นักธุรกิจวัย 51 ปี สูญเงินกว่า 6 ล้านบาท หลังหลงเชื่อเพจเงินกู้ในเฟซบุ๊ก อ้างดอกเบี้ยต่ำแต่บังคับผ่อนรายวันวันละ 250,000 บาท ก่อนส่งชายฉกรรจ์ข่มขู่ถึงบ้าน ล่าสุดโร่พบทนายขอความช่วยเหลือ ด้านทนายจี้ตำรวจจัดการแก๊งเงินกู้โหดให้ถึงที่สุด
5 กรกฎาคม 2568 – เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 4 ก.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บริษัท ดร.เกรียงศักดิ์และเพื่อนทนายความการบัญชี จำกัด จ.สมุทรปราการ พบ นายวรเศรษฐ์ บัวดอก อายุ 51 ปี นักธุรกิจเจ้าของนวัตกรรมเครื่องผลิตน้ำดื่มจากอากาศ หอบเอกสารเงินกู้และหลักฐานเฟซบุ๊กเข้าร้องเรียน หลังถูก เพจเงินกู้โหดหลอกจนสูญเงินกว่า 6 ล้านบาท
นายวรเศรษฐ์เล่าว่า เมื่อ 24 เม.ย. 2568 ต้องการเงิน 15 ล้านบาทเพื่อขยายธุรกิจ พบเพจเฟซบุ๊กโฆษณาเงินกู้วงเงินสูง ดอกเบี้ยถูกสำหรับนักธุรกิจ จึงทักไปคุยและส่งเอกสารตามที่บริษัทเงินกู้ต้องการ ก่อนมีพนักงาน 3 คนแต่งตัวดีมาประเมินกิจการที่บ้าน โน้มน้าวให้เซ็นเช็คค้ำประกัน 5 ล้านบาท วันต่อมามีเจ้าหน้าที่มาแจ้งให้ทดลองทำเครดิต โดยให้กู้ 1 แสนบาท แต่หักค่าทำสัญญา ค่าดอกเบี้ย และค่าเพจ เหลือรับเงินจริง 85,000 บาท แต่ทำสัญญา 120,000 บาท บังคับผ่อนรายวันวันละ 5,000 บาท
จากนั้นใน 3 วัน มีพนักงานผลัดเปลี่ยนเข้ามาหาทุกวันรวม 48 คน ปล่อยกู้ซ้ำหักเงินลักษณะเดิม โดยรวมได้รับเงินกู้จริง 4 ล้านบาท แต่ทำสัญญาเกินกว่า 6 ล้านบาท ต้องจ่ายรายวันวันละ 250,000 บาท จนสูญเงินจากบัญชีส่วนตัวกว่า 2 ล้านบาทในเวลาไม่ถึง 2 เดือน
จนวันที่ 28 มิ.ย. 2568 นายวรเศรษฐ์ไม่มีเงินในบัญชีชำระ บริษัทเงินกู้ได้โทรข่มขู่และส่งชายฉกรรจ์ 15 คนมารังควานถึงบ้าน จนต้องแจ้งตำรวจ สภ.บางปู แต่คดียังไม่คืบ สุดท้ายต้องหนีออกจากบ้านพร้อมภรรยามาขอความช่วยเหลือจาก ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความ เพื่อดำเนินคดี พร้อมเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจเงินกู้ในเฟซบุ๊กที่โฆษณาดอกเบี้ยต่ำ เพราะสุดท้ายจะถูกหลอกเสียเงินฟรี
ด้าน ผศ.ดร.เกรียงศักดิ์ พินทุสรศรี ทนายความ กล่าวว่า แก๊งนี้เป็นขบวนการใหญ่ ทำงานแบบมาเฟีย อาจมีคนมีสีอยู่เบื้องหลัง แม้จะมีการแจ้งความแต่คดียังไม่คืบ ขบวนการยังโฆษณาในเฟซบุ๊กไม่เกรงกลัวกฎหมาย เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมฯ ฉ้อโกงประชาชน แม้ผู้กู้จะได้รับเงินจริงแต่สุดท้ายต้องจ่ายดอกเบี้ยโหดเกินกฎหมายจนเงินหมดบัญชี จึงขอให้ตำรวจเร่งสืบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และจัดการแก๊งเงินกู้เหล่านี้ให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนเพิ่มอีก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จับคาจานข้าว! ล่อลวงเด็กสาววัย 15 แอบอัดคลิปข่มขู่
ว่าที่ พ.ต.ท.ไพรวรรณ ตั้นหลก สารวัตร กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (สว.กก.2 บก.ป.) ร.ต.ท.วิเชียร ใจทา รอง สว.(ป.) กก.2 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ กก.2 บก.ป.ร่วมกันจับกุม นายธเนศ อายุ 34 ปี
สลด! รถตู้พุ่งชนสาวเมียนมาข้ามทางม้าลาย ดับ 1 เจ็บ 1
ร.ต.ท.ธนวัฒน์ เจริญสุข รองสว.(สอบสวน) สภ.บางพลี รับแจ้งเหตุ รถตู้ชนคนข้ามถนน มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ หน้าบริษัทแสตนดาร์ดแคน จำกัด ถนนเทพารักษ์ กม.14
ฮ.ตก เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันรอดหวุดหวิด
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวขนาดเล็ก ราคาไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท เครื่องยนต์ขัดข้องร่วงตกกลางป่าหญ้า ไฟลุกท่วมเครื่อง เจ้าของโรงงานพร้อมกัปตันหนีตายหวุดหวิด บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
6 แรงงานเมียนมา รุมกระทืบคนไทย แค่ต่อว่าเคาะห้องผิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกัน หอพักแห่งหนึ่งภายในซอยเทพารักษ์ 90 ตำบลเทพารักษ์
สงกรานต์พระประแดงเดือด! โจ๋เมายิงสามีดับ เมียเจ็บ
พ.ต.อ.อภิชาติ ทองแพ ผกก.สภ.พระประแดง รับรายงานมีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธปืน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'
20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

