
15 มี.ค. 2567 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ได้เดินทางไปยังวัดสำโรงเหนือ ต.สำโรงกลาง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ หลังทราบเรื่องราวที่พระลูกวัดได้นำฐานโลงศพ จำนวน 6 ฐาน มาทำเป็นที่นั่งรอบโบสถ์ เพื่อเป็นกุศโลบาย สอนคนที่เดินทางมาที่วัด สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรก็จะมานั่งมานอนตามปกติเหมือนที่นั่งตัวหนึ่ง แต่ถ้าคนที่ยึดติดกับสิ่งนั้นก็มักจะกังวลว่าฐานโลงศพของใครแล้วเขาจะมานั่งหรือมาตามทวงไหม

จากการสอบถามวัยรุ่นแถววัด บอกว่า ไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร ก็รู้สึกปกติ ถ้าเป็นตอนเช้าก็ไม่กลัว แต่ถ้าเป็นกลางคืนพวกตนเองก็จะไม่มา แต่ปกติถ้าเป็นกลางคืนก็จะไม่มีใครมาอยู่แล้วแถวนี้ เนื่องจากน่ากลัวและอยู่ในวัดด้วย ก็ไม่แน่ใจว่ากลางคืนจะมีคนเข้ามานั่งหรือผ่านตรงนี้หรือไม่

พระธนะภัทธ์ ขันติธโร พระลูกวัดสำโรงเหนือ กล่าวว่า ฐานโลงศพนี้ทำมาจากไม้สัก ปกติหลวงพี่จะขอมาทั้งฝาทั้งโลงและขารองด้วย แต่ถ้าเราขอไปหมด โยมก็อาจจะเกรงใจเรียกว่าไม่สามารถให้ได้ หลวงพี่ก็เลยขอแค่ขาโลง เอามาใช้ประโยชน์
“เขาเรียกว่าเป็นกุศโลบาย อย่างแรกก็คือ บางสิ่งที่เราว่ามองเห็นแล้วไร้ค่า แต่คนอื่นมองแล้วอาจจะมีค่ามากที่สุดของเขา แล้วข้อสองคือ ถ้าเผื่อเรามานั่งแล้ว คิดว่ามันเป็นขาโลงไม่กล้านั่งเดี๋ยวเกิดอะไรขึ้นมา ถ้าเรายังยึดว่ามันเป็นขาโลงก็ไม่กล้า แต่ที่จริงแล้วมันก็คือสิ่งที่เรียกว่าที่นั่ง ถ้าเรามองรูปลักษณ์ ยังยึดติดว่ามันเป็นโลงของคนอื่นไม่กล้า งั้นเราต้องปลงก่อนว่า มันเป็นแค่ขาหรือเป็นที่นั่งอย่างเดียว แต่ถ้าเราไปยึดติดว่านี้มันเป็นขาโลงเราก็ไม่กล้านั่งเพราะเรากลัว คนเรากลัวผีอยู่แล้ว” พระธนะภัทธ์ ระบุ
หลวงพี่ได้นำขาโลงมาทำเป็นที่นั่งได้ 1 ปีแล้ว โดยตอนแรกเรามีแค่ขาเดียว ตั้งอยู่ตรงสำนักงาน ถ้าเอามาตั้งตรงนี้อันเดียวมันรู้สึกเคว้งคว้าง ก็จะไม่มีคนกล้านั่ง แต่พอเริ่มหาขาโลงจากวัดใกล้เคียง ก็เริ่มทยอยเพิ่มขึ้นมาจนตอนนี้ที่วัดก็มีอยู่ 6 ขา ก็เลยเอามาตั้งใกล้ ๆ กัน พอเอามาตั้งใกล้ๆ กันแล้วมันรู้สึกเหมือนมีเพื่อน โยมก็สามารถนั่งแล้วก็นอนได้ ส่วนใหญ่ช่วงพักกลางวันโยมก็จะมานอนกัน
ตอนแรกๆ ก็มีโยมถาม ว่านั่งได้ไหมจะไม่มีอะไรใช่ไหม เวลานั่งแล้วจะไม่มีใครมานั่งด้วยใช่ไหม อะไรประมาณนั้น หลวงพี่ก็ตอบไปว่าไม่มีหลอกโยม เพราะว่าคนเราเมื่อตายจากที่แล้วเขาก็ไปจุติที่อื่น แล้วก็ไม่ได้มีห่วงที่นี้หรอก โยมนั่งได้ตามสบาย ถ้าเผื่อมีหรือโยมเห็นบอกหลวงพี่ด้วยนะ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘อนุทิน’เปิดงานสงกรานต์พระประแดง ย้ำอัตลักษณ์มรดกโลก เดินหน้าสู่เทศกาลระดับโลก
วันที่ 26 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานประเพณีสงกรานต์พระประแดง ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์บ้านฉัน สีสันไทไทย สุขไกลทั่วโลก Once in a Lifetime : Experience Songkran in Thailand” โดยมีนางธนนนท์ ชาญวีรกูล
6 แรงงานเมียนมา รุมกระทืบคนไทย แค่ต่อว่าเคาะห้องผิด
เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ รับแจ้งว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายกัน หอพักแห่งหนึ่งภายในซอยเทพารักษ์ 90 ตำบลเทพารักษ์
สงกรานต์พระประแดงเดือด! โจ๋เมายิงสามีดับ เมียเจ็บ
พ.ต.อ.อภิชาติ ทองแพ ผกก.สภ.พระประแดง รับรายงานมีเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธปืน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย
งานสงกรานต์พระประแดง วัยรุ่นแซวนายกฯ 'รวยไม่ไหวแล้ว'
“นายกฯ”ควงภริยา เปิดสงกรานต์พระประแดง แซวตัวเอง นอกสคริปต์ หลังสื่อจับจ้อง ด้าน วัยรุ่นแซว “รวยไม่ไหวแล้ว”ลั่นฆ้อง อวยพรให้มีความสุขวันสงกรานต์
หลวงพี่ช่วย 'เจ้าตูบตาบอด' พลาดตกคลองหลังวัด ลอยคออยู่ในน้ำรอดตายหวุดหวิด
เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 20 เม.ย.2569 ที่วัดบางหญ้าแพรก ถนนปู่เจ้าสมิงพราย ต.บางหญ้าแพรก อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ผู้สื่อข่
สาวจีนตกท่อระบายน้ำ! ขณะถ่ายรูปจุดเช็กอิน 'ช้างเอราวัณ'
20 เม.ย. 2569 - ผู้สื่อข่าวจังหวัดสมุทรปราการรายงานว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์กู้ชีพปราการ รับแจ้งมีผู้บาดเจ็บขาตกท่อระบายน้ำ เหตุเกิดภายในซอยบางด้วน เข้าจากปากซอยประมาณ 50 เมตร ตำบลบางด้วน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ หลังรับแจ้งจึงประสาน เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปตรวจสอบและช่วยเหลือ ที่เกิดเหตุ เป็นท่อระบายน้ำในพื้นที่ส่วนบุคคลริมถนนภายในซอย เจ้าหน้าที่พบนักท่องเที่ยวสาวชาวจีน ขาซ้ายตกลงไปในท่อระบายน้ำ โดยขายังคาติดอยู่ในตระแกรงฝาท่อระบายน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู จึงใช้อุปกรณ์เครื่องตัดถ่าง ถ่างตระแกรงฝาท่อระบายน้ำออก ใช้เวลาไม่นานสามารถนำขานักท่องเที่ยงหญิงชาวจีนออกมาได้ ซึ่งจากการตรวจสอบ พบรอยแดงที่ขาซ้าย แต่ไม่มีอาการผิดรูปที่ขาหรือบาดแผลใดๆ นักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนไม่ประสงค์ที่จะไปโรงพยาบาล และได้กล่าวขอบคุณเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญูที่เข้ามาช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว จากการสอบถาม นายธัญเทพ กอบธัญกิจ อาสามูลนิธิร่วมกตัญญู จุดสำโรงใต้ 28 เล่าว่า ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากศูนย์วิทยุกู้ชีพปราการว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประสบอุบัติเหตุขาติดอยู่ในท่อระบายน้ำ เมื่อเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าผู้บาดเจ็บอยู่ในสภาพขาติดอยู่กับแผ่นเหล็กฝาท่อ โดยลักษณะของอุบัติเหตุเกิดจากผู้บาดเจ็บได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กที่ชำรุดจนแผ่นเหล็กเกิดการบิดตัวและดีดกลับมาอัดเข้าที่บริเวณช่วงหัวเข่าอย่างแรง ทำให้ไม่สามารถขยับหรือดึงขาออกมาได้ด้วยตนเอง ในการช่วยเหลือช่วงแรก เจ้าหน้าที่ได้รีบประสานงานทีมสนับสนุนเพื่อขออุปกรณ์ตัดถ่างเข้ามาดำเนินการ โดยใช้เวลาในการง้างแผ่นเหล็กออกประมาณ 10 นาที ก็สามารถนำขาของผู้บาดเจ็บออกมาได้เป็นผลสำเร็จ จากการตรวจสอบอาการบาดเจ็บเบื้องต้นพบว่าผู้บาดเจ็บมีเพียงรอยฟกช้ำและแผลถลอกจากการที่พลัดตกลงไปกระแทกเท่านั้น ไม่พบอาการผิดรูปของกระดูกหรือกระดูกหักแต่อย่างใด ก่อนจะดำเนินการปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือตามขั้นตอน ด้าน เพื่อนของผู้บาดเจ็บซึ่งเป็นคนไทย ได้เล่าถึงวินาทีเกิดเหตุว่า ขณะกำลังเดินเท้าจากพิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณเพื่อไปถ่ายรูปบริเวณจุดเช็กอินยอดฮิตฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาถ่ายภาพในระหว่างที่กำลังเดินข้ามมานั้น นักท่องเที่ยวสาวชาวจีนได้เหยียบลงบนแผ่นเหล็กฝาท่อระบายน้ำที่ชำรุดอยู่แล้ว ส่งผลให้แผ่นเหล็กหักและทรุดตัวลงทันทีจนขาข้างหนึ่งตกลงไปติดอยู่ด้านใน ในตอนนั้นตนพยายามช่วยพยุงและสั่งไม่ให้ผู้บาดเจ็บลุกขึ้นหรือขยับตัว เพราะเกรงว่าหัวเข่าจะหักหรือถูกเศษเหล็กที่หักคารูท่อแทงซ้ำ จึงรีบประสานขอความช่วยเหลือทันที และแม้จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แต่นักท่องเที่ยวสาวรายนี้กล่าวว่าตนเองไม่ได้รู้สึกตกใจหรือขวัญเสีย และยังรู้สึกขอบคุณที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลืออย่างรวดเร็วมาก โดยหลังจากได้รับการช่วยเหลือเสร็จสิ้น เธอยังสามารถสื่อสารและยิ้มแย้มได้ พร้อมกับยืนยันว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกแย่กับการมาเที่ยวเมืองไทยแต่อย่างใด และยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอีกครั้งในอนาคตแน่นอน เพราะประทับใจในการดูแลและความปลอดภัยภาพรวมที่ได้รับในครั้งนี้ ส่วน นางสาวจินจุภา ทองสุข ชาวบ้านในพื้นที่ได้แสดงความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยบริเวณจุดดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นแลนด์มาร์คสำคัญที่มีนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ เดินทางมาถ่ายรูปและเซลฟี่ กันเป็นจำนวนมากตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ โดยเฉลี่ยมีผู้มาเยือนสูงถึงวันละ 40-50 คน ซึ่งจุดดังกล่าวนั้นสภาพถนนเป็นแบบ 2 เลนสวนกัน และรถที่สัญจรไปมามักจะใช้ความเร็วสูง หากเป็นคนในพื้นที่จะทราบดีและช่วยชะลอความเร็วให้ แต่สำหรับรถจากที่อื่นที่ไม่ชำนาญทางมักจะขับผ่านด้วยความเร็ว ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุกับนักท่องเที่ยวที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ริมถนนเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ชาวบ้านจึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดำเนินการติดตั้งสัญลักษณ์หรือป้ายเตือนให้รถที่สัญจรไปมาทราบว่าพื้นที่บริเวณนี้มีคนพลุกพล่านและควรชะลอความเร็ว แม้ว่าปัจจุบันจะมีแสงสว่างที่เพียงพอแล้ว แต่การขาดป้ายเตือนที่ชัดเจนยังคงเป็นช่องว่างที่อาจนำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงได้ จึงอยากให้มีการจัดระเบียบพื้นที่และทำเครื่องหมายบอกทางให้ชัดเจน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวและลดความเสี่ยงในการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

