รณรงค์ประหยัดพลังงาน

สงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคตะวันออกกลาง ได้ส่งผลกระทบไปเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะราคาพลังงานอย่างน้ำมันและก๊าซ LNG ผันผวนและปรับเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศไทยปรับสูงขึ้นนั้น นายประสิทธิ์ สิริทิพย์รัศมี รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะที่กำกับดูแลด้านพลังงานไฟฟ้า ได้ออกมาระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 55,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการใช้ซึ่งอยู่ที่ประมาณกว่า 30,000 เมกะวัตต์ แต่ต้องยอมรับว่าต้นทุนเชื้อเพลิงจะผันแปรไปตามต้นทุนค่าเชื้อเพลิงในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลง

โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้นหนึ่งในกลไกที่ กกพ.ใช้ในการดูแดค่าไฟฟ้าเพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด คือ การยึดหลักบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้า โดยใช้ หลักการเมอริท ออเดอร์ (Merit Order) หรือการจัดลำดับแหล่งผลิตไฟฟ้า ซึ่งจะพิจารณาจากต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำที่สุดไปหาสูงสุด โรงไฟฟ้าที่ต้นทุนต่ำจะถูกเรียกใช้ก่อนเสมอ เพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยรวม เพื่อให้ค่าไฟอยู่ในระดับที่เหมาะสม ยอมรับได้ แต่ทั้งนี้ต้องดูความพร้อมในการดำเนินการของโรงไฟฟ้านั้นๆ ประกอบด้วย

ดังนั้นในช่วงนี้ หากพิจารณาตามต้นทุนแล้ว โรงไฟฟ้าถ่านหินจะถูกสั่งให้เดินเครื่องการผลิตเต็มกำลัง และโรงไฟฟ้าใดที่หยุดเดินเครื่องการผลิตก็อาจต้องสั่งให้กลับมาเดินเครื่อง รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ ก็จะรับซื้อเพิ่มขึ้น แม้ว่าปัจจุบันโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยจะใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ราว 50-60% ของกำลังการผลิตไฟฟ้า ซึ่งในส่วนของก๊าซฯ ก็จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯ จากอ่าวไทยเต็มที่ และลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่มีราคาแพงลง หรือใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าพลังงานโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภัยจากสงครามและยังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสูงพลังงานอนาคต ดังนั้นเพื่อรับมือกับความท้าทายและก้าวไปให้ทันกับการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงาน กกพ.จึงได้จัดทำ แผนเอนเนอร์จีฟอร์ไซด์ (Energy Foresight) เพื่อเป็นเครื่องมือในการเตรียมทรัพยากรให้เหมาะสมกับทิศทางของพลังงานในยุคเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยจะใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำการศึกษา ภายใต้ 4 ปัจจัยที่สำคัญ คือ 1.ความมั่นคง 2.เศรษฐศาสตร์ (ค่าไฟฟ้า) 3.สิ่งแวดล้อม (ความสะอาด) 4.สังคม (โซเชียล)

โดยได้ยึดผลการศึกษาภายใต้ 2 ฉากทัศน์สำคัญ คือ ฉากทัศน์ที่ 1 คือ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (สมมติฐานด้านดี) และ ฉากทัศน์ที่ 5 วิกฤตและหายนะ (สมมติฐานด้านความเสี่ยง) จากที่ทำการศึกษาทั้งหมด 64 ฉากทัศน์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าทิศทางพลังงานในอนาคตจะมุ่งไปในเรื่องของการส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นเทรนด์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงทางเลือกพลังงานในอนาคต เพื่อความมั่นคงทางพลังงาน ความสะอาด และราคาเหมาะสม โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ ถัดไปคือ ไฮโดรเจน และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ต้องรอการยอมรับของสังคม

นอกจากนี้ยังเตรียมนำ Energy Foresight มาเป็นกรอบในแนวทางจัดทำแผน PDP ในอนาคตได้ รวมถึงการออกใบอนุญาตต่างๆ และตอนนี้ Energy Foresight ก็ถือเป็นกลยุทธ์ขององค์กร กกพ.ที่กำลังเดินหน้าอยู่ ซึ่งจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นนั้น ยังต้องศึกษาในเชิงลึกต่อ คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และนำมาใช้เต็มรูปแบบได้ภายใน 1-2 ปีนี้

อย่างไรก็ตามแม้ กกพ.จะมีเครื่องมือที่ช่วยลดความเสี่ยงและลดผลกระทบ แต่สิ่งที่ต้องไม่ลืมคือ การใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า ซึ่งสำนักงาน กกพ.ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ผ่านแนวทางง่ายๆ 5 ป. ได้แก่ ปลด หรือถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อเลิกใช้งาน ปิด ไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ปรับ อุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส เปลี่ยน มาใช้อุปกรณ์ประหยัดไฟเบอร์ 5 และปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้านโดยทั้ง 5 แนวทางนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถลดการใช้พลังงาน และลดภาระค่าไฟฟ้าของครัวเรือนได้ควบคู่กัน

และสิ่งสำคัญคือ การรณรงค์ใช้พลังงานอย่างประหยัดและรู้คุณค่า ต้องทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นความเคยชิน ปฏิบัติจนเป็นนิสัยในทุกๆ ครั้งที่มีการมีใช้พลังงาน ไม่ใช่เกิดวิกฤตหรือหน้าร้อนมาถึงทีก็ “ร้องแรกแหกกระเชอ” กันให้ประหยัดพลังงานแบบเช้าชามเย็นชามกันแบบนี้ทุกปี.

 

บุญช่วย ค้ายาดี

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยปักหมุดฮับเวลเนสโลก

ปัจจุบันกระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก ท่ามกลางพฤติกรรมนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจควบคู่ไปกับการพักผ่อน

เพิ่มสภาพคล่อง ใช้สินเชื่ออย่างฉลาด

SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่มาจากฐานรากหรือประชาชนคนทั่วไปที่ประกอบธุรกิจ ซึ่งเป็นอีกภาคธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของไทย ซึ่งมูลค่าทางเศรษฐกิจของ SME ต่อ GDP ประเทศมีมากกว่า 35% และยังเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญของแรงงานในประเทศ โดยมีสัดส่วนการจ้างงาน 71% ของการจ้างงานทั้งประเทศ

สหพัฒน์มองเศรษฐกิจแบบ‘สามล้อถีบ’

มาแล้ว!!!! กับงานที่หลายคนรอคอยจากเครือสหพัฒน์ กับงาน “สหกรุ๊ป แฟร์ & เฟส ครั้งที่ 30” ภายใต้คอนเซปต์ “ไปด้วยกันนะ” ไม่น่าเชื่อว่าผ่านมาแล้ว 30 ปี! แน่นอนว่าการจัดงานก็ปรับตามความเหมาะสมของสภาพเศรษฐกิจ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมลูกค้าด้วย

คลื่น‘AI’เขย่าตลาดแรงงานไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการทำงานของผู้คนทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเฉพาะการพัฒนาของ ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเรียนรู้ ประมวลผล และตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

เมื่อรักษ์โลกคือทางรอด

ผ่านพ้นไปหมาดๆ กับ “วันสิ่งแวดล้อมโลก” (World Environment Day) 5 มิถุนายน หลายคนอาจคุ้นเคยกับภาพการรณรงค์ปิดไฟ ปลูกป่า หรือลดการใช้ถุงพลาสติก

เข้มความปลอดภัยรถไฟฟ้า

ความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะ สถานีเชื่อมต่อ หรือ Interchange Station