รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย น่าจะเป็นรัฐบาลที่เผชิญสถานการณ์วิกฤตมากที่สุดรัฐบาลหนึ่ง
นับตั้งแต่ ‘ครม.อนุทิน 1’ เริ่มเข้าทำงานในเดือนกันยายน 2568 ต่อเนื่องมาถึง ‘ครม.อนุทิน 2’ ที่เริ่มทำงานเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ผ่านเหตุการณ์วิกฤตใหญ่ๆ มาแล้วหลายครั้ง
เริ่มตั้งแต่มหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 หรือผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
กระทั่งล่าสุดปรากฏการณ์ "ฝนตกแช่" ทั้งวันทั้งคืนในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา จนทำให้น้ำท่วมในหลายพื้นที่ หลายจังหวัด โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่อ่วมหนัก
ซึ่งภัยธรรมชาติ หรือผลกระทบจากสงครามเป็นสิ่งที่รัฐบาลไม่สามารถควบคุมได้ หากแต่ประเด็นสำคัญคือ ‘การรับมือ’ ของรัฐบาลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าการเตรียมตัวที่ดีย่อมลดความเสียหายได้ดีกว่านี้เช่นกัน
ถึงตรงนี้หลายฝ่ายให้รัฐบาล ‘สอบตก’ ในแง่ของการรับมือกับสถานการณ์วิกฤต เพราะถือว่ามี ‘บทเรียน’ มาแล้วหลายครั้ง และทุกครั้งมีการ ‘ถอดบทเรียน’ ต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ
หากแต่ไม่ว่าจะถอดบทเรียนกี่ครั้ง รัฐบาลก็ไม่สามารถรับมือกับวิกฤตได้ดีกว่าที่ผ่านมาได้เลย
อุทกภัยในหลายพื้นที่ครั้งล่าสุดคือตัวบ่งชี้ว่า หลายๆ ปัญหาที่มีการถอดบทเรียนแล้ว ไม่ได้รับการแก้ไข หรือยกระดับให้ดีขึ้นจนประชาชนเห็นได้ชัดเจนแต่อย่างใด
โดยเฉพาะ การบูรณาการของหน่วยงานที่รับผิดชอบ อย่างพื้นที่ กทม.ที่ต้องจมอยู่ใต้บาดาลหลายเขต ปัญหาเรื่อง ‘การสื่อสาร’ ถือว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ความเสียหายขยายเป็นวงกว้าง ทั้งที่หากมีการเตรียมรับมือที่ดีกว่านี้ความเสียหายน่าจะไม่มากขนาดนี้
เริ่มตั้งแต่ ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ หน่วยงานหลักในการพยากรณ์อากาศให้ประชาชนรับทราบ ถูกตำหนิอย่างมากถึงรูปแบบการทำงานที่ไม่ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย โดยเฉพาะเรื่องการใช้ภาษา และคำศัพท์ยากๆ ทั้งที่เป้าหมายในการสื่อสารนั้นคือ ‘ประชาชนทั่วไป’ ที่ต้องการการสื่อสารที่เข้าใจง่าย และอยากทราบเพียงว่า จะเกิดอะไรขึ้น และต้องเตรียมตัวอย่างไร
ขนาด นายกฯ อนุทิน ยังยอมรับเองว่า ศัพท์บางคำตนเองยังไม่ทราบเลย ดังนั้นกรมอุตุนิยมวิทยาจึงต้องปรับรูปแบบการสื่อสารให้เข้าใจง่ายและกระชับ
ไม่แปลกที่เหตุการณ์ครั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่เลือกที่จะเชื่อเพจเฟซบุ๊ก ‘ที' ลมฟ้าอากาศ’ ซึ่งไม่ได้เป็นหน่วยงานของภาครัฐแต่อย่างใด และเป็นการใช้ข้อมูลจากหลายๆ แห่งมาย่อยแล้วสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่ายมากกว่าของ ‘กรมอุตุนิยมวิทยา’ ที่รับผิดชอบโดยตรง
หรือเรื่องของ ‘ระบบ Cell Broadcast’ ที่มีการทดสอบและใช้มาแล้วหลายครั้ง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ยังเกิดเรื่องแจ้งการเตือนภัยที่ล่าช้า จนความเสียหายขยายเป็นวงกว้างไปไกลแล้ว โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) อ้างว่า มีหน้าที่แค่มอนิเตอร์เรดาร์กลุ่มฝน แต่ไม่มีรายละเอียดหรือข้อมูลหน้างานในแต่ละพื้นที่ จึงต้องรอให้ทาง กทม. หรือพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจและแจ้งข้อมูลมาก่อน
สาเหตุหลักคือ ‘เรื่องการประสานงาน’ ซึ่งสะท้อนถึงการ ขาดการบูรณาการ ไม่ได้มีการรวมศูนย์ไว้ตั้งรับตั้งแต่เกิดเหตุแต่เนิ่นๆ ทั้งรัฐบาลและ กทม.ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่า ในสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้จะต้องทำอย่างไร
ขณะที่การให้ข้อมูล หรือคำให้สัมภาษณ์ของผู้รับผิดชอบก่อนเกิดสถานการณ์ คือส่วนหนึ่งที่ทำให้ประชาชนชะล่าใจ ไม่คิดว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขนาดนี้ เช่น นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่เคยระบุว่า “รัฐบาลเอาอยู่” ซึ่งหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเริ่มต้นจากการให้ ‘ชุดข้อมูลความจริง’ หรือไม่ประมาทกับสถานการณ์
หรือเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว การยับยั้งความเสียหาย หรือการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยต้องเร็วกว่านี้ แต่สถานการณ์เกิดขึ้นไปนานหลายวัน จนถึงปัจจุบันยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก อาหารและถุงยังชีพยังเข้าไม่ถึง แล้วเป็นภาคประชาชนที่ต้องดูแลกันเองก่อนความช่วยเหลือของรัฐจะเข้าไปอีกครั้ง
จึงไม่แปลกที่จะมีภาพต่อว่า ผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีอำนาจเต็มในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ กทม. ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนตั้งแต่วันที่ 21 ก.ย.ว่าจะมีฝนตกหนัก แต่กลับไม่มีการวางแผนรับมือและแจ้งเตือนประชาชน และรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน เวลาลงพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับสภาพ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
จากเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุดนี้ ยังเป็นทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อ ‘รัฐบาลอนุทิน’ เป็นอย่างมาก เพราะมีประสบการณ์มาหลายเหตุการณ์แล้ว แต่ยังรับมือได้ไม่ดีพอ และล้มเหลวซ้ำซาก ประชาชนคงต้องร้อง ทนไม่ไหวแล้วโว้ย!.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ฝ่ายค้านโวยให้3วันซักฟอกไม่พอ
"อนุทิน" ไฟเขียว ต.ค.ซักฟอกได้ ใช้เวลา 5 วันมากไป มั่นใจพุ่งเป้า
โหมโรงซัดระบอบน. ปชป.ขู่กระชากหน้ากาก ‘พท.’ฟุ้งเหตุรอดซักฟอก
นายกฯ เปิดงานประเพณีอุ้มพระดำน้ำวัดโบสถ์ชนะมาร ปลื้มเจ้าคณะจังหวัดให้พร อธิษฐานขอให้แผ่นดินไทยสงบสุขร่มเย็น
คิกออฟประชุม IMF-World Bank เวทีโชว์ศักยภาพปท.ไทย
เริ่มต้นคิกออฟแล้วสำหรับ การประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ปี 2569 (IMF-World Bank Annual Meetings) ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจัดประชุมตลอดสัปดาห์นี้ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ซักฟอก18รมต.สีน้ำเงิน-ระบอบน.หนูกินรวบ ทำลายความเชื่อมั่น รอการเปลี่ยนแปลง
รุนแรง ดุเดือดเลือดพล่านจริงๆ สำหรับญัตติเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลของฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมตัวแทนพรรคฝ่ายค้าน
นายกฯจี้เร่งกำจัดขยะ–บิ๊กคลีนนิง
นายกฯ วางแผนกำจัดขยะ-บิ๊กคลีนนิง ลุยเคลียร์หลายพื้นที่เมืองกรุง “ชัชชาติ” ระดม 600 คน ตั้งเป้าร่มเกล้า 3 วันจบ เร่งระบายน้ำ “ปราจีนบุรี-ฉะเชิงเทรา” ปภ.-ออมสิน โอนเงินเยียวยาแล้ว 3,483 ครัวเรือน กว่า 29 ล้าน โพลเผยประชาชนจี้รัฐแก้ระบบเตือนภัย
โยน ‘ป.ป.ช.’ แจง ฟ้องคดีโกงไม่ทัน 3ผู้ต้องหาพ้นคุก
“อนุทิน-วรศิษฎ์” โยนเผือกร้อนให้ ป.ป.ช.แจงปมฟ้องไม่ทัน จนต้องปล่อย 3 ผู้ต้องหาคดีทุจริตสอบท้องถิ่น ชี้เป็นองค์กรอิสระแทรกแซงไม่ได้ “โรม” ซัดผิดปกติ สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง เปิดช่องหนี

