บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าเข้าสู่โค้งสุดท้าย หลังมีการตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรีครบถ้วนเรียบร้อย เตรียมนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ทันที โดยเจ้าตัวยืนยันว่าทุกอย่างอยู่ในมือแล้ว เหลือเพียงขั้นตอนสุดท้ายเพื่อความชัดเจน ก่อนเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการถวายสัตย์ปฏิญาณและแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

แม้ภาพภายนอกจะดูเรียบร้อย แต่ในทางการเมืองแล้ว รัฐบาลอนุทิน 2 ยังไม่ทันได้เริ่มใช้อำนาจเต็ม ก็ต้องเผชิญแรงเสียดทานรอบด้านทันที ทั้งจากปัจจัยเศรษฐกิจและแรงกดดันทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยเฉพาะวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว กระทบต้นทุนชีวิตประชาชนโดยตรง แม้รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการช่วยเหลือ 7 ด้าน ทั้งลดภาษี อัดฉีดเงินช่วยเหลือ และดูแลภาคขนส่ง เกษตร และเอสเอ็มอี แต่ก็ยังถูกตั้งคำถามว่า “ช้าเกินไป” เพราะราคาสินค้าได้ปรับขึ้นไปก่อนแล้ว

แรงกดดันสำคัญยังอยู่ที่ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลกล้าจัดการโครงสร้างพลังงาน โดยเฉพาะกลุ่มทุนหรือ ไอ้โม่ง ที่ถูกมองว่าอาจมีบทบาทในการกักตุนน้ำมัน หากรัฐบาลยังไม่แตะจุดนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนอาจสั่นคลอน และจะกลายเป็นบทพิสูจน์แรกของผู้นำรัฐบาลว่าจะสามารถ “เอาอยู่” หรือไม่

ขณะเดียวกัน ศึกภายในพรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยก็เริ่มมีแรงกระเพื่อมจากการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี เมื่อ กลุ่มลูกเทพ ได้รับการผลักดันขึ้นสู่ตำแหน่ง ขณะที่นักการเมืองบ้านใหญ่หลายพื้นที่ซึ่งมีผลงานกลับยังไม่ได้รับการตอบแทนอย่างเหมาะสม สถานการณ์เช่นนี้ทำให้มีการจับตาความเป็นไปได้ของการ “ปรับสมดุล” ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรีหรือแบ่งโควตาใหม่เพื่อลดแรงกระแทกทางการเมือง

ฝั่งพรรคร่วมอย่างเพื่อไทยยิ่งอยู่ในสถานการณ์ที่เปราะบางมากขึ้น ทั้งจากการถูกจำกัดบทบาทในรัฐบาล และความเสี่ยงที่ผลงานจะถูกพรรคแกนนำดึงไปเป็นเครดิตทางการเมือง นอกจากนี้ ยังมีแรงกดดันจากคดีความในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีของ สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล ที่ต้องหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่ และถูกมองว่าเป็นเกมบีบทางอำนาจ เพื่อเปิดทางให้เกิดการจัดเรียงขั้วใหม่ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น ภายในพรรคเพื่อไทยเองยังเกิดรอยร้าวลึก โดยเฉพาะความไม่พอใจของ กลุ่ม 2 ส. นำโดย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และ สมศักดิ์ เทพสุทิน ต่อการจัดสรรตำแหน่ง ครม. ที่ถูกมองว่าถูกผูกขาดโดยแกนนำใหม่ในพรรค ภายใต้บทบาทของ แพทองธาร ชินวัตร และเครือข่ายตระกูลการเมือง ทำให้กลุ่มเดิมที่มี สส.ในมือจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางพรรค

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่กำลังจะได้รับพักโทษกลางเดือน พ.ค.นี้ ถูกจับตามองอีกครั้ง ว่าจะเข้ามามีบทบาท สยบรอยร้าว ภายในพรรคหรือไม่ เพราะหากปล่อยให้ความขัดแย้งบานปลาย อาจนำไปสู่การสูญเสียกำลังทางการเมือง และเปิดช่องให้พรรคแกนนำดึงตัวนักการเมืองเข้าสู่ขั้วของตน

ในอีกมุมหนึ่ง เกมการเมืองที่น่าสนใจคือ การตั้งคณะรัฐมนตรีเพียง 35 ตำแหน่ง จากทั้งหมด 36 ตำแหน่ง โดยจงใจเว้นว่างไว้ 1 ตำแหน่ง กลายเป็น เครื่องมือทางการเมือง สำคัญ ใช้เป็นทั้งแรงจูงใจและแรงกดดันต่อกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ต้องการเข้าร่วมรัฐบาล หรือหวังตำแหน่งรัฐมนตรีในอนาคต

กลยุทธ์นี้ไม่เพียงช่วยลดแรงกดดันในช่วงตั้งรัฐบาล แต่ยังเปิดช่องให้สามารถปรับเปลี่ยนสมดุลอำนาจได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่พรรคร่วมบางพรรคเริ่มมีท่าทีต่อรองเกินตัว ซึ่งบทเรียนก็ปรากฏชัดจากกรณีของ พรรคกล้าธรรม ที่แม้จะอ้างเสียงสนับสนุนจำนวนมาก แต่เมื่อเรียกร้องเกินน้ำหนักทางการเมือง กลับต้องเผชิญกับภาวะ กินแห้ว ไม่ได้ตำแหน่งตามที่หวัง หลังไม่พอใจแค่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีรายงานว่าอยากได้ถึงกระทรวงมหาดไทย

เช่นเดียวกับพรรคพลังประชารัฐ ที่มีจำนวน สส. 5 เสียง นำโดย ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค แต่ พยายามต่อรองตำแหน่งระดับรัฐมนตรีว่าการ ทั้งที่ พรรคน้ำเงินจะให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ก็ต้องพบกับความจริงทางการเมืองว่า “อำนาจต่อรอง” ต้องสอดคล้องกับ “น้ำหนักตัวเอง” มิฉะนั้นย่อมถูกกันออกจากสมการรัฐมนตรีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.

 

คางดำ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บันทึกหน้า 4

บันทึกช่วยจำ วันนี้ 30 มี.ค. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อโปรดพิจารณาตามกระบวนการ ต่อจากนั้น เป็นวาระของการแถลงนโยบาย 7-9 เม.ย.

บันทึกหน้า 4

เดือดกว่าในสภา! ลักหลับตอน 4 ทุ่ม แถมเลือกเวลาช่วงปิดประชุมสภาหลังถกญัตติด่วนวิกฤตน้ำมันพอดิบพอดี บอกว่าเลิกอั้น แต่ใครจะคิดว่าจะขึ้นพรวด 6 บาท เล่นเอาชาวบ้านสะดุ้งตื่น

บันทึกหน้า 4

ดูเหมือน การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 3 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) เมื่อวันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2569 ช่างคึกคักเสียจริง ซึ่งสาเหตุหลักก็คงมาจากเป็นสภาใหม่ถอดด้ามที่มีการประชุมครั้งแรก แต่ก่อนการประชุมนั้น “โสภณ ซารัมย์” ประธานสภาฯ พร้อมด้วยตัวแทนพรรคการเมืองก็ได้หารือถึงการกำหนดวัน-เวลาในการประชุมของทั่นผู้แทนยุคนี้ ...๐

บันทึกหน้า 4

โผ ครม.อนุทิน 2 สะเด็ดน้ำแล้วจำนวน 35 เก้าอี้ เหลือไว้ 1 เก้าอี้ ยังคงเผื่อไว้ให้ใครสักคน สำหรับ ดร.ปื๊ด-นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ชัดเจนแล้วว่าไม่ได้ไปต่อ

บันทึกหน้า 4

แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล จะก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้นในสภา แต่เส้นทางการบริหารประเทศจากนี้ไป ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วย “โจทย์ใหญ่” และ “ปมเสี่ยง” ที่อาจกลายเป็นแรงสะเทือนทางการเมืองได้ทุกเมื่อ

บันทึกหน้า 4

บันทึกท่ามกลางอากาศร้อน แต่ยังร้อนไม่เท่ากับบรรยากาศด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในบ้านเรา เพราะ "หน้าตา ครม.ชุดใหม่" ทำท่าว่ามิได้ไฉไลไปกว่าเก่า เพราะยังคงยึดโยงอยู่กับวัฒนธรรม "แบ่งโควตา" เก้าอี้สนองก๊วนแก๊งบ้านเล็กบ้านใหญ่เหมือนเดิม .