
๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ เป็นวันที่เกิดการต่อสู้กันระหว่างรัฐบาลพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา กับคณะกู้บ้านกู้เมือง ที่ต่อมาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และถูกเรียกว่า “กบฏบวรเดช”
ในวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ คณะกู้บ้านกู้เมือง---ที่ก่อตัวโดยนายทหารชั้นผู้น้อยและต่อมาได้ทูลเชิญพลเอก พระองค์เจ้าบวรเดชเข้าร่วมทำการและยกให้เป็นหัวหน้าคณะ---ได้ยื่นข้อเรียกร้อง ๖ ประการต่อรัฐบาลภายใต้การนำของพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี
จากข้อเรียกร้อง ๖ ประการของคณะกู้บ้านกู้เมือง ทำให้เกิดคำถามสำคัญ ๓ ข้อดังนี้ โดยจะขอกล่าวถึงข้อแรก
ข้อเรียกร้องข้อที่หนึ่ง: เป็นที่ทราบดีว่า การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ โดยคณะราษฎรนั้นคือการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเป็นการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ทำไมคณะกู้บ้านกู้เมืองถึงต้องเรียกร้องให้รัฐบาล “ต้องจัดการทุกอย่างที่จะอำนวยผลให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปวสาน” ด้วย ?
คำตอบคือ ความระแวงที่คณะกู้บ้านกู้เมืองมีต่อรัฐบาลพันเอก พระยาพหลฯจะไม่มีความจริงใจต่อการรักษาระบอบการปกครองโดยพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพราะคณะกู้บ้านกู้เมืองเห็นว่า “คณะรัฐมนตรีปล่อยให้คนดูหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และเอาหลวงประดิษฐ์มนูธรรมกลับมา เพื่อดำเนินการแบบคอมมิวนิสต์ต่อไป…”1
คำถามที่ตามมาคือ
๑. เกิดการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างไร ? และ
๒. หลวงประดิษฐ์มนูธรรมไปไหน ถึงมีการเอาตัวกลับมาโดยคณะรัฐมนตรี และ
๓. หลวงประดิษฐ์มนูธรรมเกี่ยวข้องอะไรกับการดำเนินการแบบคอมมิวนิสต์ ?
ในการตอบคำถามสามข้อนี้ คงต้องเริ่มจากข้อ ๓ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข้อ ๒ โดยตรง และอาจจะเกี่ยวกับข้อ ๓ โดยอ้อม หรืออาจไม่เกี่ยวเลย
เมื่อกล่าวถึงคอมมิวนิสต์ จากการค้นคว้าของ รศ. ดร. ภูริ ฟูวงศ์เจริญ พบว่า หลังการเปลี่ยนแปลง
_________________________________________
1 กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรีที่ ๓๙/๑๖๓, เรื่องคำขอหรือคำขาดและคำแถลงการณ์หรือใบปลิวของพวกกบฏ อ้างใน นิคม จารุมณี, กบฏบวรเดช พ.ศ. ๒๔๗๖ วิทยานิพนธ์ปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต แผนกวิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, พ.ศ. ๒๕๑๙, หน้า ๑๔๙.
_________________________________________
การปกครอง ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ “นับตั้งแต่สิ้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ หรือแค่เดือนเดียวหลังการปฏิวัติ เริ่มมีกลุ่มบุคคลแอบโปรยใบปลิวตามท้องถนนในยามวิกาลเป็นระยะ เนื้อความของใบปลิวมุ่งปลุกระดมชาวสยามให้ช่วยกันขับไล่คณะราษฎร เพื่อจะได้เจริญรอยตามสหภาพโซเวียต พฤติกรรมท้าทายทางการเช่นนี้พบได้ไม่เฉพาะแต่ที่พระนคร ทว่ายังรวมต่างจังหวัดด้วย อาทิ นครราชสีมา พิษณุโลก สระบุรี อุบลราชธานี เป็นต้น ทางตำรวจรีบสืบหาตัวการระดับแกนนำ แต่คว้าน้ำเหลวเสมอ สุดท้ายเลยกลายเป็นปัญหาที่คอยกวนใจรัฐบาล (ภายใต้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา ซึ่งมิใช่สมาชิกคณะราษฎร/ผู้เขียน) โดยเฉพาะเมื่อมีเสียงครหาอยู่แล้วว่าสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนบางคนมีหัวฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ มิพักพูดถึงข่าวลือที่แก้ไม่ได้เสียทีว่า รัฐบาลคิดจะยึดทรัพย์คนรวย การแจกใบปลิวจึงเป็นเรื่องอ่อนไหวที่เปิดช่องให้คนโจมตีไม่เพียงแต่รัฐบาล แต่ยังรวมถึงคณะราษฎร ตลอดจนการปกครองระบอบใหม่”2
อันที่จริงแนวคิดที่ออกแนวคอมมิวนิสต์ได้ปรากฏให้เห็นร่องรอยในสื่อสิ่งพิมพ์มาอย่างน้อยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๐ แล้ว ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองห้าปี ในบทความเรื่อง “ทูตพระศรีอาริย์” ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ราษฎร ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๐ ที่สื่อความว่า
“ความเสมอภาคที่ได้รับจากผู้มีอำนาจเหนือประสิทธิ์ประสาทให้นั้น ไม่ใช่ความเสมอภาคอันแท้จริง เพราะยังมีผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่อยู่...สังคมมนุษย์นี้มีการเบียดเบียนกัน ยิ่งเจริงมากเท่าใด ก็ยิ่งเบียดเบียนกันมากขึ้นเท่านั้น คนที่ฉลาดกว่า มีอำนาจกว่า ก็ใช้ปัญญาและอำนาจสูบเลือดเนื้อผู้ที่โง่กว่า มีกำลังและอำนาจน้อยกว่า สูบกินกันลงไปเป็นชั้นๆ มนุษย์แบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ พวกที่มีอำนาจมั่งมีพวกหนึ่ง พวกคนจนอีกพวกหนึ่ง พวกคนจนเห็นว่าทรัพย์สมบัติหรือวัตถุใดๆที่เกิดขึ้นในโลกนี้เป็นของกลางสำหรับโลก มนุษย์ที่เกิดมาในโลกมีสิทธิเป็นเจ้าของด้วยกันทุกคน การที่พวกมีอำนาจมั่งมีหวงกันเอาไปไว้นั้น เป็นการเอาเปรียบต่อเพื่อนมนุษย์ เมื่อพวกคนจนมีความเห็นดังนี้ ต่างก็รวมกำลังกันเข้า พยายามทำลายพวกมีอำนาจมั่งมี...ในที่สุดพวกคนจนก็จะรู้สึกตัวเห็นว่าทรัพย์สมบัติทุกอย่างเป็นของกลางในโลก ไม่ควรที่จะมาฆ่าฟันกัน เมื่อมีความเห็นเช่นนี้เป็นจุดเดียวกัน ก็จะช่วยกันล้างพวกมั่งมีให้หมดไป ‘วันใดเงินหมดอำนาจ เป็นแร่ธาตุไปตามสภาพเดิมแล้ว วันนั้นเป็นวันเสมอภาค’”3
จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่า การที่ผู้เขียนแบ่งคนออกเป็นคนสองกลุ่ม คือ พวกมั่งมี กับ พวกยากจน ไม่ต่างจากแนวคิดของมาร์กซและเองเกลส์เจ้าลัทธิคอมมิวนิสม์ ที่แบ่งคนในสังคมออกเป็นสองชน
_________________________________________
2 ภูริ ฟูวงศ์เจริญ, การเมืองการปกครองไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (พ.ศ. 2475-2540), จัดพิมพ์โดย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์: 2563), หน้า 34.
3 ราษฎร ฉบับวันจันทร์ที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๑ อ้างใน ชัยอนันต์ สมุทวนิช, ความคิดทางการเมืองการปกครองไทยโบราณ, เอกสารโรเนียว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 320.5 ช451ค ฉ.1), หน้า ๓๒.
_________________________________________
ชั้นใหญ่ นั่นคือ ชนชั้นที่ครอบครองปัจจัยการผลิต กับชนชั้นที่ไม่ได้ครอบครองปัจจัยการผลิต นอกจากนี้ ผู้เขียนยังปฏิเสธการให้ความเสมอภาคที่เกิดจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า เพราะความเสมอภาคที่แท้จริงนั้นจะต้องเกิดจากการที่คนจน “ล้างพวกมั่งมีให้หมดไป” ซึ่งก็คือคนจนในข้อเขียนนี้ก็น่าจะเทียบเคียงได้กับชนชั้นกรรมาชีพในแนวคิดของมาร์กซและเองเกลส์
และสิ่งที่น่าพึงสังเกตคือ อีกห้าปีต่อมา ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง “ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะราษฎรได้ออกประกาศชี้แจงแสดงเหตุผลของการยึดอำนาจ และในตอนท้ายของประกาศก็ได้ให้ความหวังแก่ประชาชนว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำไปสู่ความสุข ความเจริญอย่างประเสริฐ ที่เรียกว่า ‘ศรีอาริย์’”4
ผู้เขียนมีความเห็นต่อทรรศนะของผู้เขียนบทความเรื่อง “ทูตพระศรีอาริย์” ว่า ผู้เขียนบทความดังกล่าวไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ให้สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคแก่ประชาชน หากการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติโดยเหล่าคนจน ดังนั้น แม้ในขณะที่ผู้เขียนบทความดังกล่าวที่ตีพิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ จะได้รับทราบถึงแผนการที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระรมวงศานุวงศ์เตรียมที่จะนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยภายใต้การปกครองที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผู้เขียนบทความ “ทูตพระศรีอาริย์” ก็คงจะยังไม่ยอมรับ และแม้ว่าจะเปลี่ยนแปลงโดยคณะราษฎร ผู้เขียนบทความดังกล่าวก็ไม่ยอมรับอยู่ดี
ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงเดือนเดียว ในเดือนกรกฎาคม ก็เกิดการ “ปลุกระดมชาวสยามให้ช่วยกันขับไล่คณะราษฎร เพื่อจะได้เจริญรอยตามสหภาพโซเวียต”
และจะด้วยความบังเอิญหรืออย่างไรไม่สามารถทราบได้ ที่ตอนท้ายของประกาศของคณะราษฎรในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงกล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จะนำไปสู่ความสุข ความเจริญอย่างประเสริฐ ที่เรียกว่า ศรีอาริย์”
และถ้าผู้เขียนบทความ “ทูตพระศรีอาริย์” เป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรด้วยแล้ว เสียงครหาที่ว่าสมาชิกคณะราษฎรสายพลเรือนบางคนมีหัวฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์ก็ดูจะมีน้ำหนักเป็นจริง
และการปฏิวัติและสถาปนาการปกครองภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตนั้นจำต้องทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ให้สิ้นไป ดังนั้น ความหวาดระแวงต่อสมาชิกบางคนในคณะราษฎร จากฝ่ายที่ต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่ในการปกครองของประเทศตามการปกครองพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน ฝ่ายคณะราษฎรที่เปลี่ยนแปลงการปกครองในเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ ก็มีความ
_________________________________________
4 ชัยอนันต์ สมุทวนิช, ความคิดทางการเมืองการปกครองไทยโบราณ, เอกสารโรเนียว คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย (ห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ 320.5 ช451ค ฉ.1), หน้า ๓๒.
_________________________________________
ระแวงเช่นกัน เพราะคณะราษฎรเองตระหนักดีว่า พวกตนในฐานะกลุ่มคนเพียงไม่ถึงหนึ่งร้อยคนสามารถก่อการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น จึงเป็นไปได้เช่นกันที่กลุ่มการเมืองอื่น จะใช้กลวิธีเดียวกันต่อต้านการยึดอำนาจของพวกตนและล้มพวกตน 5
ในตอนต่อไป จะได้กล่าวถึงความหวาดระแวงกันและกันหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ระหว่างคณะราษฎรกับคณะชาติ รวมทั้งเรื่องการเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจของหลวงประดิษฐ์มนูธรรมในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ และการออกกฎหมายที่ดินของสหภาพโซเวียต ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖
การเสนอเค้าโครงเศรษฐกิจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลวงประดิษฐ์มนูธรรมต้องลี้ภัยออกไปนอกประเทศ และต่อมาหลังรัฐประหารครั้งแรกในประเทศไทย (๒๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๖) คณะรัฐมนตรีภายใต้พันเอก พระยาพหลฯได้ให้หลวงประดิษฐ์ฯกลับมา อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายทหารชั้นผู้น้อยเกิดการรวมตัวเป็นคณะกู้บ้านกู้เมืองและเรียกร้องให้รัฐบาล “ต้องจัดการทุกอย่างที่จะอำนวยผลให้ประเทศสยามมีพระมหากษัตริย์ปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วกัลปวสาน”
_________________________________________
5 F5920/4260/40 and file in FO371/16261 (แฟ้มข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร---ผู้เขียน) อ้างใน Judith A. Stowe, Siam becomes Thailand: A Story of Intrigue, (Honolulu: University of Hawaii Press: 1991), pp. 26-27: “But they too had their fears; they knew that they must have stirred up antagonism in certain quarters and were afraid of a counter-coup or acts of individual violence against themselves. After all, if they as a mere handful of people could seize power so easily, it would be just as possible for another group using similar tactics to oust them.”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 3)
“ใครมาเป็นรัฐบาล มันก็โกงเหมือนกันหมด แต่กินแล้วแบ่งเราบ้าง ทำให้เราอยู่ดีกินดีบ้าง นี่ยอมรับได้” “เคยถามชาวบ้านเมื่อตอนที่นักการเมืองของพวกเขาถูกตรวจพบว่า
ก่อนเกิดรัฐประหาร 24 กันยายน พ.ศ. 2549 (ตอนที่ 2)
พ.ต.ท. ทักษิณถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายหุ้นของครอบครัวโดยไม่เสียภาษี และเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 (ตอนที่ 1)
พ.ต.ท. ทักษิณถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องการซื้อขายหุ้นของครอบครัวโดยไม่เสียภาษี และเกิดการชุมนุมประท้วงขึ้น
กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 3)
กล่าวได้ว่า ภายใต้ยุคศักดินา ราชอาณาจักรอยุธยาไม่มีกษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางคนใดกลุ่มใด จะสามารถอ้างการผูกขาดการใช้ความรุนแรงได้ เพราะแม้ว่าบรรดาข้าราชการภายใต้กษัตริย์ เจ้าผู้ปกครองหรือขุนนางจะถวายสัตย์ปฏิญาณที่จะรับใช้และจงรักภักดีต่อผู้เป็นนาย
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490 (ตอนที่ 22): คณะรัฐมนตรี คณะที่ 19: พลเรือตรีเล็ก สุมิตร
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี คณะที่ 19 (11 พฤศจิกายน 2490 – 21 กุมภาพันธ์ 2491)
กบฏสมัยอยุธยา (ตอนที่ 2)
ตลอดระยะเวลา 417 ปีของการเมืองในสมัยอยุธยา ตั้งแต่ พ.ศ. 1913-2325 มีการใช้กำลังและความรุนแรงแย่งชิงราชบัลลังก์สำเร็จหรือที่เรียกว่ารัฐประหาร 16 ครั้งใน 32 รัชกาล

