ญี่ปุ่นไม่ถอยชูไทยฐานหลักในอาเซียน

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวน ทั้งจากสงครามการค้า นโยบายประเทศมหาอำนาจ และความไม่แน่นอนรอบด้าน การตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนต่างชาติถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า “ประเทศไหนยังน่าเชื่อถือ” และสำหรับประเทศไทย สัญญาณจากนักลงทุนญี่ปุ่นในเวลานี้ค่อนข้างชัดว่า ไทยยังอยู่ในเรดาร์ และไม่ได้ถูกมองแค่เป็นฐานการผลิตเดิมๆ อีกต่อไป

การหารือระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กับเจโทร และหอการค้าญี่ปุ่น สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นได้ค่อนข้างชัด จากผลสำรวจบริษัทญี่ปุ่นกว่า 520 แห่ง พบว่าหลายบริษัทมองว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มดีขึ้น หลังซบเซามาหลายไตรมาส โดยแรงหนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของการผลิต การบริโภค และการเกิดธุรกิจใหม่ในหลายอุตสาหกรรม

นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และยึดไทยเป็นฐานการลงทุนหลักในระยะยาว ปัจจุบันมีกว่า 6,000 บริษัททำธุรกิจอยู่ในไทย ในปี 2568 ที่ผ่านมา ตัวเลขการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงกว่าเท่าตัว โดยการลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีใหม่อย่างชัดเจน เช่น รถยนต์ไฮบริดและชิ้นส่วน การประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ชิ้นส่วนอากาศยาน ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน”

ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนยิ่งตอกย้ำภาพนี้ เพราะในปี 2568 การลงทุนจากญี่ปุ่นมีมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากปีก่อน ไม่ใช่แค่ “ลงทุนมากขึ้น” แต่เป็นการลงทุนที่เปลี่ยนทิศทางชัดเจน จากฐานการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

กลุ่มยานยนต์ยังคงเป็นหัวใจหลัก แต่ไม่ใช่แค่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเหมือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นกำลังใช้ความเชี่ยวชาญของตนต่อยอดสู่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดไทย พร้อมขยายการลงทุนในชิ้นส่วนสำคัญตลอดซัปพลายเชน ตั้งแต่ยางรถยนต์ ระบบส่งกำลัง ไปจนถึงอุปกรณ์แปลงพลังงานสำหรับรถไฟฟ้า ภาพที่เห็นคือญี่ปุ่นไม่ได้แค่ “ตั้งโรงงาน” แต่กำลังช่วยปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยให้ก้าวไปอีกขั้น

ในฝั่งอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า การลงทุนก็ขยายตัวแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ความแม่นยำสูง ขณะที่กลุ่มดิจิทัลถือว่าน่าจับตามองมากที่สุด จากมูลค่าการลงทุนเพียงหลักสิบล้านบาทในปีก่อนหน้า กระโดดขึ้นเป็นหลายพันล้านบาทในปีเดียว ส่วนใหญ่เป็นโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล คลาวด์ และเทคโนโลยี AI ซึ่งสะท้อนว่าไทยเริ่มถูกมองเป็นฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค

แม้โลกจะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐ หรือปัญหาชายแดนในภูมิภาค แต่ผลสำรวจชี้ว่านักลงทุนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังรับมือสถานการณ์อย่างใจเย็น หลายบริษัทยังไม่เห็นผลกระทบชัดเจน และยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เดิม บางส่วนเลือกปรับเส้นทางขนส่งหรือเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แทนที่จะชะลอหรือถอนการลงทุน ท่าทีเช่นนี้สะท้อนว่านักลงทุนญี่ปุ่นมองไทยเป็นฐานระยะยาว ไม่ใช่แค่ทางเลือกชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนญี่ปุ่นก็ส่งสัญญาณชัดว่า อยากเห็นประเทศไทยเร่งแก้โจทย์ภายในมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ การจัดการปัญหาหนี้ครัวเรือน การคืนภาษีที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม เพราะทั้งหมดนี้คือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนเดินหน้าได้อย่างราบรื่น และทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงจากภายในจริงๆ

เมื่อมองภาพรวม การเพิ่มขึ้นของการลงทุนจากญี่ปุ่นในครั้งนี้ไม่ได้เป็นแค่ข่าวดีเชิงตัวเลข แต่เป็นสัญญาณว่าประเทศไทยยังมีศักยภาพ หากสามารถปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของโลก คำถามต่อจากนี้อาจไม่ใช่ว่า “ญี่ปุ่นยังเชื่อมั่นไทยหรือไม่” แต่เป็นว่า ไทยจะใช้โอกาสนี้ยกระดับตัวเองจากฐานการผลิต ไปสู่ฐานเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแรงและยั่งยืนได้ทันเวลาหรือเปล่า ซึ่งคำตอบนั้นกำลังถูกทดสอบอยู่ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้านี้เอง.

 

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จับตา'ส่งออกไทย’อ่วมพิษสงคราม

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทสำคัญต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากภูมิภาคดังกล่าวเป็นแหล่งผลิตพลังงานหลักและเป็นจุดเชื่อมโยงของเส้นทางการค้าระหว่างประเทศ ความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่มั่นคงด้านความปลอดภัยส่งผลให้เกิดความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ อัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของการค้าโลก และการเคลื่อนย้ายสินค้าในระบบเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

แปลงเกษตรสู่ฐานชีวภาพ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหารและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิภูมิอากาศ “เกษตรกรรมแบบดั้งเดิม” กำลังถูกเขย่าด้วยกระแสเทคโนโลยีดิสรัปชัน ประเทศไทยในฐานะอู่ข้าวอู่น้ำของโลกจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับเพียงการส่งออกวัตถุดิบขั้นต้น แต่กำลังเร่งสปีดสู่การเป็น “อุตสาหกรรมฐานชีวภาพ” (Bio-based Industry) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างมูลค่าเพิ่มมหาศาล

สงกรานต์ส่อแววหงอย

เมื่อเริ่มเข้าสู่เดือนเมษายนของทุกปี บรรยากาศแห่งความสุขและการรอคอยก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง กับเทศกาล “สงกรานต์” หรือ วันปีใหม่ไทย ถือเป็นช่วงเวลาของวันพักผ่อนหยุดยาวที่หลายคนเฝ้ารอ

ท่องเที่ยวกับการปรับเกมรับวิกฤต

เริ่มต้นเพียงไตรมาสแรกของปี 2569 ก็ดูเหมือนจะมีวิกฤตให้รับมือกันหลายอย่าง โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่มักจะมีผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจอยู่ตลอดจากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เศรษฐกิจไทยปีม้าส่อหลุดต่ำ 2%

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน หลังสหรัฐและอิสราเอลโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารและกลุ่มผู้นำของอิหร่าน ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนโจมตีเป้าหมายหลายแห่งในภูมิภาค ทำให้เกิดความเสี่ยงที่ความขัดแย้งในระดับภูมิภาคจะขยายวงมากขึ้น

‘ตลาดที่อยู่อาศัย’ยังไม่พ้นจุดต่ำสุด

ในปี 2569 ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากปัจจัยเสี่ยงทั้งในและต่างประเทศ โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากความไม่แน่นอนของภาวะการเงินโลก ต้นทุนทางการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงความผันผวนของเศรษฐกิจในหลายประเทศ ขณะเดียวกันเศรษฐกิจภายในประเทศยังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงอยู่ในกรอบที่ระมัดระวังมากขึ้น