
ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีกระแสการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับกับการมุ่งไปสู่ Net Zero Emissions หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งข้อมูลจาก วิจัยกรุงศรี จะเห็นว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของไทย ปี 2569-2571 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจดทะเบียนใหม่ของรถยนต์นั่ง BEV คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 125,000 คันต่อปี หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.8%
ขณะเดียวกัน ภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในพื้นที่ตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานของโลก ได้ส่งผลกระทบให้ราคาพลังงานทั่วโลกโดยเฉพาะราคาน้ำมัน พุ่งขึ้นหลายเท่านั้น
จึงกลายเป็นตัวเร่งให้การใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งสร้างจุดเปลี่ยนในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก เมื่อคนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพียงแค่เดือนเดียวหลังสงคราม ยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างมากจากผลกระทบราคาน้ำมัน โดยจะเห็นได้จากงาน Motor Show 2026 เมื่อต้น 23 มี.ค.-5 เม.ย.69 มียอดจองรถยนต์ถึงทะลุ 1.3 แสนคัน ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า หรือรถ EV กว่าครึ่ง และผู้เล่นในตลาดส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิต EV จากจีน เนื่องจากจีนมีการพัฒนาแบตเตอรี่และห่วงโซ่การผลิต EV อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบรนด์ที่ครองความนิยมในไทย ได้แก่ BYD, MG, AION, Geely, Neta, ORA (GWM), XPENG, Deepal
ดังนั้นจึงมองว่าขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ดูได้จากตลาดรถกระบะในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ “กระบะพลังงานไฟฟ้า” เริ่มได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนการใช้งานระยะยาว” มากกว่าราคาซื้อเริ่มต้น ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ยังคงมีความผันผวน
GEELY RIDDARA ในฐานะผู้เล่นในตลาดรถกระบะพลังงานไฟฟ้า มองว่า แนวโน้มดังกล่าวไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็น “การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง” ของตลาดรถกระบะไทย จากเดิมที่ยึดติดกับเครื่องยนต์สันดาป สู่การเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานได้จริงมากขึ้น
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดรถกระบะที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้ใช้งานส่วนใหญ่มองรถกระบะเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” ครอบคลุมตั้งแต่ผู้ประกอบการ SME เกษตรกร ไปจนถึงภาคก่อสร้างและโลจิสติกส์ ทำให้ปัจจัยสำคัญในการเลือกใช้รถไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เน้นไปที่ “ความคุ้มค่า ความทนทาน และต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน”
นอกจากนี้ยังมองว่ากระบะพลังงานใหม่เริ่มเข้ามาตอบโจทย์ได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ต้นทุนพลังงานที่ควบคุมได้ ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมัน, ค่าบำรุงรักษาที่ต่ำกว่า จากโครงสร้างระบบขับเคลื่อนที่เรียบง่าย และ ฟังก์ชันการใช้งานที่ต่อยอดได้ เช่น การจ่ายไฟภายนอก รองรับงานภาคสนามหรือธุรกิจเคลื่อนที่ ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้รถกระบะพลังงานใหม่ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง “รถทางเลือก” อีกต่อไป แต่เริ่มถูกพิจารณาในฐานะ “เครื่องมือทำงานรูปแบบใหม่” ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระยะยาว ซึ่งในงาน Motor Show 2026 ที่ผ่านมา GEELY RIDDARA ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถทำยอดจองรวมได้กว่า 2,569 คัน สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตของรถกระบะพลังงานใหม่ในตลาดประเทศไทยที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้น
ดังนั้นการเติบโตของตลาดรถ EV ยังคงมีปัจจัยท้าทายที่ต้องอาศัยเวลา ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นในระยะยาวของผู้ใช้งาน โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จ รวมถึงการพิสูจน์สมรรถนะในงานหนัก ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของตลาดกระบะไทย ในด้านราคา การตั้งระดับราคาที่สามารถแข่งขันกับรถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลได้โดยตรง ถือเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ช่วยเร่งการตัดสินใจของผู้บริโภค และทำให้กระบะพลังงานใหม่ถูกนำมาเปรียบเทียบใน “ระดับเดียวกัน” มากขึ้น
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเติบโต แต่มีปัจจัยสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และพฤติกรรมผู้บริโภค
ขณะที่ SCB EIC คาดการณ์ว่า จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าสะสมบนท้องถนนไทยในปี 2026 จะเพิ่มขึ้นสู่ 4.3 แสนคัน และสามารถครองส่วนแบ่งได้มากถึง 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ในประเทศทั้งหมด แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กันคือ ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศสำหรับรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ซึ่งองค์ประกอบสำคัญที่เร่งพัฒนาประกอบด้วย 3 ด้านสำคัญ 1.อุปทานชิ้นส่วนและอะไหล่ยนต์ EV ที่ต้องพึ่งการนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญ และอะไหล่ของรถ EV ในเกือบทุกหมวด 2.โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ มีการขยายตัวไม่ทันกับจำนวนรถ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าผู้ใช้รถ EV ส่วนใหญ่จะพึ่งพาการชาร์จจากที่อยู่อาศัยเป็นหลัก และ 3.ประกันภัยรถยนต์ EV ถือว่าอยู่ในระดับสูง และมีตัวเลือกบริษัทประกันภัยค่อนข้างจำกัด.
บุญช่วย ค้ายาดี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เศรษฐกิจรีเซตผู้บริโภคไทยสู่ ‘SmartSumer’
เมื่อผู้บริโภคฉลาดขึ้น เกมธุรกิจต้องเปลี่ยน บวกกับแรงกดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่พุ่งสูง กำลังเร่งให้ผู้บริโภคไทยปรับพฤติกรรมสู่ยุคคิดก่อนซื้ออย่างชัดเจน วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เปิดผลวิจัย THAI SMARTSUMER 2026 ระบุว่า กว่า 90% ของผู้บริโภคหันมาใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี AI เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจ แซงบทบาทของแพลตฟอร์มดั้งเดิม โดยเฉพาะหมวดเครื่องใช้ในบ้านที่ใช้เวลาตัดสินใจนานที่สุด
วิกฤตตะวันออกกลางป่วนท่องเที่ยวไทย
ความขัดแย้งและการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นด้านพลังงาน การค้าระหว่างประเทศ
เมื่อขยะ(ไม่)ไร้ค่า
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะความผันผวนของราคาพลังงานจากพิษสงครามในตะวันออกกลาง และวิกฤตขยะล้นเมืองที่กัดเซาะสิ่งแวดล้อมมานานนับทศวรรษ คำถามสำคัญคือ เราจะหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการจัดการสิ่งแวดล้อมได้อย่างไร?
บ้านประหยัดพลังงาน
สภาพอาการแปรปรวนที่มาจากปัญหาโลกร้อนนั้น ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ร่วมกันผลักดันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้คนต่างหันมาเลือกที่อยู่อาศัยหรือบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นเทรนด์รักษ์โลก
ปรับเกมรุกดึงตลาดใกล้
จากวิกฤตในตะวันออกกลางที่ลุกลามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ อุตสาหกรรมการบิน ทำให้ต้นทุนพลังงานพุ่งสูงและข้อจำกัดด้านเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวระยะไกลเริ่มชะลอการเดินทาง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้
มองวิกฤตคือโอกาส
ในสภาวการณ์ปัจจุบันที่มีผลกระทบรอบด้านฉุดเศรษฐกิจโลกให้มีการเติบโตที่ชะลอตัว ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกเพราะการสู้รบและทำลายล้างในพื้นที่หลักของการผลิตน้ำมัน รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภค และกระแสการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน

