทย

บริษัทวิจัยตลาด Milieu Insight ได้เผยผลการศึกษาพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ชาวไทยจากกลุ่มตัวอย่าง 500 คน เพื่อประเมินความต้องการของผู้ซื้อที่เป็นตัวชี้วัดสำคัญในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซในประเทศไทย ซึ่งมีความน่าสนใจในฐานะประเทศที่มีการใช้บริการอีคอมเมิร์ซอย่างเข้มข้น โดยพบว่าท่ามกลางการขยายตัวของตลาดและอัตราการใช้งานอีคอมเมิร์ซของคนไทย แพลตฟอร์มยังต้องเร่งปิดช่องว่างด้านความพึงพอใจของผู้ซื้อ 

โดยแรงจูงใจหลักของผู้บริโภคไทยในการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซยังคงเป็นเรื่องของ "ส่วนลด" 73% รวมถึง "การจัดส่งฟรีหรือค่าส่งถูก" 73% ทั้งนี้ ปัจจัยในด้านราคาไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการซื้อสินค้า เพราะผู้บริโภคในวันนี้ยังคำนึงถึงความหลากหลายของสินค้า อีก 45% และรีวิวจากลูกค้าที่เชื่อถือได้ อีก 39% ซึ่งมีผลต่อความมั่นใจของผู้ซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ พฤติกรรมนี้บ่งชี้ว่าตลาดอีคอมเมิร์ซไทยได้ก้าวจากยุคที่ขับเคลื่อนด้วยราคาเพียงอย่างเดียว ไปสู่ยุคที่มุ่งเน้นความคุ้มค่า (Value-Conscious) โดยที่ผู้บริโภคจะไม่ยอมแลกความน่าเชื่อถือหรือความไว้วางใจกับปัจจัยในด้านราคาอย่างเดียวอีกต่อไป 

จุดา คณาปราชญ์ Chief Operating Officer และ Co-Founder บริษัท Milieu Insight กล่าวว่า ผู้บริโภคไทยวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่การ "ล่าโปร" อีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริโภคที่ "ออกแบบความคุ้มค่า" ให้ตัวเองอย่างจริงจัง สิ่งที่เรากำลังเห็นคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอีคอมเมิร์ซ โดยปัจจุบันผู้ซื้อไม่ได้เปรียบเทียบแค่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ประเมินความเชื่อมั่นในการสั่งซื้อสินค้าไปพร้อมๆ กัน

โดยจากผลวิจัยของ Milieu Insight ก็ยืนยันภาพนี้อย่างชัดเจน จากตัวเลข 84% ของผู้บริโภค ยอมจ่ายเงินเพิ่มเพื่อการจัดส่งที่น่าไว้วางใจ และ 45% ที่เคยเปลี่ยนแพลตฟอร์มเพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัวเลขเหล่านี้กำลังบอกเราว่า "สงครามราคา" ได้จบลงแล้ว และสมรภูมิใหม่คือ "ความเชื่อมั่น" ได้ถือกำเนิดขึ้น น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือมากกว่าปัจจัยในด้านราคา ก็เป็นการเปิดพื้นที่ให้กับการเติบโตที่ยั่งยืนของตลาดอีคอมเมิร์ซ

และเมื่อถอดรหัสพฤติกรรมผู้บริโภคไทยสู่ 5 ภารกิจสำหรับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พบว่า 1.การจัดส่งที่ตรงต่อเวลาและไว้ใจได้ต้องเป็นเรื่องพื้นฐาน โดย 93% ของผู้บริโภคยังคาดหวังให้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซกำหนดและบังคับใช้มาตรฐานการขนส่งที่ครอบคลุมทั้งในด้านความเร็ว ความสม่ำเสมอ และด้านราคา รวมถึงต้องการให้ผู้ให้บริการขนส่งรับผิดชอบเมื่อการจัดส่งไม่เป็นไปตามความคาดหวัง 2.ยกเลิกค่าใช้จ่ายและค่าบริการแอบแฝง ซึ่งการแสดงราคาและค่าจัดส่งอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจน จะช่วยลดความลังเลของผู้ซื้อและลดการละทิ้งตะกร้าสินค้าบนแพลตฟอร์มได้

3.เสริมมาตรการการคุ้มครองผู้ซื้ออย่างเป็นธรรม โดยแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซไม่ควรเป็นเพียงแค่ตลาดซื้อขายสินค้า แต่ควรมีบทบาทในฐานะผู้กำหนดและรักษามาตรฐานความเป็นธรรมระหว่างผู้ซื้อสินค้าและผู้ขาย 4.ลงทุนในนวัตกรรมที่ยกระดับความสะดวกสบายให้ผู้ซื้อ เนื่องจากผู้บริโภคไทยมีทัศนคติที่เปิดกว้างต่อนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สามารถช่วยยกระดับประสบการณ์การช็อปปิ้งให้กับพวกเขาได้ โดยฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมนั้น อาทิ ซื้อก่อนจ่ายที่หลัง (Buy Now, Pay Later : BNPL) หรือการคืนสินค้าด้วยตนเอง (Self-service Returns) เป็นต้น

5.สนับสนุนร้านค้าที่ให้บริการดี ไม่ใช่เฉพาะร้านที่มียอดขายสูง ดังนั้น แพลตฟอร์มควรให้การสนับสนุนผู้ขายที่น่าเชื่อถือและมีรีวิวที่ดี ผู้ซื้อจะพบสินค้าที่พวกเขามั่นใจได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสร้างยอดขายและเพิ่มความพึงพอใจตั้งแต่ต้นจนจบ

นักช็อปออนไลน์ชาวไทยเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจในความคุ้มค่า มีการไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนในการจับจ่ายแต่ละครั้ง การปรับตัวของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ช่วยเสริมความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือ ไม่เพียงกระตุ้นให้เกิดยอดขายกับร้านค้าบนแพลตฟอร์ม แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญของการรักษาความภักดีต่อแบรนด์ในระยะยาว นำไปสู่การเพิ่ม Lifetime Value ของลูกค้า และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอีคอมเมิร์ซไทยในสนามธุรกิจดิจิทัลที่มีการแข่งขันสูงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้.

 

ครองขวัญ รอดหมวน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

ท่ามกลางภาวะสุญญากาศทางเศรษฐกิจที่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ไทยต้องเผชิญกับมรสุม "วิกฤตซ้ำซ้อน" มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่บาดแผลเรื้อรังจากโรคระบาดที่ยังไม่ทันสมานดี กลับต้องมาถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตพลังงานโลกที่ทำให้ต้นทุนการผลิตและค่าขนส่งพุ่งทะยานอย่างควบคุมไม่ได้ สถานการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การกำไรลดลง แต่คือการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในสภาวะที่ "สภาพคล่องติดขัด หนี้เสียติดหล่ม และหนี้นอกระบบกลายเป็นกับดัก"

กระตุ้นท่องเที่ยวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การจ้างงาน และการกระจายเม็ดเงินสู่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ ภายหลังการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก

โซลาร์รูฟท็อป ฝ่าวิกฤตค่าไฟฟ้าแพง

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ซึ่ง คุรุจิต นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมและพลังงานแห่งชาติ คาดการณ์ว่าสถานการณ์คงจะยืดเยื้อไม่จบภายในปี 2569 จะทำให้วิกฤตราคาพลังงานลากยาว ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับกับวิกฤตดังกล่าว

เมื่อ‘การมีงาน’ไม่ได้แปลว่า‘มั่นคง’?

เพิ่งจะผ่านพ้นวันที่ 1 พฤษภาคมไป ซึ่งแน่นอนว่า “แรงงาน” ในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างมากในฐานะกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่ในวันแรงงานปี 2569 คำถามของคนทำงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่ใช่เพียง “ยังมีงานทำหรือไม่” หากเป็น “รายได้ที่มีอยู่ วันนี้ยังพอรับมือกับความไม่แน่นอนข้างหน้าได้แค่ไหน?”

หนึ่งทศวรรษค่าจ้างขั้นต่ำไทย

ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ‘ค่าจ้างขั้นต่ำ’ ของประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็นทั้งเครื่องมือคุ้มครองแรงงานและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ตัวเลขที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจสะท้อนภาพของความก้าวหน้าในเชิงนโยบาย

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง