
ช่วงนี้ภาระหนักเต็มมือ “นายกฯ หนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่คลี่คลาย และมาเกิดเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่หัวหน้ารัฐบาลอย่างนายอนุทินต้องวางแผนบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
ซึ่งตั้งแต่เกิดเหตุน้ำท่วม นายอนุทินลุยไปบัญชาการเองในพื้นที่แล้วถึง 5 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดลงไปหลังน้ำลด ขนทีมเศรษฐกิจลงไปดูเรื่องการฟื้นฟูให้เห็นกับตา ก่อนปล่อยมาตรการสินเชื่อต่างๆ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ ตาม 8 มาตรการฟื้นฟูชีวิตคนหาดใหญ่และผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ที่รัฐประกาศไว้แล้ว
เช่น การพักหนี้ พักต้น พักดอกเบี้ย ของธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ, เงินกู้เพื่อการยังชีพและประกอบอาชีพ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน, เงินกู้เพื่อการซ่อมแซมที่พักอาศัย 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย, สำนักงานประกันสังคมจ่ายชดเชยสูงสุดทุกกรณีแก่ผู้ประสบภัย เป็นต้น
งานนี้ถึงจะมีมาตรการออกมาเพื่อเยียวยาชาวบ้าน แต่อย่างไรก็ไม่คุ้มค่ากับความสูญเสีย
รัฐบาลนายกฯ หนูโดนด่า ทั้งเรื่องแผนจัดการน้ำ เรื่องการแจ้งเตือนที่ล่าช้า และการเข้าช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐที่ไม่เป็นที่พึงพอใจ ซึ่งนายอนุทินได้ขอโทษและน้อมรับข้อผิดพลาดทั้งหมด พร้อมลุยช่วยชาวบ้านต่อ
ทั้งนี้ ตั้งแต่นายกฯ หนูเข้ามาบริหารประเทศร่วม 2 เดือน เจ้าตัวทำงาน 7 วัน และงานส่วนใหญ่ลากยาวตั้งแต่เช้าไปจนดึก โดยเฉพาะช่วงนี้สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ นายกฯ หนูลุยงานหนักมากขึ้น
จนล่าสุดเจ้าตัวน้ำหนักลดลง เสื้อและกางเกงหลวมขึ้น แต่สังเกตได้ว่าทั้งลุยน้ำฝ่าสายฝนหนัก จนเปียกทั้งตัว แถมทำงานจนดึกดื่นติดต่อกัน แต่นายกฯ หนูไม่ยอมป่วยและยังดูมีแรงพร้อมลุยงานได้ทุกวันเหมือนเดิม
ครั้นสืบความมาจนทราบว่า เจ้าตัวมีเคล็ดลับในการดูแลสุขภาพ คือการกินวิตามินบำรุงหลังอาหารเช้า ซึ่งเป็นวิตามินหลากหลายชนิด กินทีเป็นกำมือ แต่ทว่าบางวันจากต้องกินหลังมื้อเช้า ก็มีขยับไปมื้อเที่ยงบ้าง มื้อเย็นบ้าง เพราะงานลากยาวจนข้าวเช้าไม่ได้กินก็มี
งานนี้ถึงนายกฯ อนุทินจะผอมลงบ้าง แต่ก็ยังถือว่าฟิตมาก ไม่ยอมป่วยเลยจริงๆ.
บรรจง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต้องแก้โดยคนพื้นที่
การเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคก้าวไกล (เดิม) กวาด สส.จันทบุรียกจังหวัด 3 เขต แบบไม่แบ่งพรรคการเมืองอื่น ขณะที่หลายสำนักยังยกพรรคประชาชนเป็นเต็งหนึ่งในหนนี้ แต่จะกวาดเรียบเหมือนเดิมหรือไม่ อาจไม่แน่ เพราะรอบนี้มีผู้สมัคร สส.หลายพรรคอยากพิสูจน์ให้เห็นว่า มีดีไม่น้อยกว่ากัน
'ต้องมีผลงาน'
ช่วงโค้งสำคัญก่อนเลือกตั้ง การเมืองไทยยังคงวนเวียนกับคำถามเดิมๆ ว่า “บ้านใหญ่” ยังได้เปรียบอยู่หรือไม่ และการเมืองจะหลุดพ้นจากอำนาจได้จริงหรือเปล่า
'อ.เชน คือยศชนัน'
ช่วงนี้หลายพรรคการเมืองเร่งลงพื้นที่ทำคะแนนก่อนที่จะถึงวันเลือกตั้ง คือวันที่ 8 ก.พ. ซึ่งถือว่าเป็นวันชี้ชะตาการเมืองไทยก็ว่าได้
ชิมไปอ้วนไป
หรือว่านี่คือกลยุทธ์หาเสียงแบบใหม่? นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค พร้อมแกนนำพรรคภูมิใจไทย กำลังปูพรมลงพื้นที่ทั่วไทยช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งใหญ่ 18 ก.พ.2569 ลุยตลาดโน้นตลาดนี้ ราวกับไปช็อปปิ้ง แต่จริงๆ แล้วคือหาเสียงแบบใกล้ชิดประชาชนสุดๆ
ได้กำลังใจดี
ช่วงนี้ลุยหาเสียงหนักกันทุกพรรค รวมถึงพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ที่นำทัพโดย “หัวหน้าตุ๋ย” พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค รทสช. และแคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 1 ที่ล่าสุดเพิ่งปล่อยขบวนคาราวาน "ปักษ์ใต้ต้องดีกว่านี้" เพื่อหาเสียง 14 จังหวัดภาคใต้ เป็นการต่อยอดจากการลงพื้นที่ภาคอีสานที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดี
ผมทำมากกว่าพูด
หนึ่งในจุดเด่นและจุดแข็งของพรรคกล้าธรรมคือ ตัวผู้สมัคร สส. ที่ไม่ว่ากระแส ณ ขณะนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ตัวผู้สมัคร สส.ของพรรคจะใช้ผลงานที่ตัวเองตุนไว้มากมายมาขอคะแนนประชาชน จนฝ่าเข้าไปเป็นปากเสียงแทนประชาชนในสภาผู้แทนราษฎรได้ทุกครั้ง

