อดีตผู้พิพากษาอาวุโสยก 5 เหตุผลทำไมศาลรัฐธรรมนูญพึงรับคำร้องบาร์โค้ดเลือกตั้ง!

18 มี.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “ทำไมศาลรัฐธรรมนูญพึงรับคำร้อง “บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง 69”: วิเคราะห์เหตุผลทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ” ระบุว่า กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่า การใช้บาร์โค้ด 1 รหัสต่อ 1 ผู้ใช้สิทธิ (Unique Barcode) บนบัตรเลือกตั้ง สส. บัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมานั้น มิใช่เพียงเรื่องเทคนิคบริหารจัดการของ กกต. แต่เป็นประเด็นที่ทำให้สามารถ “ตรวจสอบย้อนกลับ" (Traceability) ไปจนรู้ตัวว่าใครเลือกใคร!

นี่คือประเด็น "ความเป็นความตาย" ของระบอบประชาธิปไตยไทย และนี่คือ 5 เหตุผลสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญพึงรับคำร้องนี้ไว้พิจารณา:

1.อำนาจโดยตรงในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ

ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญด้วย ประเด็น "การลงคะแนนโดยลับ" (Secret Ballot) ตามมาตรา 83 (ที่แก้ไขใหม่) และมาตรา 85 คือหัวใจของอำนาจอธิปไตย หากองค์กรอิสระละเมิดหลักการนี้ ศาลรัฐธรรมนูญคือองค์กรเดียวที่มีอำนาจเด็ดขาดในการวางบรรทัดฐาน!

2.ผู้ตรวจการแผ่นดินคือ "ประตู" บรรเทาความเสียหายของประชาชน

ในระบบปัจจุบัน ประชาชนไม่สามารถฟ้อง กกต. ต่อศาลได้โดยตรงหากความลับถูกสั่นคลอน การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องแทนประชาชน จึงเป็นช่องทางเดียวตามระบบ "ตรวจสอบและถ่วงดุล" (Checks and Balances) หากศาลไม่รับคำร้อง จะเท่ากับปิดตายการตรวจสอบการใช้อำนาจของ กกต. ในเรื่องที่สำคัญที่สุด!

3.ขอบเขตอำนาจที่แยกออกจากศาลฎีกาชัดเจน

ศาลฎีกา (แผนกคดีเลือกตั้ง) ดูแลคดีทุจริตรายกรณี (ซื้อเสียง) แต่กรณี "บาร์โค้ดรายใบ" เป็นเรื่องของ "ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในเชิงระบบ" ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายรัฐธรรมนูญโดยแท้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจปฏิเสธโดยอ้างว่าเป็นอำนาจศาลอื่นได้

4.รัฐธรรมนูญตัดอำนาจศาลปกครอง

ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 197 วรรคสาม อำนาจศาลปกครองไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระที่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจใช้ Unique Barcode บนบัตรสีชมพูเป็นอำนาจโดยตรงของ กกต. ศาลปกครองไม่มีอำนาจพิจารณา "ศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นที่พึ่งสุดท้าย"

5.ประโยชน์สาธารณะและการคุ้มครองสิทธิในอนาคต

หากไม่วินิจฉัยและสั่งทำลายบัตรโดยเร็ว "บรรทัดฐานที่ผิดเพี้ยน" จะทำให้ผู้ไปใช้สิทธิตกอยู่ในภาวะหวาดหวั่นต่อการ "ตามเช็กบิล" ของพรรคการเมือง กลายเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เสรีและไม่เป็นธรรม การวินิจฉัยครั้งนี้จึงเป็นการคุ้มครองสิทธิคนไทยในระยะยาวและพิสูจน์ความโปร่งใสของสถาบันทั้งหมด!

บทสรุป

หากศาลรัฐธรรมนูญมีมติ "รับคำร้อง" ในวันพิจารณา จะเป็นการแสดงจุดยืนปกป้องเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญว่า "คะแนนเสียงของประชาชนต้องเป็นความลับ" เพื่อให้การเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงที่แท้จริงของราษฎรอย่างปราศจากความกังวล

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่เกินคาด! ปชน.รุมอัดเงินกู้ 4 แสนล้านเหวี่ยงแห-แจกสร้างความนิยมทางการเมือง

'ศิริกัญญา' มอง รัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. 4 แสนล้าน ไม่ได้ช่วยเหลือกลุ่มตกหล่น แต่กลับเทหมดหน้าตักโปะคนละครึ่ง แย้ม จ่อถกในพรรค-ฝ่ายค้าน ยื่นศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ด้าน 'วีระยุทธ' แนะ ใช้เงินอย่างระมัดระวัง

ศาลรธน.ยังรอเอกสาร-ความเห็นพยานคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งพร้อมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาอภิปรายในคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธธรรมนูญ มาตรา 213 โดยกล่าวอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียน จำนวน 21 คำร้อง

'เอกนิติ' ไม่หวั่นยื่นตีความเงินกู้ 4 แสนล้านย้อนยุคกู้ไทยเข้มแข็งก็ไปช่วยชี้แจงศาลมาแล้ว!

'เอกนิติ' โต้ฝ่ายค้าน ยันรัฐบาลออก 'พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน' ไม่ตีเช็คเปล่า-ใช้เหตุจำเป็นเร่งด่วน เมิน 'ประชาธิปัตย์' เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ สวนยุค รบ.อภิสิทธิ์ กู้ทำไทยเข้มแข็ง ก็ไปช่วยชี้แจงศาล

ปชป. มีมติยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำลายวินัยการคลัง

นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุม สส. พรรคว่า สืบเนื่องจากคณะรัฐมนตรีมีมติวันนี้ว่า รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มเติมอีก 4 แสนล้านบาท ด้วยการออกพระราชกำหนดกู้เงิน ซึ่งเป็นอำนาจที่รัฐบาลอ้างว่า รัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 ได้มอบให้กับรัฐบาลดำเนินการ สามารถที่จะกู้เงินเพิ่มเติมจากการขาดดุลในงบประมาณได้ แ