ศบค. จ่อคลายล็อกฉลองปีใหม่เต็มที่ สถานบันเทิงเฮ! ได้เปิดแน่

‘หมออุดม’ เผย ศบค.ชุดใหญ่จ่อผ่อนคลายมาตรการมากขึ้น ตั้งเป้าให้คนไทย-นักท่องเที่ยวต่างชาติฉลองปีใหม่เต็มที่ แย้มหลังปีใหม่ปลดล็อก ‘สถานบันเทิง’ ได้เปิดบริการแน่

12 พ.ย. 2564 – ที่ทำเนียบรัฐบาล ศ.นพ.อุดม คชินทร ที่ปรึกษาศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม ศบค.ชุดใหญ่ว่า หลังจากเปิดประเทศมาระยะหนึ่งแล้วก็พบว่าเป็นไปด้วยดี บรรยากาศคึกคักดีและเป็นไปตามเป้าหมายผู้ป่วยไม่ได้มากจนเกินไป แต่ที่เป็นกังวลคือหลัง 2 สัปดาห์ไปแล้ว ตอนนี้ผู้ติดเชื้อประมาณ 6,000 – 7,000 คนต่อวัน แต่ที่น่ากังวลคือกรุงเทพมหานคร ที่ติดวันละ 700-800 คน ไม่ยอมลงมาเป็นสัปดาห์แล้ว ทั้งที่ควรจะลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นอันนี้เป็นสัญญาณอันหนึ่งที่จะส่อว่าอาจจะเริ่มมีกราฟกระดกขึ้นไปได้ อยากฝากเตือนประชาชนทุกคนและสถานประกอบการเป็นสำคัญว่าจะต้องช่วยกันดูแลตรงนี้อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเรื่อง covid Free setting และมาตรการครอบจักรวาล เพื่อดูแลบุคลากรของเราเองหรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเราก็ต้องตามดูแลเขา และขอเน้นย้ำว่าเมื่อสงสัยว่ามีความเสี่ยง ขอให้ตรวจ ATK เชื่อว่าจะช่วยได้อย่างมาก เพื่อจะให้ตรวจพบได้ตั้งแต่เริ่มแรกและแยกกักตัวออกไป เพื่อไม่ให้ไปแพร่คนอื่น

ศ.นพ.อุดม กล่าวว่า ตอนนี้ตนคิดว่าเปิดประเทศพอจะเดินไปได้แล้ว และที่ประชุม ศบค. วันเดียวกันนี้จะผ่อนคลายมากขึ้น ให้รอฟังจากการแถลง เป็นการผ่อนคลายมาตรการให้กับทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศจะได้มีความคล่องตัวกันมากขึ้น และที่สำคัญคือเราตั้งเป้าว่าปีใหม่อยากให้พวกเราทุกคนได้ฉลองกันอย่างเต็มที่ แต่ต้องไม่ลืมว่าเราต้องช่วยกันปฏิบัติและเคร่งครัดมาตรการสาธารณสุข การสวมหน้ากากอนามัย การเว้นระยะห่างเป็นสิ่งสำคัญและต้องทำให้ได้ และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ หากสงสัยเมื่อไหร่ให้ตรวจ ATK ทันที ตรวจได้เรื่อยๆทุก 3 วัน 5 วัน จนกว่าจะหมดความเสี่ยง และช่วยกันไปฉีดวัคซีนให้ครบทุกคนเป้าหมาย

ผู้สื่อข่าวถามถึงช่วงเทศกาลลอยกระทงมีความเป็นห่วงหรือไม่ว่า อาจจะเกิดคลัสเตอร์ขึ้นมาก ศ.นพ.อุดม กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะยังไม่ถึงเทศกาลลอยกระทง ช่วงนี้เราก็ได้เห็นคลัสเตอร์งานกฐินและงานศพมีมาทุกวันในหลายๆจังหวัด ดังนั้นลอยกระทงก็เช่นกัน เนื่องจากเป็นการรวมกลุ่มของคนหมู่มาก เราเข้าใจเพราะเราเองก็อยากมีความสุขรื่นเริง เพียงแต่ขอให้ช่วยกันระมัดระวัง เพราะในความเป็นจริงเราไม่ได้ห้าม ชาวบ้านทั่วไปทุกคนไปได้ แต่ขอไม่ให้จัดอีเว้นใหญ่ๆ และเพียงแต่ให้ระมัดระวัง เพราะตนกลัวว่าพวกเราจะไม่ได้ฉลองปีใหม่ เนื่องจากอยากให้ฉลองกันทุกคน

ส่วนข้อเสนอที่ให้ต่างชาติจะเข้าประเทศสามารถตรวจ ATK แทน RT-PCR มีความคืบหน้าอย่างไรนั้น ศ.นพ.อุดม กล่าวว่า เรื่องนี้เรากำลังหารือกันอยู่ เพราะตอนนี้เรามีข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ และดูประกอบจากที่หลายๆชาติเขาทำ อย่างประเทศอังกฤษขณะนี้เขาลดขั้นตอนลงมาก ถึงแม้ติดเชื้อจำนวนมากแต่ตายเพียงแค่หลักสิบ ดังนั้นเพื่อความคล่องตัวจึงคิดว่าเราก็จะพยายามทำเพื่อลดขั้นตอนลงให้ได้ หรือแม้แต่ที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อครั้งเปิดงานโอลิมปิก เขาก็ใช้เครื่องตรวจแอนติเจนที่ทันสมัย ซึ่งสามารถรู้ผลได้รวดเร็วภายในครึ่งชั่วโมง และได้ผลใกล้เคียงกับRT-PCR ซึ่งขณะนี้เครื่องนี้ไทยได้สั่งมาใช้แล้วที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 4 เครื่อง นำมาใช้ได้ประโยชน์มาก และได้ศึกษาเพื่อเทียบRT-PCR ได้ผล 98-99 %แต่เร็วกว่าและถูก ราคาประมาณ 550 บาท ซึ่งขณะนี้ที่ญี่ปุ่นทุกสนามบินใช้อยู่แทนการRT-PCR อย่างไรก็ตามขอให้พวกเราทุกคนดูแลตัวเองกันให้ดีขอให้ได้ฉลองปีใหม่

เมื่อถามว่า จะมีมาตรการผ่อนคลายให้สถานบันเทิงอย่างไร นพ.อุดม กล่าวว่า สำหรับสถานบันเทิงเราเข้าใจว่าถึงอย่างไรก็จะต้องเปิด แต่ตอนนี้ขอให้เตรียมการให้ดีเสียก่อน เพราะที่สำคัญที่มีปัญหามากคือเรื่องการถ่ายเทอากาศ ดังนั้นเรื่องการถ่ายเทอากาศจะต้องมีการไปตรวจประเมิน ก่อนที่คุณจะทำได้ ส่วนมาตรการทางสาธารณสุขต้องทำอยู่แล้ว แต่เราก็รู้ว่าข้างในนั้นทำยากมาก การเว้นระยะห่าง แต่พอเราดื่มเหล้าเข้าไปก็จะมีการพูดคุยเสียงดังร้องเพลงจึงห้ามยาก แต่อย่างน้อยถ้าการระบายอากาศดี เหมือนอย่างเครื่องบินก็จะติดน้อยมาก

“ตอนนี้เราก็จะพยายาม เพราะคงเปิดแน่ เพียงแต่ว่าขอให้ได้มีการเตรียมการก่อน เพื่อให้ทางสาธารณสุขและกทม.ได้ไปตรวจสถานที่ ซึ่งผมคิดว่าก็อาจจะหลังปีใหม่ เพราะถ้าเปิดก่อนปีใหม่ผมกลัวว่า เดี๋ยวปีใหม่เราจะไม่ได้เลี้ยงฉลอง เพราะเรามีบทเรียนกันมา 2 รอบแล้ว ที่เกิดคลัสเตอร์ใหญ่จากสถานบันเทิง ดังนั้นผมคิดว่าใจเย็นๆกันนิดนึง ยังไงเราให้เปิดแน่นอน เพียงแต่ขอให้เตรียมสถานที่ เตรียมมาตรการกันให้พร้อม เพื่อให้เราปลอดภัยกันมากที่สุด เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ว่ากันหรอก เรื่องผับ บาร์ คาราโอเกะ ยังไงเราก็ต้องเปิดและอาจจะต้องให้มีมาตรฐานSHAพลัส ” ศ.นพ.อุดม ระบุ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'อนุทิน' มั่นใจ สธ.รับมือโควิดได้ หลังยุบ ศบค. ขอบคุณยังร่วมมือสวมหน้ากากอนามัย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีที่มีการยกเลิก ศบค. ว่า ปฐมบทของเรื่องนี้ มันเริ่มมาจากคณะกรรมการโรคติดต่อ ที่เขาประเมินแล้วว่าโรคโควิดลดระดับลงมาเป็นโรคติดต่อที่ควรเฝ้าระวัง

'แรมโบ้' ชูมติ ศบค. เลิกพรก.ฉุกเฉิน สะท้อนบิ๊กตู่-รัฐบาล ไม่ได้นำไปใช้เพื่อสกัดม็อบ

'แรมโบ้' แจง ศบค. ยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นนโยบายของนายกฯประยุทธ์ที่ให้พิจารณาต่อเนื่องและยกเลิกเมื่อพร้อม แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ประกาศมาเพื่อสกัดกลุ่มเคลื่อนไหว ขอประชาชนเข้าใจการทำงานนายกฯประยุทธ์-รัฐบาล

มท.1 เผยแต่ละจังหวัดไม่มีปัญหา เปลี่ยนผ่านโควิดสู่โรคเฝ้าระวัง มีแผนรองรับแล้ว

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (ศบค.) ครั้งสุดท้าย ถึงการเปลี่ยนผ่านโรคโควิด 19 เข้าสู่โรคเฝ้าระวัง ว่า แต่ละจังหวัดก็ต้องรับแผนที่ทางกระทรวงสาธารณสุขได้วางไว้

ชง ครม. อังคารหน้า เลิก 'พ.ร.ก.ฉุกเฉิน' มีผล 30 ก.ย.

'เลขาฯสมช.' ยันยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่กระทบคุมโควิด ใช้กม.โรคติดต่อดูแลแทน ชง ครม. 27 ก.ย.นี้ ชี้พื้นที่ไหนกลับมาระบาดหนัก ผู้ว่าฯ ใช้อำนาจจัดการได้

'หมอหนู' ชง ศบค. ไฟเขียวมาตรการรับ 'โควิด' โรคติดต่อเฝ้าระวัง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวก่อนการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

'หมออุดม' ชี้ติดโควิดต่อวันยังอยู่ 3-4 หมื่น อีกปีถึงจะปรับเป็นโรคประจำถิ่น

'หมออุดม' เตือน ปชช. ยังต้องดูแลตัวเอง คนติดโควิดต่อวันยังอยู่ที่ 3 - 4 หมื่น ชี้อย่างน้อยอีก 1 ปี ถึงจะปรับเป็นโรคประจำถิ่น ยันยกเลิก ศบค. ไม่เกิดสุญญากาศ