พ่อค้าแม่ค้าลูกชิ้นยืนกินที่บุรีรัมย์ ยิ้มแก้มปริ หลังได้รับอานิสงค์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 มีประชาชนสนใจเดินทางมาเลือกซื้อเป็นของฝาก และยืนกินเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ ส่งผลดีทำให้มียอดขายเพิ่มขึ้นจากห้วงปกติ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60-90% ต่อวัน
3 มิถุนายน 2569 - ผู้สื่อข่าวรายงาน บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ของรัฐบาล ปรากฏว่า ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า มีร้านลูกชิ้นยืนกิน ที่เป็นอาหารอัตลักษณ์เด่นของ จ.บุรีรัมย์ ตั้งแผงเรียงรายอยู่กว่า 10 ร้านค้า ล้วนได้มีการติดตั้งป้ายโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40
พบว่าได้มีประชาชนและนักท่องเที่ยว ทั้งในและต่างจังหวัด ที่ส่วนใหญ่จะเลือกใช้บริการผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ทยอยเดินทางเข้ามาเลือกซื้อลูกชิ้นยืนกิน เพื่อนำไปเป็นของขวัญของฝาก และนำไปรับประทานที่บ้าน รวมถึงยืนกินหน้าร้านกันอย่างคึกคัก ตั้งแต่เริ่มมีการประกาศใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 ในวันที่ 1 มิ.ย.69 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้
โดยได้ส่งผลดีให้กับทั้งประชาชนผู้บริโภค ที่ไม่ต้องควักเงินจ่ายค่าสินค้า 100% และยังส่งผลดีให้กับผู้ประกอบการร้านค้าขายลูกชิ้นยืนกิน ที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60/40 สามารถเพิ่มยออดขายได้มากขึ้น จากห้วงปกติที่ไม่มีโครงการในลักษณะดังกล่าว โดยสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 60-90 % ต่อวัน อีกทั้ง พ่อค้าแม่ค้าต่างเรียกร้องให้รัฐบาล จัดให้มีโครงการช่วยเหลือประชาชน ในลักษณะแบบนี้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
นายสาธิต หนองภักดี อายุ 43 ปี ชาว จ.ร้อยเอ็ด ที่เดินทางมาเที่ยวบุรีรัมย์ในช่วงวันหยุด และกำลังเดินทางกลับ จ.ร้อยเอ็ด บอกว่า ตั้งใจจะซื้อลูกชิ้นยืนกินของดีบุรีรัมย์นำไปฝากแม่ยายที่ร้อยเอ็ด โดยใช้จ่ายผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งในตอนแรกก็รู้สึกงงว่าจะใช้อย่างไร เนื่องจากตนเพิ่งได้ใช้เป็นครั้งแรก พอกดสแกนจ่ายค่าลูกชิ้น 90 บาท เท่ากับว่ารัฐจ่ายให้ 50 กว่าบาท และตัวเราเองจ่ายเพียง 36 กว่าบาท ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดี สามารถช่วยเหลือและแบ่งเขาภาระของประชาชนได้เป็นอย่างดี
ด้าน น.ส.ศิริพร วัฒนะ อายุ 37 ปี ร้านป้าแหว๋ว ลูกชิ้นยืนกินสถานีรถไฟบุรีรัมย์ บอกว่า ภายหลังเริ่มเปิดใช้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ทำให้มียอดขายเพิ่มมากขึ้นกว่า 60% จากห้วงปกติที่ค่อนข้างเงียบเหงาในช่วงนี้ ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี เนื่องจากประชนกล้าที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอยกันมากขึ้น แต่ก็จะมีปัญหาอุปสรรคบ้าง สำหรับลูกค้าบางรายที่ยังไม่ได้เติมเงินเข้าในระบบวอลเลต รวมถึงเกี่ยวกับปัญหาที่ตั้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ได้ใช้สิทธิ์ในพื้นที่ต่างจังหวัดมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ยากเพียงเปิดปิดระบบที่ตั้ง จี.พี.เอส.ใหม่ก็สามารถใช้ได้ตามปกติ
ขณะที่ น.ส.ญานิศา วิชัยรัมย์ อายุ 19 ปี ร้านลูกชิ้นยายภา ลูกชิ้นยืนกินสถานีรถไฟบุรีรัมย์ บอกว่า หลังจากเริ่มมีการใช้สิทธิ์โครงการไทยช่วยไทยพลัส สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะร้านลูกชิ้นยืนกินได้มากถึง 80-90% ต่อวัน จากวันปกติ เนื่องจากพบว่ามีประชาชน สนใจมาเลือกซื้อลูกชิ้นกันเพิ่มมากขึ้น อาจเป็นเพราะประชาชนต้องการใช้สิทธิ์ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส ส่วนอัตราการขายลูกชิ้นทุกร้านยังคงขายในราคาเท่าเดิมคือ ลูกชิ้นที่ทอดแล้วไม้ละ 5 บาท และที่สำหรับนำกลับบ้านไปทอดเอง ก็จะมีเป็นชุดๆละ 60 บาท กับชุดละ 100 บาท ซึ่งจะมีน้ำจิ้มและผักแถมฟรีให้ด้วย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ยืนยันบัตรคนจนใหม่4มิ.ย.
“ไทยช่วยไทยพลัส” ยังคึกคัก ยอดใช้จ่ายรวมทะลุ 2.5 พันล้านแล้ว
'ไทยช่วยไทยพลัส'จุดติด ! นักวิชาการชี้ ช่วยตรงจุด
รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ให้ความเห็นต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพไทยช่วยไทยพ
รัฐบาลตีปี๊บ 'ไทยช่วยไทย พลัส' แรงไม่หยุด ยอดใช้จ่ายสะสมล่าสุด 2,581 ล้านบาท
น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) ว่า โครงการได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายและบทบาทของมาตรการภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2569 เวลา 11.00 น. มียอดใช้จ่ายสะสมรวมทั้งสิ้น 2,581.03 ล้านบาท
'ดร.โจ' ยำ 'ไทยช่วยไทยพลัส' แค่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบวันช็อต ไม่เหลืออะไรไว้ ริด่ายันคนละครึ่งยุคลุงตู่
นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า เป็นก
“อธิบดีนิรันดร์” ชวนสมาชิกสหกรณ์อุดหนุนสินค้าสหกรณ์ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส ขณะที่ร้านค้าสหกรณ์ทั่วไทยพรึบเตรียมพร้อมสินค้าอุปโภคบริโภคไว้บริการลูกค้าแล้ว
ตามที่รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบร่วมจ่าย(Co-pay) ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัส ในอัตรา 60:40 โดยภาครัฐสมทบเงินช่วยค่าใช้จ่าย 60% สูงสุด 1,000 บาทต่อคนต่อเดือน


