ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย
เป็นประจำทุกปี “ฮิวแมนไรท์วอทช์” (Human Rights Watch: HRW) จะนำเสนอรายงานสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ฉบับล่าสุดคือ “World Report 2026” นำเสนอสถานการณ์ของปี 2025 บทความนี้สังเคราะห์ด้วยประเด็นระเบียบโลกทรัมป์ 2.0 ดังนี้
สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดหรือไม่:
รายงาน 2026 ให้ความสำคัญกับสหรัฐมาก ถึงขนาดตั้งคำถามว่า “สิทธิมนุษยชนจะอยู่รอดในโลก

ภาพ: สำนึกรักชาติเกิดขึ้นเมื่อชาติรัก
เครดิตภาพ: ปัญญาประดิษฐ์
แบบทรัมป์หรือไม่” เพราะรัฐบาลทรัมป์คือพวกอำนาจนิยมที่คุกคามระเบียบโลกเดิม
สิทธิมนุษยชนที่เสื่อมทรุดสัมพันธ์กับนโยบายต่างประเทศสหรัฐ สอดคล้องกับประชาธิปไตยอเมริกาที่ถดถอย
วิเคราะห์: ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรก องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง งานวิจัยหลายชิ้น ล้วนฟันธงว่าประชาธิปไตยสหรัฐถดถอย ไม่สนใจสิทธิมนุษยชน ต่างจากยุทธศาสตร์แม่บทเดิม (Grand Strategy) ที่ยึดถือมานาน ทรัมป์ 2.0 ในขณะนี้แรงกว่าเดิมมาก ตั้งใจทำลายระเบียบโลกเดิมและสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ใหม่ (ระเบียบโลกใหม่) ที่สหรัฐได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้ไม่เป็นประชาธิปไตย ละเมิดการค้าเสรีของ WTO และละเมิดสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ
ความไม่เป็นประชาธิปไตยของสหรัฐไม่ใช่เรื่องล้อเล่น มกราคม 2026 ฟรีดริช เมิร์ซ (Friedrich Merz) นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ย้ำว่าสหรัฐไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” กับรัฐบาลทรัมป์ สอดคล้องกับการนำเสนอของสื่อตะวันตกหลายสำนัก
ที่สำคัญคือ คำพูดนี้เท่ากับเอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย ทรัมป์พูดเองว่าบางคนเรียกเขาว่าเป็นจอมเผด็จการ (dictator) ที่ทรัมป์ตีความคำนี้หมายถึงการเป็น “ผู้นำที่เข้มแข็ง” (Strongman)
เรื่องนี้อาจตีความว่ารัฐบาลสหรัฐหลายชุดพยายามแก้ปัญหาสำคัญของชาติ แต่วิธีเดิมไม่สำเร็จ ทรัมป์ 2.0 จึงเลือกใช้แนวทางสุดโต่งดังปรากฏในขณะนี้ เช่น ส่งเสริมอุดมการณ์ชาตินิยมผิวขาว (white nationalist ideology) ที่ต่อต้านชนเชื้อสายอื่น คนผิวสี ลดคุณค่าแรงงานต่างด้าว ผู้อพยพลี้ภัย ถอนตัวจากคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council: UNHRC) กระชับมิตรกับผู้นำอำนาจนิยมหลายประเทศ คว่ำบาตรองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับปาเลสไตน์ และคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่น่าคิดคือ คนในพรรครีพับลิกันไม่ต่อต้าน (บางคนอาจคัดค้านแต่เสียงอ่อน) สื่ออเมริกาเลี่ยงวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำประเทศแบบตรงๆ
ผลสำคัญอีกข้อคือ แต่ไหนแต่ไรรัสเซียกับจีนมีปัญหาสิทธิมนุษยชน บัดนี้เมื่อสหรัฐถดถอยเรื่องนี้ ทำให้ภาพของรัสเซียกับจีนดูดีขึ้นเมื่อเทียบกับสหรัฐ หากจะวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนเท่ากับแตะรัฐบาลสหรัฐไม่โดยตรงกับโดยอ้อม
ในอดีตรัฐบาลสหรัฐมักใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนเล่นงานหลายประเทศ บัดนี้ทรัมป์ไม่ใช้เครื่องมือตามกลไกสหประชาชาติอีกแล้ว แต่อ้างกฎหมายของตัวเอง เช่น ส่งทหารบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร (Nicolas Maduro) ผู้นำเวเนซุเอลาพร้อมภริยาด้วยกฎหมายปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐ หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีนกล่าวว่า บางประเทศพิพากษาลงโทษผู้นำประเทศอื่นด้วยตัวเอง ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญบางคนวิเคราะห์ว่า ถ้าสหรัฐไม่สนใจสิทธิมนุษยชน สิทธิมนุษยชนโลกจะถดถอย เช่นเดียวกับประชาธิปไตย เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสหรัฐเป็นตัวตั้งตัวตีสร้างระเบียบโลกเช่นนั้น และเห็นชัดว่าชาติตะวันตกหลายประเทศกำลังถอยห่างจากเรื่องดังกล่าว เมื่อบริบทโลกเป็นเช่นนี้ ไม่แปลกที่การยึดถือสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ ลดน้อยลง ความเป็นประชาธิปไตยลดลง อำนาจนิยมเฟื่องฟู
รัฐบาลสหรัฐปฏิเสธรายงาน:
เนื่องจาก World Report 2026 มีประเด็นขัดแย้งกับท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ชี้ว่ารัฐบาลสหรัฐมีส่วนทำลายเสาหลักประชาธิปไตยและบรรทัดฐานสิทธิมนุษยชนสากล สหรัฐจึงปฏิเสธรายงานดังกล่าว ชี้ว่าเนื้อหา “บิดเบือน” ผลสำคัญอีกข้อคือ สหรัฐเมินเฉยกลไกสหประชาชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ยอมรับการตรวจสอบจากภายนอก มองว่ารายงานจากองค์กรอย่าง HRW เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ใช้เพื่อโจมตีอำนาจอธิปไตยของตน เป็นตลกร้ายทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่รัฐบาลสหรัฐใช้เรื่องนี้โจมตีรัฐบาลต่างชาติแต่กลับไม่ยอมรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนภายในประเทศของตนเอง หรือที่ทำต่อต่างประเทศ
ปัจจัยอิสราเอลมีส่วนสำคัญ แต่ไหนแต่ไรองค์กรสิทธิมนุษยชนกล่าวโทษอิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนปาเลสไตน์ ออกแถลงการณ์ประณามทุกปี เรื่องนี้เป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลสหรัฐ (โดยเฉพาะภายใต้การนำของพรรครีพับลิกัน) กับองค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Human Rights Watch (HRW) ตึงเครียดมาก
ทั้งนี้เนื่องจากสองประเทศเป็นพันธมิตร รัฐบาลสหรัฐจึงพยายามขัดขวางการกล่าวโทษอิสราเอล อย่างเช่น คำว่า “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” เพื่อปกป้องพันธมิตร หวังลดกระแสต่อต้านชาวยิว (Antisemitism) ซึ่งเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมากในการเมืองภายในของสหรัฐ
วิเคราะห์ในมุมมองระเบียบโลกใหม่:
ท่าทีของรัฐบาลทรัมป์ต่อรายงานดังกล่าวสะท้อน America First 2.0 เปลี่ยนการยึดถือระเบียบโลกที่ยึดกติกาเสรีนิยม (Liberal Rules-Based Order) เป็นระเบียบโลกที่เน้นผลประโยชน์สหรัฐ การเจรจาต่อรองทวิภาคี
ในแนวทางจัดระเบียบโลกใหม่ของสหรัฐ “สิทธิมนุษยชน” ไม่เป็นกฎเกณฑ์สากลที่อยู่เหนือรัฐอีกต่อไป แต่ถูกมองว่าเป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศ
ข้อนี้เป็นเหตุผลว่ารัฐบาลทรัมป์ไม่ยอมรับ HRW กับ UN ตีความว่าพวกนี้พยายามเข้ามาแทรกแซงนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ ขัดผลประโยชน์แห่งชาติ
ในระเบียบโลกใหม่ที่กำลังสร้าง สหรัฐให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้มากกว่าพันธมิตรที่ทำตามกฎหรือข้อตกลงเดิม
ท่าทีทรัมป์จะเปลี่ยนทันทีหากประเทศนั้นไม่ยอมทำตามที่ต้องการ หรือทำสิ่งที่ขัดกับสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นพันธมิตรเก่าแก่หรือไม่ ตั้งแต่ทรัมป์สมัยแรกก็ชี้ว่านาโตมี 2 ปัญหาใหญ่ ข้อแรกคือ ล้าสมัยเพราะสถาปนาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น บริบทปัจจุบันแตกต่างไปมาก ข้อ 2 นาโตยังให้ความสำคัญกับก่อการร้ายน้อยเกินไป ในขณะที่สหรัฐต้องเสียงบประมาณสนับสนุนมากเกินไป ไม่ยุติธรรมต่อสหรัฐ ไม่คุ้มกับประโยชน์ที่ได้ ดังนั้น หากชาติสมาชิกนาโตไม่ช่วยแบกรับภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จะขอพิจารณาถอนตัวออกจากนาโต และถ้าการทำเช่นนี้เป็นเหตุให้นาโตแตกก็ให้แตกไปเลย
ทุกวันนี้เห็นชัดแล้วว่าทรัมป์ตั้งใจลดบทบาทองค์กรพหุภาคี (De-institutionalization) ต้องการรื้อทำลายระเบียบโลกเก่านั่นเอง เพื่อเปิดทางให้สหรัฐกำหนดมาตรฐาน สิทธิและความชอบธรรมขึ้นมาใหม่ตามเป้าหมายใหม่ ถ้าไม่นับมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่ใช้กับหลายสิบประเทศทั่วโลก Board of Peace (BoP) หรือคณะกรรมการสันติภาพที่กำลังก่อตั้งคือตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดเจน เบื้องต้นคือยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามในฉนวนกาซา ในอนาคตอาจขยายบทบาทไปสู่ความขัดแย้งอื่นๆ ทั่วโลก เป็นองค์กรระหว่างประเทศใหม่ที่กำลังก่อตัว ไม่อยู่ภายใต้กติกาสหประชาชาติ วิเคราะห์ได้ว่าเป็นความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องทำเช่นนั้นเพื่อความอยู่รอด
สรุป:
ถ้าสังเกตให้ดี นับจากสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ความเป็นมหาอำนาจ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนของสหรัฐมักไปในทิศทางเดียวกัน อาจตีความว่าเมื่อความเป็นมหาอำนาจถดถอย จึงทำให้ 2 เรื่องหลังถดถอยด้วย ความเป็นไปของสหรัฐมีผลต่อระเบียบโลกใหม่ที่กำลังก่อตัว รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนที่น่าจะเสื่อมถอย
บทความนี้นำเสนอข้อมูลที่ชี้ว่าสิทธิมนุษยชนอเมริกาถดถอย ต้องมองอีกด้านว่าสิทธิมนุษยชนในอเมริกายังดีกว่าหลายสิบประเทศทั่วโลก คนย่อมมีความสุขเมื่ออยู่ในประเทศที่ความเป็นคนมีคุณค่า พลเมืองทุกคนได้รับความคุ้มครอง สำนึกรักชาติเกิดขึ้นเมื่อชาติรัก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยุโรปไม่ใช่เบี้ยล่างของสหรัฐ
ผู้นำเยอรมันใช้คำว่า “ลัทธิจักรวรรดินิยม” เอาสหรัฐออกจากฝ่ายประชาธิปไตย บัดนี้เยอรมนี ยุโรปตะวันตก คือฝ่ายประชาธิปไตย ส่วนสหรัฐกลายเป็นอีกพวก
คนไทยที่ทำงานอเมริกาหลายปีคิดกลับไทย
คนไทยที่ทำงานในอเมริกามานาน เมื่อต้องเผชิญความไม่แน่นอนทางกฎหมาย บรรยากาศสังคมที่ไม่เป็นมิตรอย่างเคย ประเด็นครอบครัว ทำให้อยากกลับไทยหรือต้องกลับไทย
ชาติรอดเราก็รอด! 'อดีตบิ๊กศรภ.' ชำแหละ 3 พรรคชิงตั้งรบ. ท่ามกลางสถานการณ์ 'โลก-ไทย' ไม่ปกติ
พลโทนันทเดช ชำแหละองค์ประกอบ 3 พรรคชิงจัดตั้งรัฐบา่ล ท่ามกลางสถานการณ์ประเทศไม่ค่อยดีนัก
เวเนซุเอลาอาณานิคมสมัยใหม่ของสหรัฐ
ถ้าสหรัฐแพ้อาจหมายถึงหายนะและยากจะฟื้นตัวกลับมาอีกครั้ง การกระชับอำนาจและขยายอาณานิคมจึงไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นทางรอด
เวเนซุเอลาสนามแสดงความเป็นAmerica First
ทรัมป์ไม่ใช่ประธานาธิบดีคนแรกที่ยึดแนวทางนี้ ผู้นำสหรัฐไม่ว่ามาจากพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตต่างยึดแนวทางนี้
เป้าหมายของสหรัฐที่มากกว่าเวเนซุเอลา
ระเบียบโลกที่ต้องการคือสหรัฐต้องเป็นเจ้า สามารถตักตวงผลประโยชน์จากระเบียบโลกมากที่สุด ทรัมป์ไม่ใช่คนแรกที่ยึดแนวทางนี้ นอกจากเป้าหมายที่ต้องการโดยตรงจากเวเนซุเอลา รัฐบาลทรัมป์ยังมีเป้าหมายอื่นที่มากกว่านั้น บทความนี้นำเสนอเป้าหมายบางประการที่น่าจะเป็นและสำคัญ ดังนี้


