
19 เม.ย.2569-ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ผู้แทนภาคประชาชน เผยแพร่บทความเรื่อง “สแกมเมอร์ยุคใหม่: เมื่อเด็กถูกบังคับให้เป็นคนร้าย” เนื้อหาระบุว่า เมื่อเด็กจำนวนมากกำลังถูกบังคับให้เป็นคนร้าย… ผู้ใหญ่จะปกป้องพวกเขา หรือจะผลักพวกเขาออกไปจากอนาคต เราอาจกำลังเห็นเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ยืนอยู่ในฐานะ “ผู้ต้องหา” ทั้งที่ความจริงแล้ว…พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็น “เหยื่อ” นี่ไม่ใช่เรื่องของคดีใดคดีหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณของปรากฏการณ์ใหม่ ที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เป็นปัญหาเชิงระบบในหลายพื้นที่
ห้วงที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ยกระดับการรับมืออาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการสื่อสารเตือนภัยประชาชน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สังคมสามารถตั้งรับภัยรูปแบบใหม่ได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลที่สะท้อนเข้ามาจากหลายกรณี พบว่า อาชญากรรมกำลังพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง—จากการ “หลอกลวง” ไปสู่การ “ควบคุมและบังคับ” โดยเฉพาะกับเด็กและเยาวชนที่พบว่าเพิ่มจากระดับร้อยละ 10 กว่า มาอยู่ที่กว่าร้อยละ 20 หรือกว่า 1 ใน 5 ของผู้ตกเป็นเหยื่อสแกมเมอร์ อ้างอิงจากฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ณ กุมภาพันธ์ 2569
ปรากฏการณ์นี้อาจเรียกได้ว่า “อาชญากรรมหลอกลวงรูปแบบใหม่ ที่ใช้เด็กและเยาวชนเป็นเครื่องมือ” จาก “เหยื่อ” สู่ “ผู้ต้องหา” โดยไม่รู้ตัว
รูปแบบที่พบเพิ่มขึ้นชัดเจน คือ เด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อย เริ่มต้นจากการถูกหลอก ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดี ถูกข่มขู่ว่าครอบครัวจะไม่ปลอดภัย จากนั้นถูกควบคุมการสื่อสาร ถูกสั่งการทีละขั้น และสุดท้าย…
ถูกใช้ให้เป็น “ผู้รับทรัพย์” หรือ “ตัวกลาง” จุดนี้เอง ในทางกฎหมาย พวกเขากลายเป็น “ผู้กระทำผิด” แต่ในข้อเท็จจริง พวกเขาคือ ผู้ที่ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในอาชญากรรม
โครงสร้างอาชญากรรมที่ต้องมองให้ลึก: ตัวจริงไม่เคยอยู่ในฉากของอาชญากรรม ลักษณะพิเศษที่เปลี่ยนไปของขบวนการสแกมเมอร์ยุคนี้ คือ ผู้สั่งการ → ไม่ปรากฏตัว ผู้ได้ประโยชน์ → รับทรัพย์สินเต็มจำนวน ผู้ถูกจับ → คือเด็กหรือเยาวชนที่ถูกใช้เป็นตัวกลาง
นั่นคือ ระบบกำลังเผชิญกับอาชญากรรมที่ “ตัดตัวการออกจากฉากอาชญากรรม” อย่างเป็นระบบ หากมองเพียงพฤติการณ์ปลายทาง การบังคับใช้กฎหมายอาจไปหยุดอยู่ที่ “คนที่มองเห็นได้” แต่ไม่สามารถเข้าถึง “คนที่ควบคุมอยู่เบื้องหลัง”
จุดท้าทายของกระบวนการยุติธรรม
จากกรณีศึกษาหลายพื้นที่ พบว่า การตีความบทบาทของเด็กและเยาวชนในคดีลักษณะนี้ ยังมีความแตกต่างกัน บางกรณีถูกมองว่าเป็น “เหยื่อ” บางกรณีถูกมองว่าเป็น “ผู้ต้องหา” ทั้งที่ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกัน สิ่งนี้สะท้อนว่า ระบบยังขาดกรอบร่วมในการพิจารณาว่า “การกระทำที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากเจตนา หรือเกิดจากการถูกบังคับ” และหากไม่สามารถแยกสองสิ่งนี้ออกจากกันได้อย่างชัดเจน ความเสี่ยงที่ตามมาคือ การทำให้เหยื่อ กลายเป็นอาชญากรโดยสมบูรณ์ในทางกฎหมาย
จากปัญหาอาชญากรรม สู่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของประเทศไทย หากแนวโน้มนี้ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อาจไม่ใช่เพียง “คดีหลอกลวงรายวัน” แต่คือรูปแบบใหม่ของการใช้เด็กและเยาวชนเป็นแรงงานในอาชญากรรมยุคดิจิทัล ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับ “การค้ามนุษย์ในรูปแบบที่ไม่ต้องเคลื่อนย้ายตัวบุคคล” ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ความเสียหายทางทรัพย์สิน แต่จะลึกไปถึง อนาคตที่เสียไปของเด็กและเยาวชนจำนวนมาก ความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนในกระบวนการยุติธรรม
และเสถียรภาพของสังคมและความมั่นคงของชาติที่จะพังไปในระยะยาว
สิ่งที่ควรเร่งพิจารณาคือ ทางออกของประเทศที่ต้องเริ่มทำทันที ภายใต้ทิศทางที่รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติกำลังขับเคลื่อนอยู่แล้ว ประเด็นนี้สามารถ “ต่อยอด” ให้มีความแม่นยำและครอบคลุมมากขึ้นใน 4 มิติสำคัญ 1. แยกสถานะ “ผู้ถูกบังคับ” ออกจาก “ผู้กระทำผิด” เพื่อให้การพิจารณาคดีสะท้อนข้อเท็จจริงของกระบวนการทั้งหมด ไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ปลายทาง
2. กำหนดแนวปฏิบัติร่วมกันของ ตำรวจ อัยการ และศาล เพื่อให้การใช้ดุลพินิจอยู่บนมาตรฐานเดียวกันและลดความแตกต่างของการปฏิบัติระหว่างพื้นที่ 3. ใช้ข้อมูลจากผู้ถูกหลอก เพื่อติดตามเครือข่ายตัวจริง เปลี่ยนจากการหยุดที่ “ผู้รับของ” ไปสู่การเข้าถึง “ผู้ควบคุม” 4. ปิดช่องการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ควรมีเบอร์สายตรงและเจ้าหน้าที่คอยรับสายให้เหยื่อตรวจสอบได้
เพื่อตัดวงจรตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ความน่าเชื่อถือของรัฐถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือของอาชญากรรม
คำถามสำคัญของสังคมไทยในวันนี้ ไม่ใช่ว่า เราจะดำเนินคดีกับใครได้บ้าง แต่คือ เรากำลังเข้าใจและแสวงหา “ความจริงของอาชญากรรม” ได้ลึกพอแล้วหรือยัง ก่อนที่เด็กและเยาวชนจำนวนมากจะถูกผลักออกจากเส้นทางชีวิตด้วยสิ่งที่พวกเขา “ไม่ได้เลือก”
ถึงเวลาแล้วที่ ตำรวจ อัยการ และศาล จะต้องร่วมกันมองให้ลึกกว่า “พฤติการณ์ที่เห็น” ไปสู่ “กลไกที่บีบให้เขาต้องทำ” เพื่อให้ความยุติธรรมไม่ใช่เพียงการลงโทษผู้ที่อยู่ปลายทาง แต่เป็นการเข้าถึงและหยุดยั้ง “ตัวการที่แท้จริง” เพราะหากเรายังแยกไม่ออกว่า ใครคือเหยื่อ และใครคือตัวการ เราจะยังคงจับคนผิดระดับล่างและปล่อยให้ตัวจริง…อยู่เหนือกฎหมาย
และวันนั้น สิ่งที่สังคมไทยสูญเสียไปจะไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน แต่คือ อนาคตของเด็กและเยาวชนทั้งรุ่น และความยุติธรรมของชาติทั้งระบบที่จะพังไปในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'เลขาฯสมช.' รอ 'ผบ.ตร.' แจงคดีชายชาวจีนซุกอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม
เลขาฯสมช. รอ ผบ.ตร. แจงปมชายชาวจีนครอบครองอาวุธสงคราม ปัดตอบมั่นคงหละหลวม 'พล.ต.อ.สำราญ' ระบุ อยู่ระหว่างสอบสวน
'บ้านจันทร์ส่องหล้า' พร้อมรับ 'ทักษิณ' จับตานักการเมืองแห่พบ
'บ้านจันทร์ส่องหล้า' พร้อมรับ 'ทักษิณ' พักโทษพ้นคุก ขณะที่มวลชนเสื้อแดง กทม. แห่มาคึกคัก จับตานักการเมืองเข้าพบนายใหญ่
'คลองเปรม' แทบแตก! วิญญัติ-พท.-เสื้อแดงแห่รับ 'ทักษิณ'
'ทนายวิญญัติ' เดินทางถึงเรือนจำฯ สีหน้ายิ้มแย้ม รอรับ 'ทักษิณ' พักโทษพ้นคุก ส่วนมวลชนเสื้อแดงแห่มาให้กำลังใจคับคั่ง ขณะที่ตำรวจหลายร้อยนายตรึงกำลังดูแลความปลอดภัย
หนุ่มลาวอกหัก เตรียมโดดน้ำประชดชีวิต พลเมืองดีช่วยไว้ทัน
เมื่อเวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปู รับแจ้งเหตุมีชายพยายามจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย บริเวณสะพานซาซ่า คลองชลประทาน ถนนสุขุมวิท ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง
ส้มจี้ 'สตช.' อย่าตัดตอนคลังแสงหนุ่มจีน ชี้เร่งสืบสวนเพิ่มขยายผล
'สส.ปชน.' จี้ 'สตช.' สืบสวนเพิ่มกรณีพบคนจีนครอบครองอาวุธสงคราม-ระเบิดจำนวนมากอย่างรอบคอบ หลัง 'ผบ.ตร.' แถลงอ้างผู้ต้องหาแค่สะสม บอก ถ้าชอบทำไมสะสมของอานุภาพแรงขนาดนี้ ถาม กลับ หากเกิดเหตุจริงใครจะรับผิดชอบ
ไม่รอด‘กรมการท่องเที่ยว’บุกจับกองถ่ายหนังจีนเถื่อนไร้อนุญาตถ่ายในไทย
‘กรมการท่องเที่ยว’ คุมเข้มหลังเจ้าหน้าที่บุกตรวจแกลเลอรี่ย่านหางดง พบกองถ่ายภาพยนตร์จีน ‘The Puppet’ยังไม่ได้รับอนุญาตถ่ายทำในไทย เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ โทษปรับสูงสุด 1 ล้านบาท เตรียมสอบเพิ่มต่างด้าวทำงานผิดกฎหมาย ย้ำเอาจริงคุ้มครองมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

