ผบ.ตร. ยันไม่เตะถ่วงกม.อุ้มหาย รับเป็นห่วงลูกน้องอุปกรณ์ไม่พร้อม หวั่นทำรูปคดีเสีย พร้อมน้อมรับทุกคำวินิจฉัยศาลรธน.สั่งประชุมออกระเบียบถี่ทุกสัปดาห์ ลั่น จะทำให้ดีที่สุด
2 มี.ค.2566 - เมื่อเวลา 13.30 น. ที่องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาผู้แทนราษฎร ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ตีความพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ศ. 2566 (พ.ร.ก. แก้ไขพ.ร.บ.ป้องกันทรมานอุ้มหายฯ) หากยึดให้มีผลบังคับใช้ตามเดิม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตช.)จะมีความพร้อมหรือไม่ ว่า ตอนนี้จะพยายามแก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด ซึ่งต้องยอมรับว่า อุปกรณ์ในการบันทึกภาพและเสียงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังมีไม่เพียงพอ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ใช่เหตุเร่งด่วน จนต้องออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ในทันที อาจจะต้องมีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนอุปกรณ์ ให้กับผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่ ที่ต้องใช้ในการจับกุมดำเนินคดีก่อน เช่น อาจมีการโยกย้ายอุปกรณ์มาจากงานจราจร ให้งานสืบสวนสอบสวนหรือสายตรวจเป็นหลัก
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวยอมรับว่า การดำเนินการดังกล่าวค่อนข้างยุ่งยากพอสมควร และการจัดเก็บข้อมูลก็ยังคงมีปัญหา จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณลงไปเพื่อจัดหาอุปกรณ์ ทั้งนี้ไม่ทราบในรายละเอียดของแต่ละมาตราที่มีการกำหนดการใช้อุปกรณ์ตั้งแต่ต้น จึงยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อม เนื่องจากการจับกุมในแต่ละวันของเจ้าหน้าที่มีจำนวนมากหลายแสนคดีต่อปี และตำรวจที่เกี่ยวข้องอีกแสนกว่าคน จึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เพราะหากเกิดข้อผิดพลาดอาจทำให้เสียรูปคดีได้ แต่จะทำให้ดีที่สุด
พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า รู้สึกเป็นห่วงลูกน้องแต่ก็จะพยายามให้มีการประชุมเกี่ยวกับเรื่อง ระเบียบ และข้อบังคับในทุกสัปดาห์ เพราะไม่รู้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาในรูปแบบใด แต่จะต้องมีการเตรียมการให้ดีที่สุด ยืนยันการดำเนินการทั้งหมดไม่ใช่การเตะถ่วงแต่อย่างใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศาล รธน. เรียกเอกสารหลักฐานจาก รมว.กลาโหม เพื่อวินิจฉัยคดีต่อต้านเกณฑ์ทหารของ 'เนติวิทย์'
ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาในคดที่ กรณีพ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 27 และมาตรา 45 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 31 หรือไม่
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาชี้ 'ภูมิธรรม–ทวี' รอด! ส่งผลสะเทือน สว.ที่เล่นบทเหยื่อกระอัก
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
เปิดมติเสียงข้างมาก ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน 'ภูมิธรรม-ทวี' ไม่ผิดคดีฮั้ว สว.
ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา170 วรรคหนึ่ง(4)ประกอบมาตรา 160 (4 )และ(5)จากกรณีถูกร้องว่าใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการ ตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งเป็นอำนาจของกกต.จึงถือว่าทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม
'ทวี' ดีใจรอดคมดาบศาลรัฐธรรมนูญ ลั่นเป็นชัยชนะของหลักนิติธรรม
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกแถลงการณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยกคำร้องกรณีข้อกล่าวหาแทรกแซงการทำงานของ DSI ในคดีฮั้วเลือก สว. โดยศาลวินิจฉัยไม่พบพฤติการณ์สั่งการหรือข่มขู่ตามที่ถูกกล่าวหา
'ภูมิธรรม' ขอบคุณศาล รธน. ให้กำลังใจคนตั้งใจทำงาน หลังตัดสินไม่ได้แทรกแซงคดีฮั้ว สว.
นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย ว่านายภูมิธรรม และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้ใช้อำนาจแทรกแซงคดีฮั้ว สว.
'ภูมิธรรม-ทวี' รอด! ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยไม่แทรกแซงคดีฮั้วเลือก สว.
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้มีการอ่านคำวินิจฉัยกลาง ในคำร้องที่กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ร่วมกันลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม (ในขณะนั้น) และพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม (ในขณะนั้น) สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่

