
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่อง ‘ความมั่นคงทางการเงิน’ ของคนไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตอย่างชัดเจน จากเดิมที่เน้นเพียงการออมเงินหรือการสร้างรายได้เสริม สู่การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายประจำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอน ทั้งภาวะเงินเฟ้อ ราคาพลังงานโลก และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายครัวเรือนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนที่ช่วย ‘ลดรายจ่ายระยะยาว’ ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนในอนาคต
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น การบริหาร ‘ต้นทุนชีวิต’ กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของครัวเรือนไทยในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่เพียงเป็นภาระประจำที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่ยังมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากทั้งต้นทุนเชื้อเพลิงในตลาดโลกและพฤติกรรมการใช้ไฟที่เพิ่มขึ้นตามวิถีชีวิตดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการทำงานจากบ้าน การใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือการขยายตัวของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในครัวเรือน ส่งผลให้ ค่าไฟ กลายเป็นหนึ่งในต้นทุนคงที่ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและกำลังซื้อของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
ในบริบทดังกล่าว แนวคิดการเปลี่ยน ‘หลังคาบ้าน’ ให้เป็นแหล่งผลิตพลังงานจึงได้รับความสนใจมากขึ้น ในฐานะทางเลือกของการสร้างความมั่นคงด้านต้นทุนระยะยาว ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ชี้ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศไทยเติบโตเฉลี่ยราว 3% ต่อปี สวนทางกับแนวโน้มราคาค่าไฟที่ผันผวนในทิศทางขาขึ้นตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทั้งเจ้าของบ้านและนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์เริ่มมองระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่เป็น ‘สินทรัพย์ทางพลังงาน’ ที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย เพิ่มมูลค่าให้ทรัพย์สิน และตอบโจทย์การบริหารการเงินในยุค Modern Finance ได้อย่างเป็นรูปธรรม
กระแสดังกล่าวส่งผลให้ โซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านพลังงานที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะยาวแล้ว ยังสอดรับกับแนวโน้มพลังงานสะอาดและการใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ต้นทุนเริ่มต้นในการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ยังถือเป็นข้อจำกัดสำคัญสำหรับหลายครัวเรือน โดยเฉพาะระบบที่มีประสิทธิภาพสูงซึ่งต้องใช้งบลงทุนหลักแสนบาท ส่งผลให้สถาบันการเงินหลายแห่งเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินเชื่อเพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนภาระค่าไฟรายเดือน ให้กลายเป็นการผ่อนชำระเพื่อการลงทุนด้านพลังงานในระยะยาว
สินเชื่อประเภทดังกล่าวจึงไม่ได้ถูกมองเพียงในฐานะเครื่องมือทางการเงินทั่วไป แต่เป็นกลไกที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น ภายใต้แนวคิด ผ่อนวันนี้ เพื่อประหยัดในอนาคต หนึ่งในสถาบันการเงินที่เดินหน้าสินเชื่อดังกล่าวอย่างจริงจัง อย่าง ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ได้ออกสินเชื่อหลากหลายเพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในช่วงนี้ค่อนข้างเยอะ ทั้งสินเชื่อบ้านหลังคา Solar Rooftop กรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยพร้อมติดตั้ง Solar Rooftop อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยปีแรกเพียง 2.32% ต่อปี ระยะเวลาการกู้ 40 ปี กู้ 1 ล้านบาท ผ่อนเพียงเดือนละ 3,600 บาท และหากกู้เพื่อติดตั้ง Solar Rooftop อย่างเดียว วงเงินกู้ 300,000 บาท ระยะเวลาการกู้ 40 ปี เงินงวดเริ่มต้น 1,100 บาท
และที่พิเศษคือ ธอส.ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าที่ติดตั้ง Solar Rooftop สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาท (กรณีติดตั้ง Solar Rooftop ขนาดน้อยกว่า 5KW) และไม่เกิน 50,000 บาท (กรณีติดตั้ง Solar Rooftop ขนาดตั้งแต่ 5KW ขึ้นไป) นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus สำหรับคนที่อยากติดตั้ง Solar Roof วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเพียง 2,900 บาท วงเงิน 200,000 บาทถัดมา อัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุดไม่เกิน 5 ปี ผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,600 บาท
มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่า การพัฒนาที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานคือหัวใจสำคัญของ ธอส. เราไม่ได้แค่มองเรื่องตัวเลขสินเชื่อ แต่เรามองถึงการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของการอยู่อาศัยที่ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการใช้พลังงาน และมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยต่ำ และเงินงวดผ่อนชำระต่ำ ทำให้คนไทยมีค่าใช้จ่ายด้านค่าไฟฟ้าลดลง.
ครองขวัญ รอดหมวน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แผนแก้ปัญหาคนไม่ตรงกับงาน
ในสังคมไทย เสียงสะท้อนจากทั้งฝั่งผู้ประกอบการและเด็กจบใหม่มักไปในทางเดียวกันคือ "เรียนมาไม่ได้ใช้ ที่ต้องใช้ไม่ได้เรียน" ด้วยปัญหาในกระบวนการทำงาน อันดับแรกๆ คือหลักสูตรในระดับอุดมศึกษาของไทยจำนวนมากมักตามหลังเทคโนโลยีและเทรนด์ธุรกิจโลกอย่างน้อย 3-5 ปี การเรียนการสอนเน้นทฤษฎีในเชิงตำรา ทำให้เมื่อบัณฑิตก้าวเข้าสู่โลกการทำงานจริง องค์กรต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลในการ Re-train หรือนับหนึ่งใหม่
โจทย์ใหญ่PDP2026เมื่อผู้ใช้กลายเป็นผู้ผลิต
“ภาวะโลกร้อน” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และยังมีส่วนสำคัญทำให้เกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานไปทั่วโลก จากการใช้ฟอสซิลเป็นเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่การใช้เชื้อเพลิงที่เกิดจากพลังงานหมุนเวียน ขณะนี้ทั่วโลกต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะประเทศไทย รัฐบาลมีนโยบายที่จะมุ่งเน้นการปรับทิศทางพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง ควบคู่กับความยั่งยืนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานหมุนเวียนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ตามรสสงขลา ท่องเที่ยวเชิงอาหาร
การท่องเที่ยวถือว่าเป็นหนึ่งในเครื่องจักรสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาจูงใจนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวเมืองไทย แต่ต้องยอมรับภายในช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมานั้น อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแม้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการจะปรับตัวดีขึ้นตามสัญญาณการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ยังต้องเผชิญกับบททดสอบหลายอย่าง ส่งผลให้ภาพรวมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นภาวะฟื้นตัวแต่เปราะบาง
60 ปีกรุงไทย..ก้าวต่อไปคืออนาคตไทย
ฉลองครบรอบ 60 ปีการมีอยู่ของธนาคารกรุงไทยไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา
การตลาดแบบสุขภาพดี-ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากสังเกตให้ดีจะพบว่า “การวิ่ง” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกายอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “สกุลเงิน” รูปแบบใหม่ที่หลายแบรนด์นำมาใช้สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภค จะเห็นได้ว่าเริ่มเห็นแคมเปญแปลกตาเกิดขึ้นมากมายในตลาด วิ่งครบระยะแลกรับแว่นตา วิ่งสะสมกิโลเมตรแลกนวดสปา วิ่งแลกบริการความงาม วิ่งแลกอาหารสัตว์เลี้ยง หรือแม้แต่วิ่งแลกสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไมธุรกิจที่อยู่กันคนละโลก ตั้งแต่ร้านอาหาร คลินิกความงาม โรงแรม ร้านแว่น ไปจนถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยง กลับเลือกใช้ “การวิ่ง” เป็นเงื่อนไขเดียวกันในการมอบรางวัล
‘AI’ กำลังเปลี่ยนตลาดแรงงานโลก
ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์ของโลกการทำงานเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ จากเดิมที่ความกังวลมุ่งไปที่การเข้ามาแทนที่แรงงานของเทคโนโลยี วันนี้โจทย์สำคัญกลับขยับไปสู่คำถามว่า ‘คนทำงาน’ จะต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อให้ยังคงมีบทบาทในตลาดแรงงานที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรทั่วโลกต่างเร่งนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ทำให้คุณสมบัติและทักษะที่นายจ้างมองหาจากบุคลากรก็เริ่มเปลี่ยนไปพร้อมกัน

