อินเดียโอกาสทางการค้าของไทย

อินเดียตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่มีประชากรมากกว่า 1.4 พันล้านคน และชนชั้นกลางกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีการคาดการณ์ในปี 2035 จะมากถึง 800-900 ล้านคน รวมถึงมีการเติบโตทางเศรษฐกิจ อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก GDP โตต่อเนื่อง อีกทั้งรัฐบาลยังมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนและการผลิตภายในประเทศ (Make in India)

ปัจจุบัน อินเดียเป็นตลาดส่งออกอันดับที่ 4 ของไทย โดยการค้าในช่วง 11 เดือน ปี 2568 (ม.ค.-พ.ย.) มีมูลค่า 20,316.65 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 28.56% แบ่งเป็นการส่งออก 14,787.94 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 40.78% และการนำเข้า 5,528.72 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.33%

โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยไปอินเดีย อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ เคมีภัณฑ์ เม็ดพลาสติก เครื่องจักรและส่วนประกอบ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์ยาง รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ

ส่วนสินค้านำเข้าจากอินเดีย อาทิ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เครื่องจักรและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็ง แปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์ พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ กาแฟ ชา เครื่องเทศ

ดังนั้นด้วยกำลังซื้อที่มหาศาล จึงเป็นโอกาสทางการค้าของนักธุรกิจไทย ล่าสุด ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า อินเดียเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะรายได้ของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นฐานผู้บริโภคสำคัญ ทำให้สินค้าไทย โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และสินค้าเชิงนวัตกรรม ยังมีโอกาสขยายตัวและสอดรับสนับสนุนในส่วนที่อินเดียต้องการ

แต่ต้องยอมรับว่าความท้าทายสำคัญที่ภาคเอกชนไทยเผชิญคือ การตรวจรับรองมาตรฐานภายใต้ Bureau of Indian Standards (BIS) ซึ่งย่อมมีกระบวนการที่ละเอียดรัดกุม อย่างไรก็ดีในบางกรณีอาจส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานระหว่างกันไม่สามารถเดินหน้าไปได้เต็มศักยภาพ ดังนั้นกระทรวงพาณิชย์จะพยายามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอินเดีย ผ่านช่องทางของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเครือข่ายของทูตพาณิชย์ เพื่อสร้างความเข้าใจและเอื้ออำนวยต่อการเชื่อมโยงการผลิตระหว่างกัน

 นางศุภจี ย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ตระหนักว่าการค้าและการลงทุนในอินเดียต้องคำนึงถึงการเป็นหุ้นส่วนที่เกื้อกูลกันในทุกมิติ มุ่งเน้นการสร้างความสมดุลของผลประโยชน์ร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า และส่งเสริมให้ภาคธุรกิจของทั้งสองประเทศสามารถปรับตัวให้สอดรับกับกฎระเบียบ มาตรฐาน และทิศทางนโยบายของกันและกัน ปรับตัวร่วมกันในระยะยาว

ส่วนอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Building Materials) สามารถสนับสนุนเป้าหมายของอินเดียในด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต ซึ่งไทยพร้อมที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นางศุภจี ได้นำทัพผู้บริหาร อาทิ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมสินค้าไทย “Taste of Thailand” และเยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ต Nature’s Basket ซึ่งตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้า Phoenix Palladium เมืองมุมไบ สาธารณรัฐอินเดีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์สินค้าอาหารและสินค้าเกษตรของไทย กระตุ้นการบริโภค และขยายโอกาสทางการค้าสินค้าไทยในตลาดอินเดีย ผ่านการจัดแสดงและประชาสัมพันธ์สินค้าไทยคุณภาพในซูเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ ทูตพาณิชย์ไทยในอินเดียทั้ง 3 แห่งยังได้นำเสนอแผนส่งเสริมการค้าและการลงทุนปี 2569 อาทิ การผลักดันสินค้า SME และสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดอินเดีย การขยายช่องทางการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การสร้างเครือข่ายสตาร์ทอัป การจัดคณะผู้แทนการค้า การเข้าร่วมและจัดงานแสดงสินค้า การจัดกิจกรรม Top Thai Brands และการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในอินเดียอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตามเมื่อเร็วนี้ที่ผ่านมา นางศุภจี ได้หารือกับภาคเอกชนไทยที่เข้าไปลงทุนและดำเนินธุรกิจในอินเดีย อาทิ ไทยออยล์, GPSC, SCG, CPF, CP และ Shera ร่วมกับผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองมุมไบ นิวเดลี และเจนไน พร้อมระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องการรับฟังจากภาคเอกชนโดยตรงถึงโอกาสและความท้าทายในการทำธุรกิจในอินเดีย เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนให้สอดคล้องกับสภาพตลาดจริง

โดยภาคเอกชนไทยทุกบริษัทเห็นตรงกันว่าอินเดียเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะการขยายตัวของชนชั้นกลางซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 500 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 800900 ล้านคนในปี 2035 ถือเป็นโอกาสสำคัญของสินค้าและผู้ประกอบการไทยในหลายอุตสาหกรรมสามารถขยายส่วนแบ่งตลาดในอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดศักยภาพที่มีขนาดใหญ่และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

ระวัง! Effect คำสั่งลดค่าการกลั่น อาจเกิดกักตุนน้ำมันระลอกใหม่

วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2567-2569 ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของพลังงานโลก

สงกรานต์ไทยกระหึ่มบนเวทีโลก

เทศกาลสงกรานต์ 2569 ไม่เพียงตอกย้ำภาพลักษณ์ “ซอฟต์พาวเวอร์” แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ไทยบนเวทีโลก ถือเป็นการสะท้อนบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เทรนด์‘กระบะพลังงานใหม่’มาแรง

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีกระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับกับการมุ่งไปสู่ Net Zero Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี จะเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานของโลก ได้ส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานทั่วโลกโดยเฉพาะราคาน้ำมัน พุ่งขึ้นหลายเท่านั้น

เศรษฐกิจรีเซตผู้บริโภคไทยสู่ ‘SmartSumer’

เมื่อผู้บริโภคฉลาดขึ้น เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน บวกกับแรงกดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลังเร่งให้ผู้บริโภคไทยปรับพฤติกรรมสู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า กว่า 90% ของผู้บริโภคหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แซงบทบาทของแพลตฟอร์มดั้งเดิม โดยเฉพาะหมวดเครื่องใช้ในบ้านที่ใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด

วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ