จากความขัดแย้งสู่แผนยั่งยืน

การปิดตำนานข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทย และบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด เมื่อต้นปี 2569 ไม่ใช่เพียงการหยุดคดีความในชั้นอนุญาโตตุลาการเท่านั้น แต่ถือเป็น “การรีเซต” ครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากภาพจำเดิมๆ สู่การเป็น “อุตสาหกรรมต้นน้ำเชิงยุทธศาสตร์” ที่สมดุลทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

โดย​ความสำเร็จในการเจรจาจนนำไปสู่การถอนคำร้องโดยสมัครใจของบริษัทแม่เหมืองทองอัครา สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนต่างชาติมีต่อเสถียรภาพทางนโยบายของไทย การก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินที่อาจจะต้องใช้ชดเชยหลักหมื่นล้านบาท และเปลี่ยนเหตุการณ์เหล่านั้นมาเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในประเทศ แทนการสู้คดี

และการยุติข้อพิพาทครั้งนี้เปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปยังนักลงทุนทั่วโลก ว่า ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะกลับมาเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับการลงทุนภายใต้กฎหมายที่ชัดเจนและเป็นสากล...

ด้วยคำมั่นจากภาครัฐยุคใหม่ ที่ประกาศชัดเจนว่าจะไม่ได้ทำหน้าที่แค่ผู้กำกับดูแลที่คอยคุมกฎเท่านั้น แต่จะเป็น “ผู้บริหารจัดการทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” โดยจะผลักดันให้แร่ทองคำและโลหะเงินที่ขุดได้กลายเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของอุตสาหกรรมไฮ-เทค เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และแผงโซลาร์เซลล์ ภายใต้​การเติบโตของธุรกิจ ที่ควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตของประชาชนรอบเหมืองอย่างแยกขาดจากกันไม่ได้

ตั้งเป้าให้อุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทยต้องเติบโตภายใต้กฎหมายที่เข้มแข็งและเป็นธรรม ยึดหลักความสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจกับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ดำเนินงานอย่างถูกต้องและโปร่งใส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

หนึ่งในไฮไลต์ของการทำงานในอนาคตคือ แนวคิด Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่บริษัท อัครา ได้เริ่มนำร่องผ่านโครงการ ​“อิฐบล็อกหางแร่” ซึ่งร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พัฒนาหางแร่ให้เป็นวัสดุก่อสร้างคุณภาพสูง เปลี่ยนจากของเหลือทิ้งให้มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (Waste-to-Wealth) เพื่อสร้างงานและรายได้เสริมแก่ ชุมชน นอกจากนี้ยังมีการเดินหน้าอุตสาหกรรมอัญมณีท้องถิ่น ซึ่งมีแผนการใช้ “โลหะเงิน” ที่ได้จากกระบวนการผลิตมาเป็นวัตถุดิบให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทำเครื่องเงิน ช่วยเพิ่มมูลค่าทรัพยากรในท้องถิ่นโดยตรง

พร้อมกับนำเสนอ​ภาพลักษณ์ใหม่ของเหมืองทองในอนาคตที่ถูกย้ำเตือนด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดและการสร้างความเชื่อมั่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การนำปลาจากบ่อเหมืองมาปรุงอาหารรับรองคณะผู้เยี่ยมชม เพื่อยืนยันว่าระบบการจัดการน้ำและการบำบัดเป็นไปตามมาตรฐานสากล (ISO) รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในอุตสาหกรรมหนัก เช่น พนักงานขับรถบรรทุกสินแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งสะท้อนถึงความเท่าเทียมและการจ้างงานในท้องถิ่น

นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้นำเสนอภาพรวมการดำเนินงานของอัคราว่า สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศรวมกว่า 7.7 พันล้านบาทต่อปี สร้างการจ้างงานกว่า 1,000 ตำแหน่ง ซึ่งเกือบ 90% เป็นคนในพื้นที่สามจังหวัดรอบเหมือง และแม้อัคราจะเป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวของประเทศ แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนสู่รัฐในรูปแบบค่าภาคหลวงติดอันดับ 1 ใน 5 ของกลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งหมด

โดยตั้งแต่กลับมาเปิดดำเนินการในเดือน มี.ค.2566 จนถึงสิ้นเดือน ม.ค.2569 บริษัทได้ชำระค่าภาคหลวงแร่แล้วประมาณ 2,900 ล้านบาท สะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมทองคำในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง

แม้หลักฐานการสร้างเม็ดเงินให้ไหลเข้ารัฐจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อย่างมากแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญกว่ามูลค่าทองคำคือ “ความยั่งยืน” ในการอยู่ร่วมกับชุมชน หากโมเดลการทำงานนี้ประสบความสำเร็จ เหมืองทองไทยจะกลายเป็นต้นแบบของ Smart & Green Mining ที่ทั่วโลกยอมรับ.

 

ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อดาต้าไม่ได้มาแค่สร้างตึก

ย้อนกลับไปเมื่อ 2-3 ปีก่อน เราอาจได้ยินข่าวการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ในไทยระดับ “หมื่นล้าน” จนคุ้นหู แต่ภาพเหล่านั้นมักจะเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษหรือไซต์ก่อสร้างขนาดใหญ่ในแถบเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ว่าในปี 2026 นี้ ทิศทางได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง DayOne Data Center ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประกาศเฟ้นหาบุคลากรไทยกว่า 500 ตำแหน่ง

ระวัง! Effect คำสั่งลดค่าการกลั่น อาจเกิดกักตุนน้ำมันระลอกใหม่

วิกฤตความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงปี 2567-2569 ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากภูมิภาคนี้เปรียบเสมือน “หัวใจ” ของพลังงานโลก

สงกรานต์ไทยกระหึ่มบนเวทีโลก

เทศกาลสงกรานต์ 2569 ไม่เพียงตอกย้ำภาพลักษณ์ “ซอฟต์พาวเวอร์” แต่ยังสร้างปรากฏการณ์ไทยบนเวทีโลก ถือเป็นการสะท้อนบทบาทของภาครัฐ โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เทรนด์‘กระบะพลังงานใหม่’มาแรง

ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีกระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับกับการมุ่งไปสู่ Net Zero Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี จะเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8% ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานของโลก ได้ส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานทั่วโลกโดยเฉพาะราคาน้ำมัน พุ่งขึ้นหลายเท่านั้น

เศรษฐกิจรีเซตผู้บริโภคไทยสู่ ‘SmartSumer’

เมื่อผู้บริโภคฉลาดขึ้น เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน บวกกับแรงกดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลังเร่งให้ผู้บริโภคไทยปรับพฤติกรรมสู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า กว่า 90% ของผู้บริโภคหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แซงบทบาทของแพลตฟอร์มดั้งเดิม โดยเฉพาะหมวดเครื่องใช้ในบ้านที่ใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด

วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย

ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ